วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

เดินแล้วสมองแล่น! วิจัยชี้ การเดินช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

งานวิจัยเผย การเดินไม่ได้ดีแค่ต่อสุขภาพร่างกาย แต่ยังช่วยกระตุ้นสมองให้คิดไอเดียใหม่ ๆ ได้ดีขึ้น แม้เดินเพียงระยะสั้นก็อาจช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ได้

KEY POINTS

  • งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าการเดินช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการคิดแบบแตกแขนง (Divergent Thinking) ซึ่งคือความสามารถในการสร้างไอเดียที่หลากหลายและแปลกใหม่
  • การเดินช่วยให้สมองได้พักจากการจดจ่อกับปัญหา เปิดโอกาสให้เกิดภาวะใจล่องลอย (Mind Wandering) ซึ่งช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลจนเกิดเป็นแนวคิดใหม่ๆ ได้
  • การเคลื่อนไหวร่างกายยังส่งผลดีต่อสมองโดยตรง เช่น เพิ่มการไหลเวียนเลือดและสาร BDNF ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานและความยืดหยุ่นของเซลล์ประสาท
  • ผู้ที่มีกิจกรรมทางกายหรือมีจำนวนก้าวเดินในชีวิตประจำวันมากกว่า มีแนวโน้มที่จะมีความคิดสร้างสรรค์สูงกว่าคนที่ใช้เวลานั่งนิ่งๆ เป็นส่วนใหญ่

สำหรับคนทำงานออฟฟิศ คงคุ้นเคยกับการนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลาหลายชั่วโมง บางวันพยายามคิดงานหรือหาทางแก้ปัญหาเท่าไรก็คิดไม่ออก ยิ่งใช้เวลาคิดนานเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกสมองตื้อ แต่เคยสังเกตไหมว่า บางครั้งแค่ลุกออกจากโต๊ะไปเดินเล่นสักพัก กลับมีไอเดียใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว

นี่ไม่ใช่แค่ความบังเอิญ งานวิจัยพบว่า การเดินไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะต่อสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เราคิดไอเดียใหม่ ๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย

แม้แต่นักเขียนชื่อดังอย่าง สตีเฟน คิง (Stephen King) ก็เคยเปิดเผยว่า ไอเดียสำหรับนวนิยายบางเรื่องของเขาเกิดขึ้นระหว่างการเดินเล่นในชีวิตประจำวัน สะท้อนให้เห็นว่าการเดินอาจเป็นมากกว่าการออกกำลังกาย แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ช่วยเปิดโอกาสให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ

กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า ทำไมการเคลื่อนไหวร่างกายง่าย ๆ อย่างการเดิน จึงอาจช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และทำให้เราคิดอะไรใหม่ ๆ ได้ดีขึ้น พร้อมเจาะลึกงานวิจัยที่อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างการเดินกับความคิดสร้างสรรค์

งานวิจัยพบ การเดินช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หมายถึงความสามารถด้านศิลปะ การเขียน หรือการออกแบบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการคิดค้นแนวทางใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน

เดินแล้วสมองแล่น! วิจัยชี้ การเดินช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

นักจิตวิทยาอธิบายว่า กระบวนการคิดสร้างสรรค์เกี่ยวข้องกับการคิด 2 รูปแบบสำคัญ ได้แก่

  • การคิดแบบแตกแขนง (Divergent Thinking) เป็นความสามารถในการคิดไอเดียที่หลากหลายและแปลกใหม่จากโจทย์เดียวกัน เช่น การคิดหาวิธีใช้สิ่งของธรรมดาให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
  • การคิดแบบบรรจบ (Convergent Thinking) เป็นกระบวนการประเมินและคัดเลือกไอเดียต่าง ๆ เพื่อหาคำตอบหรือแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

งานวิจัยที่รวบรวมผลการศึกษา 23 งาน และเผยแพร่ในวารสารวิชาการ PLOS ONE พบว่า การเดินมีผลเชิงบวกอย่างมากต่อความสามารถในการคิดแบบแตกแขนง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการสร้างไอเดียใหม่ ๆ

อเล็กซ์ ทาบาเน (Alex Thabane) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์ (McMaster University) ประเทศแคนาดา และผู้เขียนหลักของการศึกษานี้ อธิบายว่า การเดินสามารถช่วยกระตุ้นให้ผู้คนคิดไอเดียที่แปลกใหม่และมีความเป็นต้นฉบับมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่า การเดินไม่ได้ช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดทุกประเภทเท่ากัน โดยเฉพาะการคิดแบบบรรจบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ ประเมิน และเลือกคำตอบที่ดีที่สุด ยังไม่พบประโยชน์ที่ชัดเจนเท่ากับการสร้างไอเดียใหม่

กล่าวอีกอย่างคือ การเดินอาจเหมาะกับช่วงเวลาที่เราต้องการระดมความคิดหรือหาแนวทางใหม่ ๆ แต่เมื่อถึงขั้นตอนการตัดสินใจว่าไอเดียไหนดีที่สุด ก็ยังจำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์อย่างรอบคอบ

ยิ่งเดินมาก ยิ่งมีโอกาสคิดไอเดียใหม่ ๆ ได้ดีขึ้น จริงหรือ?

ประโยชน์ของการเดินต่อความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้พบเฉพาะในการทดลองภายในห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นผ่านพฤติกรรมในชีวิตประจำวันด้วย

เดินแล้วสมองแล่น! วิจัยชี้ การเดินช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

งานวิจัยที่ศึกษาผู้ใหญ่จำนวน 157 คน โดยติดตามการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลา 5 วัน พร้อมทดสอบความคิดสร้างสรรค์ระหว่างการใช้ชีวิตตามปกติ พบว่า ผู้ที่เดินมากขึ้นในช่วงก่อนทำแบบทดสอบมีแนวโน้มคิดคำตอบที่แปลกใหม่ได้ดีกว่า เช่นเดียวกับผู้ที่มีจำนวนก้าวเดินสะสมในชีวิตประจำวันมากกว่า ซึ่งมีแนวโน้มแสดงความคิดสร้างสรรค์สูงกว่าเช่นกัน

คริสเตียน โรมิงเกอร์ (Christian Rominger) นักวิจัยด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮิลเดสไฮม์ (University of Hildesheim) ประเทศเยอรมนี และผู้เขียนหลักของการศึกษานี้ อธิบายว่า แม้การคิดหาวิธีใช้สิ่งของธรรมดาในรูปแบบใหม่ ๆ อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ทักษะเหล่านี้ถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในภาพรวม

สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports ซึ่งติดตามผู้เข้าร่วม 156 คน เป็นเวลา 5 วัน พบว่า ผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายในระดับปานกลางถึงหนักมากกว่า และใช้เวลานั่งอยู่กับที่น้อยกว่า มีแนวโน้มทำกิจกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์บ่อยกว่า ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร เล่นดนตรี หรือศิลปะการแสดง รวมถึงมีความสำเร็จในด้านเหล่านี้สูงกว่าด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาทั้งสองชิ้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวร่างกายกับความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการเดินมากขึ้นเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น

ทำไมการเดินจึงช่วยให้สมองคิดอะไรใหม่ ๆ ได้?

แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายกลไกทั้งหมดได้อย่างชัดเจน แต่มีหลายสมมติฐานที่อาจช่วยอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างการเดินกับความคิดสร้างสรรค์

หนึ่งในนั้นคือ การเดินช่วยให้สมองได้พักจากการจดจ่อกับปัญหาเดิม ๆ

เมื่อเรานั่งพยายามคิดแก้ปัญหาเป็นเวลานาน สมองอาจวนเวียนอยู่กับแนวทางเดิม แต่การลุกออกไปเดินช่วยให้เราเปลี่ยนความสนใจจากสิ่งที่กำลังทำ เปิดโอกาสให้ความคิดไหลไปอย่างอิสระมากขึ้น

กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับภาวะที่เรียกว่า การปล่อยให้ใจล่องลอย (Mind Wandering) ซึ่งอาจช่วยให้สมองเชื่อมโยงข้อมูลหรือประสบการณ์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน จนเกิดเป็นแนวคิดใหม่ ๆ

อีกสมมติฐานหนึ่งเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของการออกกำลังกายต่อสมอง การเคลื่อนไหวร่างกายอาจช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง และส่งผลดีต่ออารมณ์ ซึ่งอาจเอื้อต่อกระบวนการคิด

ในระยะยาว การออกกำลังกายยังมีส่วนช่วยเพิ่มสารบีดีเอ็นเอฟ (Brain-Derived Neurotrophic Factor: BDNF) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน การอยู่รอด และความสามารถในการปรับตัวของเซลล์ประสาท หรือที่เรียกว่า ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity)

นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอยังช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อความจำ การเรียนรู้ และการทำงานของสมอง

เดินอย่างอิสระ อาจช่วยกระตุ้นความคิดได้ดีกว่า

ประโยชน์ของการเดินต่อความคิดสร้างสรรค์อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับอิสระในการเคลื่อนไหวด้วย

งานวิจัยที่เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของผู้เข้าร่วมภายใต้รูปแบบการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน พบว่า ผู้ที่สามารถเดินไปมาได้อย่างอิสระมีแนวโน้มคิดไอเดียใหม่ ๆ ได้ดีกว่าผู้ที่ถูกกำหนดให้เดินตามเส้นทางเดิมภายในห้อง

ผลลัพธ์ที่คล้ายกันยังพบในกลุ่มผู้ที่นั่งอยู่กับที่ โดยผู้ที่ถูกกำหนดให้นั่งจ้องจุดใดจุดหนึ่งบนหน้าจอมีความคิดสร้างสรรค์ลดลง เมื่อเทียบกับผู้ที่สามารถนั่งในท่าทางที่สบายและเป็นธรรมชาติมากกว่า

บาร์บารา เฮนเดิล (Barbara Händel) นักประสาทวิทยาด้านการรู้คิด และผู้วิจัยอาวุโสของการศึกษานี้ อธิบายว่า มนุษย์วิวัฒนาการมาพร้อมกับการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการหาอาหาร การสำรวจสิ่งแวดล้อม หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ การทำงานของสมองจึงอาจมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับระบบการเคลื่อนไหวของร่างกาย

ขณะเดียวกัน เมื่อเราเดิน สมองจะได้รับข้อมูลจากประสาทสัมผัสที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งภาพที่มองเห็น เสียงที่ได้ยิน และความรู้สึกจากการสัมผัส ซึ่งอาจมีส่วนช่วยกระตุ้นกระบวนการคิดในรูปแบบที่แตกต่างจากการนั่งนิ่ง ๆ

ผลการศึกษานี้จึงชี้ให้เห็นว่า การปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ อาจช่วยเปิดพื้นที่ให้ความคิดได้มากกว่าการพยายามบังคับตัวเองให้นั่งคิดอยู่กับที่

คิดงานไม่ออก ให้ลองลุกไปเดิน

สำหรับคนที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานหรือกำลังหาทางออกของปัญหา การเดินอาจเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้สมองได้เปลี่ยนบรรยากาศและเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ

ไม่จำเป็นต้องเดินไกลหรือออกกำลังกายหนัก เพราะงานวิจัยพบว่า การเดินระยะสั้นภายในบ้านหรือสำนักงานก็ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้ และถ้ามีโอกาสออกไปเดินกลางแจ้ง การสัมผัสธรรมชาติยังช่วยฟื้นฟูสมาธิและลดความเหนื่อยล้าทางจิตใจได้อีกด้วย

ลองเริ่มจากการลุกเดินระหว่างพักงาน เดินเล่นหลังมื้อกลางวัน หรือเปลี่ยนจากการนั่งคิดที่โต๊ะมาเดินสักพัก โดยพกโทรศัพท์หรือสมุดบันทึกไว้จดไอเดียที่ผุดขึ้นระหว่างทาง

การเดินจึงไม่ใช่เพียงการขยับร่างกายเพื่อสุขภาพ แต่ยังช่วยให้สมองได้พักจากความคิดเดิม ๆ เปิดทางสู่มุมมองใหม่ และอาจนำไปสู่ไอเดียที่ใช้ได้ทั้งในการทำงานและชีวิตประจำวัน

 

อ้างอิง washingtonpost