วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

Gen Y หันใช้สารกระตุ้นให้สู้งานไหว แต่สุดท้ายวันหยุดก็ดีที่สุด!

เดอะแบก Gen Y หันใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทต่ำๆ เพื่อให้สู้งานไหว โดยเชื่อและหวังว่าจะเพิ่มสมาธิในการทำงาน แต่สุดท้าย ไม่มีอะไรฟื้นพลังได้ดีเท่า ‘วันหยุด’

KEY POINTS

  • คนทำงาน Gen Y หันมากินยากระตุ้นสมองที่มีฤทธิ์ต่ำๆ (Microdosing) เพื่อเพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงาน ท่ามกลางวัฒนธรรมการทำงานที่กดดัน
  • แต่สิ่งที่คนทำงานอยากได้มาฟื้นฟูสมองและร่างกายมากที่สุดกลับเป็น "วันหยุด" สะท้อนถึงความต้องการแท้จริงของ Gen Y คือการได้หยุดพัก
  • แม้บางคนเชื่อว่า การใช้ยากระตุ้นช่วยให้ทำงานต่อไปได้ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันแน่ชัด อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูพลังงานและจิตใจที่ดีที่สุดยังคงมาจากการได้หยุดพัก

คนทำงานรุ่นมิลเลนเนียล หรือ Gen Y เป็นรุ่นที่เติบโตมากับวัฒนธรรมการทำงานหนัก การทุ่มเทให้กับอาชีพ และความเชื่อว่าการทำงานให้ได้มากที่สุดคือหนทางสู่ความสำเร็จ แต่เมื่อความกดดันจากการทำงานสะสมมากขึ้น คนบางส่วนก็เริ่มมองหาวิธีรับมือกับความเครียดและรักษาสมาธิในรูปแบบใหม่ หนึ่งในแนวโน้มที่ได้รับความสนใจคือ Microdosing หรือการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทในปริมาณน้อยมาก โดยเชื่อว่าจะช่วยบูสต์พลังสมอง และมีแรงสู้งานไหวต่อไปได้

แนวโน้มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มคนที่สนใจสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเพื่อประสบการณ์ส่วนตัวอีกต่อไป แต่เริ่มเชื่อมโยงกับตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ซึ่งพยายามตอบโจทย์คนที่ต้องการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางชีวิตที่เต็มไปด้วยความกดดัน

หนึ่งในนั้นคือกรณีของ BESTIES แบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับฟื้นพลังวัยทำงานที่ร่วมก่อตั้งโดยเทสส์ ฟิงเคิล เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะแบรนด์ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์รุ่นต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในการทำงาน เช่น Job Interview, Work From Home, Paid Time Off (PTO) ซึ่งตัวสุดท้ายได้รับความนิยมมาก (หมายถึงวันหยุดที่ได้รับค่าจ้าง) ชื่อผลิตภัณฑ์สื่อถึงช่วงเวลาที่คนทำงานจะได้พักจากภาระหน้าที่ แทนที่จะต้องพยายามทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ความนิยมของผลิตภัณฑ์นี้สะท้อนคำถามสำคัญว่า ในวันที่คนทำงานพยายามหาวิธีเพิ่มสมาธิและรักษาประสิทธิภาพของตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ อาจไม่ใช่การทำงานให้ได้มากขึ้น แต่อาจเป็นการได้พักจากงานบ้าง

จากความกดดันในอาชีพ สู่การสร้างแบรนด์อาหารเสริมเพื่อคนทำงาน

เทสส์ ฟิงเคิล (Tess Finkle) วัย 42 ปี มีประสบการณ์บริหารบริษัท Metro ซึ่งทำธุรกิจประชาสัมพันธ์ในอุตสาหกรรมบันเทิงมายาวนานถึง 20 ปี ก่อนจะร่วมก่อตั้งแบรนด์ BESTIES

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2023 เมื่อเธอกำลังฟื้นตัวจากการหย่าร้าง ขณะเดียวกัน ก็ต้องประคับประคองบริษัทให้ผ่านช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 มาได้ แต่หลังจากนั้น การนัดหยุดงานครั้งใหญ่ของทั้งนักเขียนบทและนักแสดงในฮอลลีวูดก็ทำให้ธุรกิจเผชิญความเสี่ยงอีกครั้ง

ฟิงเคิลจึงหารือกับหุ้นส่วนทางธุรกิจว่า เธอควรถอยออกจากตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทหรือไม่ หลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ เธอหันมาสนใจเลือกกินยากระตุ้นแบบ Microdosing โดยเชื่อว่าจะช่วยให้เธอยังสามารถทำหน้าที่ผู้บริหารได้ต่อไป

Gen Y หันใช้สารกระตุ้นให้สู้งานไหว แต่สุดท้ายวันหยุดก็ดีที่สุด!

ประสบการณ์ดังกล่าวเป็นที่มาของการสร้างผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแบรนด์ BESTIES ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการประมาณเดือนเมษายนที่ผ่านมา (ตามข้อมูลของฟิงเคิล) ปัจจุบันแบรนด์มีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายในร้านค้าทั่ว 12 รัฐของสหรัฐฯ และสามารถจัดส่งสินค้าได้เกือบทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ของ BESTIES ไม่มีสารไซโลไซบิน (Psilocybin) หรือไซโลซิน (Psilocin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการหลอนประสาทในเห็ดบางชนิด แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นโดยได้แนวคิดมาจากการใช้สารเหล่านี้แทน เธอเลือกแนวทางนี้เพื่อวางตำแหน่งแบรนด์ให้อยู่ในตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพและไลฟ์สไตล์ แทนการจำหน่ายผ่านร้านที่เน้นอุปกรณ์สูบหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรง

การใช้ยาแบบ Microdosing เชื่อมโยงชีวิตการทำงาน

สิ่งที่ทำให้เทรนด์การใช้สารกระตุ้นสมองในแวดวงคนทำงานเป็นที่น่าจับตามอง ก็คือ การใช้สารในปริมาณน้อย (Microdosing) เริ่มถูกพูดถึงในฐานะวิธีรับมือกับชีวิตประจำวันที่มีความกดดันสูง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องการรักษาสมาธิและทำงานต่อไปได้ แม้จะเผชิญกับความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงในชีวิต

ผลสำรวจของ RAND Corporation พบว่า ในปี 2025 มีผู้ใหญ่ชาวอเมริกันประมาณ 10 ล้านคน ใช้สารกระตุ้นสมองอย่างไซโลไซบิน (Psilocybin), LSD หรือ MDMA ในปริมาณน้อยมาก ขณะเดียวกัน เมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างย้อนกลับไปในช่วง 1 ปีก่อนการสำรวจ พบว่าราว 2 ใน 3 เคยใช้สารชนิดนี้ในปริมาณน้อยมากอย่างน้อย 1 ครั้ง

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการใช้สารในปริมาณน้อยไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เริ่มเป็นประเด็นที่ควรติดตาม ทั้งในแง่พฤติกรรมผู้บริโภค วัฒนธรรมการทำงาน และความเข้าใจเกี่ยวกับผลของสารเหล่านี้

ขณะเดียวกัน การที่ผลิตภัณฑ์ถูกนำเสนอให้เชื่อมโยงกับการทำงานก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าช่วยเพิ่มสมาธิหรือประสิทธิภาพการทำงานได้จริง ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม

คนทำงาน Gen Y กำลังหาตัวช่วยที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นหลังทำงานหนัก

แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของชาวอเมริกันเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยข้อมูลจาก Gallup ระบุว่า ผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ดื่มแอลกอฮอล์มีสัดส่วนอยู่ที่ 54% ซึ่งเท่ากับระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่รายงานไว้ในปีก่อนหน้า ขณะที่ในกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 18-34 ปี มีผู้ดื่มแอลกอฮอล์เพียง 50%

เมื่อการดื่มหลังเลิกงานไม่ได้เป็นทางเลือกหลักสำหรับทุกคน พื้นที่ที่เคยใช้เพื่อผ่อนคลายจากความเครียดก็อาจถูกแทนที่ด้วยวิธีอื่น ฟิงเคิลมองว่า ผู้คนกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนในชีวิต จึงพยายามหาสิ่งที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น

อีกกรณีหนึ่งที่สะท้อนมุมมองนี้คือ เลมาร์ สโตกส์ อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งรู้จัก BESTIES ผ่านฟิงเคิล หลังออกจากกองทัพ เขาผ่านงานหลายรูปแบบ ทั้งการปีนหอคอยสื่อสาร การสำรวจโอกาสทำธุรกิจเกี่ยวกับกัญชา และการเริ่มต้นธุรกิจเห็ดของตัวเองชื่อ House of Myco ขณะเดียวกันก็ทำงานด้านตรวจสอบบ้านและโดรนควบคู่กันไป

สโตกส์เล่าว่า ชีวิตในกองทัพมีภารกิจ กรอบเวลา และสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน แต่เมื่อออกมาทำงานในโลกภายนอก เขาต้องสร้างโครงสร้างและระเบียบให้ตัวเอง

หลังจากปฏิบัติหน้าที่ในอิรัก เขาพบว่าการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านหรือมีกิจกรรมมากมายเป็นเรื่องยากสำหรับตัวเอง เขาจึงรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากเห็ดที่ใช้ในตลาดสุขภาพทั่วไปก่อนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เหล่านั้น และรู้สึกว่าตัวเองสามารถจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม สโตกส์ไม่ได้กล่าวอ้างว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นทางแก้ปัญหาทุกอย่าง โดยมองว่าผู้สนใจควรเปิดใจเรียนรู้ แต่ไม่ควรคาดหวังผลลัพธ์มหัศจรรย์

Gen Y หันใช้สารกระตุ้นให้สู้งานไหว แต่สุดท้ายวันหยุดก็ดีที่สุด!

การใช้ Microdosing ต้องระวัง! หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังจำกัด

แม้ Microdosing จะได้รับความสนใจในฐานะวิธีรับมือกับความกดดันและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันผลลัพธ์เหล่านี้ยังมีจำกัด และผลการศึกษาก็ยังเป็นที่ถกเถียงกัน

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร eLife เมื่อปี 2021 ใช้วิธีศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก (Placebo-controlled study) พบว่า ผู้ที่ใช้สารในปริมาณน้อยรายงานว่ามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ผู้ที่ได้รับยาหลอกโดยไม่รู้ตัวก็รายงานผลในลักษณะเดียวกัน และความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ความรู้สึกว่าตนเองดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดจากฤทธิ์ของสารที่ใช้โดยตรงเสมอไป จึงยังไม่อาจสรุปได้อย่างชัดเจนว่า Microdosing ช่วยเพิ่มสมาธิหรือประสิทธิภาพการทำงานได้จริงเพียงใด

นอกจากข้อจำกัดด้านหลักฐานแล้ว สถานะทางกฎหมายของไซโลไซบินในสหรัฐฯ ยังแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยสารดังกล่าวยังคงผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลาง ขณะที่รัฐออริกอนและโคโลราโดมีโครงการที่กำกับดูแลการเข้าถึงสารนี้ และในปี 2025 นิวเม็กซิโกกลายเป็นรัฐที่สามที่ทำให้การเข้าถึงสารดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ถูกกฎหมาย

ดังนั้น ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จึงควรตรวจสอบส่วนประกอบให้ชัดเจน รวมถึงศึกษากฎหมายในพื้นที่ทำงาน นโยบายของนายจ้าง (หลายองค์กรมีกฎระเบียบตรวจสารเสพติดในที่ทำงานเคร่งครัด) และไม่ควรเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ที่วางขายในตลาดสุขภาพจะปราศจากข้อจำกัดทางกฎหมายทุกกรณี

'วันหยุด' ยังเป็นสวัสดิการสำคัญที่คนทำงานต้องการ

ฟิงเคิลยังฝากข้อคิดถึงคนทำงาน Gen Y ที่กำลังพัฒนาโครงการหรือธุรกิจของตัวเองว่า ควรมองความล้มเหลวเป็นข้อมูลที่ช่วยให้เรียนรู้และปรับปรุงสิ่งต่างๆ ได้ ซึ่งในกรณีของ BESTIES ยอดขายก็เป็นข้อมูลที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ผลิตภัณฑ์จะถูกออกแบบให้ตอบโจทย์คนทำงาน แต่คนทำงานส่วนใหญ่ยังมองว่า สิ่งที่ดีที่สุดต่อการฟื้นฟูพลังของคนทำงาน กลับเป็น "วันหยุด" จริงๆ ที่ได้รับค่าจ้าง ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่สื่อถึงการเพิ่มสมาธิหรือตัวช่วยใดๆ ก็ตาม

ท้ายที่สุด เรื่องนี้ชวนให้เรากลับมามองว่า เมื่อคนทำงานต้องพยายามหาวิธีเพิ่มสมาธิและรักษาประสิทธิภาพของตัวเองอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่พวกเขาต้องการอาจไม่ใช่ตัวช่วยที่ทำให้ทำงานได้มากขึ้นเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการทำงานสะสมมานาน จนต้องการเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ และบางครั้ง วันหยุดที่ได้ตัดขาดจากงานอย่างแท้จริง ก็อาจเป็นสิ่งที่คนทำงานต้องการมากกว่าตัวช่วยใด ๆ

 

 

อ้างอิง: Forbes, Rand.org, Gallup, Elifesciences.org, Foley Insights