“Busy Bragging” พฤติกรรมชอบอวดว่าตัวเองงานยุ่ง เพราะอยากรู้สึกเป็นคนสำคัญ มีคุณค่า องค์กรขาดไม่ได้ แต่วิจัยทางจิตวิทยาชี้ ยิ่งอวดงานยุ่ง ยิ่งดูไร้ประสิทธิภาพ ไม่น่าคบ
KEY POINTS
- Busy Bragging คือพฤติกรรมการโอ้อวดว่าตนเองงานยุ่ง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเป็นคนสำคัญและเป็นที่ต้องการขององค์กร
- งานวิจัยชี้ว่าพฤติกรรมนี้ส่งผลเสีย ทำให้ผู้ที่อวดว่างานยุ่งถูกมองว่ามีความสามารถน้อยลง ไม่น่าคบหา และได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานน้อยลง
- การอวดความยุ่งยังส่งต่อความเครียดไปยังคนรอบข้าง ทำให้เพื่อนร่วมงานเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ (Burnout) และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ให้ค่ากับความยุ่งมากกว่าผลลัพธ์ของงาน
การบ่นเรื่องงานในที่ทำงาน สามารถเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติในชีวิตการทำงาน แต่ถ้าวัยทำงานเริ่มพูดบ่อยๆ ซ้ำๆ ว่าตัวเองงานยุ่งแค่ไหน นั่นอาจไม่ใช่แค่การบ่นเรื่องงานทั่วไป แต่คือความโอ้อวดว่างานยุ่งเกินจริง โดยคนที่มีพฤติกรรมโอ้อวดงานยุ่งบ่อยๆ หรือประกาศว่างานเยอะงานเครียดเป็นประจำ ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์จะเรียกว่า “Busy Bragging” หรือ “Stress Bragging” เพื่อสื่อให้คนอื่นเห็นว่าตนเองสำคัญ มีคุณค่า องค์กรขาดไม่ได้
ที่น่าสนใจคือ การที่บางคนพยายามทำให้คนอื่นในทีมเห็นว่า เขาหรือเธอมีงานล้นมือ งานโหลดทุกวี่ทุกวัน อาจไม่ได้ทำให้ดูขยันหรือมีความสามารถมากขึ้นอย่างที่คิด ตรงกันข้าม งานวิจัยพบว่า คนที่โอ้อวดเรื่องความเครียดมีแนวโน้มถูกเพื่อนร่วมงานมองว่า มีความสามารถน้อย ไร้ประสิทธิภาพ และไม่น่าคบหา
ส่งผลให้มีแนวโน้มได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานน้อยลง ขณะที่คนที่ต้องทำงานร่วมกับพวกเขา ก็อาจได้รับผลกระทบจากความเครียด จนมีระดับภาวะหมดไฟสูงขึ้นอีกด้วย
Busy Bragging ไม่ใช่แค่บ่น แต่ทำให้ “ความยุ่งกลายเป็นความขยัน”
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Personnel Psychology เมื่อปี 2024 (โดย Jessica B. Rodell, Braydon C. Shanklin และ Emma L. Frank) ชี้ว่า Busy Bragging หรือ Stress Bragging หมายถึง พฤติกรรมของคนที่ไม่ได้เพียงรู้สึกเครียดจากงาน แต่เลือกที่จะนำความเครียดนั้น มาเล่าให้ผู้อื่นรับรู้ ในลักษณะที่เป็นการโปรโมตตัวเองไปพร้อมกัน
เล่าให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ ลองเปรียบเทียบวลีที่พูดว่า “ฉันงานเยอะ” กับ “ฉันอยากให้ทุกคนรู้ว่าฉันงานเยอะ” สองวลีนี้อาจฟังดูคล้ายกัน แต่ความหมายไม่เหมือนกัน คนทำงานทุกคนมีวันที่งานล้นมือ มีเดดไลน์ชนกัน หรือประชุมต่อเนื่องจนแทบไม่มีเวลาหายใจ การพูดถึงเรื่องเหล่านี้จึงไม่ใช่ปัญหา หากเป็นการพูดเพื่อขอความช่วยเหลือจากทีม หรือแค่บ่นเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่บ่อย
แต่พฤติกรรม Busy Bragging จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ความยุ่งไม่ได้เป็นเพียงสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ แต่กลายเป็นสิ่งที่ถูกหยิบมาใช้สร้างภาพว่า “ฉันสำคัญ ฉันทุ่มเท และฉันเป็นคนที่ขาดไม่ได้” และถูกพูดออกมาบ่อยๆ จนผิดปกติ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนชอบเล่ารายการงานที่ตัวเองต้องทำ มากกว่าพูดถึงงานที่ทำสำเร็จแล้ว เพราะสิ่งที่ต้องการสื่อไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ แต่คือ “ดูสิว่าฉันแบกไว้เยอะแค่ไหน”
เช็ก 5 สัญญาณ คุณอาจเข้าข่าย “โอ้อวดงานยุ่ง” โดยไม่รู้ตัว
แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถตัดสินได้จากประโยคเดียวว่าใครเป็น Busy Bragger เพราะคนเราย่อมมีวันที่งานหนักและต้องการระบาย ดังนั้น สิ่งที่ควรสังเกตจึงเป็น รูปแบบพฤติกรรมที่เกิดซ้ำๆ มากกว่า โดยผู้ที่มีพฤติกรรมชอบอวดความยุ่ง มีอาการเข้าข่าย ดังนี้
1. ชอบเล่าว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง มากกว่าการทำอะไรสำเร็จแล้ว
ลองสังเกตบทสนทนาของตัวเองว่า เวลาคุยเรื่องงาน เรามักพูดว่า “วันนี้มีประชุม 5 รอบ” “ต้องส่งงานอีก 4 โปรเจกต์” หรือ “พรุ่งนี้ต้องเข้า Meeting ตั้งแต่เช้ายันเย็น” มากกว่าพูดถึงว่า งานที่รับผิดชอบเดินหน้าไปถึงไหนแล้ว
การเล่าภาระงานไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าสิ่งที่ต้องการสื่อกับคนอื่นอยู่เสมอคือ “ฉันมีอะไรต้องทำเยอะมาก” ความยุ่งก็อาจกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ที่เราพยายามสร้าง
2. ต้องการให้คนอื่นรู้ว่า “ฉันไม่มีเวลา”
คนที่มีพฤติกรรม Busy Bragging อาจไม่ได้พูดตรงๆ ว่าตัวเองเก่งหรือสำคัญ แต่ใช้ “เวลา” เป็นตัวบอกสถานะของตัวเองแทน เช่น การย้ำว่าตัวเองไม่มีเวลาไปกินข้าว ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเวลาเจอเพื่อน หรือแม้แต่ไม่มีเวลาตอบข้อความ เพราะต้องทำงาน
เมื่อคำว่า “ไม่มีเวลา” กลายเป็นสิ่งที่ต้องบอกคนอื่นอยู่เสมอ ความยุ่งก็เริ่มทำหน้าที่มากกว่าการอธิบายตารางชีวิต เพราะกำลังสื่อว่า “ที่ทำงานต้องการตัวฉันสูงมาก”
3. ชอบเล่าว่าตัวเองทำงานดึกแค่ไหน
“เมื่อคืนตีหนึ่งยังนั่งทำงานอยู่เลย” “เสาร์-อาทิตย์ก็ยังต้องเปิดคอมฯ” “ช่วงนี้กลับบ้านไม่เคยตรงเวลา” ฯลฯ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นข้อเท็จจริง แต่เมื่อถูกเล่าซ้ำๆ ในฐานะหลักฐานว่าเราทุ่มเทมากแค่ไหน ก็มีโอกาสเปลี่ยนจากการเล่าสถานการณ์ทั่วไป เป็นการโอ้อวดสร้างภาพลักษณ์
รวมถึงการเผลอเปรียบเทียบว่า “ใครยุ่งกว่าใคร” บทสนทนาเรื่องงานธรรมดาจึงอาจกลายเป็นการแข่งขันว่า ใครแบกมากกว่า ใครเหนื่อยกว่า และใครมีเวลาพักน้อยกว่า ทั้งๆ ที่ การแข่งขันแบบนี้ไม่ได้ทำให้ใครทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น แต่กลับอาจสร้างแรงกดดันให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองต้องยุ่งให้มากพอ จึงจะถือว่า “ทำงานดี”
4. ชอบเล่าว่ามีแต่คนมาหาตัวเอง
อีกสัญญาณหนึ่งของพฤติกรรมนี้ คือ การเล่าให้คนอื่นรู้ว่า “งานหลายอย่างถูกส่งมาให้ฉันหมด” “เรื่องนี้ก็ต้องมาถามฉัน” “ไม่มีใครทำแทนได้” หรือ “ถ้าไม่ใช่ฉัน งานคงไม่เดิน” ประโยคเหล่านี้มีข้อมูลเรื่องงานอยู่จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สื่อถึง ความสำคัญและความขาดไม่ได้ของตัวเอง
นี่เป็นจุดสังเกตหลักของพฤติกรรม Busy Bragging เพราะความเครียดไม่ได้ถูกนำเสนอเพียงว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อย แต่ถูกใช้เป็นหลักฐานว่า เรามีคุณค่าต่อทีมมากเพียงใด
5. รู้สึกว่าต้อง “ยุ่งให้เห็น” ถึงจะดูเป็นคนทำงานจริงจัง
ถ้าการมีเวลาว่างทำให้รู้สึกผิด หรือรู้สึกว่าคนอื่นอาจคิดว่าเราทำงานน้อย ก็อาจต้องลองถามตัวเองว่า เรากำลังวัดคุณค่าของตัวเองจากอะไร คนที่จัดการงานเสร็จเร็วแล้วมีเวลาว่าง อาจไม่ได้ทำงานน้อยกว่าคนที่นั่งทำงานถึงสามทุ่ม แต่ในวัฒนธรรมที่ยกย่องคนทำงาน “ดูยุ่ง” ว่าเป็นคน “ขยัน” จึงทำให้บางคนมองว่าความยุ่งเป็น “สถานะ” ที่ใช้บอกคุณค่าของตัวเองในองค์กรได้
นอกจากนี้ หากการพูดว่างานยุ่งเพื่อให้ได้รับการยอมรับ มากกว่าพูดเพื่อแก้ปัญหา นี่ก็ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สุดของพฤติกรรม Busy Bragging ลองเปรียบเทียบคำพูดสองแบบนี้ดู
ถ้าพูดเพื่อบอกหัวหน้าว่า “งานที่ได้รับมามากเกินกว่าทรัพยากรที่มี ช่วยจัดลำดับให้หน่อย” นี่คือการสื่อสารเพื่อแก้ปัญหา แต่ถ้าพูดเพียงเพื่อให้คนอื่นตอบกลับว่า “โห เธอทำงานหนักมาก” นี่คือ การอยากให้คนอื่นยอมรับว่าตนมีคุณค่า และเข้าข่ายการโอ้อวดความยุ่ง
วิจัยชี้ การอวดว่างานยุ่ง ยิ่งทำให้ถูกมองว่า “ทำงานไม่เก่ง”
งานวิจัยของ Rodell และคณะพบว่า คนที่โอ้อวดว่างานยุ่ง มีแนวโน้มถูกประเมินว่า มีความสามารถน้อยกว่า และมีความเป็นมิตรน้อยกว่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้แสดงพฤติกรรมดังกล่าว
เหตุผลสำคัญคือ คนฟังไม่ได้เห็นเพียง “ปริมาณงาน” แต่กำลังพยายามตีความว่า คนคนนี้จัดการกับงานและความเครียดได้อย่างไร ถ้าคนหนึ่งบอกว่างานล้นมืออยู่ตลอด แต่ไม่ได้เห็นผลลัพธ์ที่สอดคล้องกัน คนอื่นอาจเริ่มตั้งคำถามเรื่องการจัดลำดับความสำคัญ การบริหารเวลา หรือการกระจายงาน
พูดอีกแบบคือ ความยุ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับ “ภาระ” แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตรงเกี่ยวกับ “ประสิทธิภาพ” และเมื่อเราพยายามใช้ความยุ่งเพื่อพิสูจน์ว่าเราเก่ง คนอื่นอาจกลับใช้ข้อมูลเดียวกันนั้นตั้งคำถามว่า “แล้วทำไมถึงยังจัดการไม่ได้?”
การอวดความยุ่งไม่ใช่แค่ทำให้คุณดูไม่เก่ง แต่ยังทำให้ดูเป็นคน “เข้าถึงยาก” และไม่น่าคบมากขึ้นด้วย นักวิจัยพบว่า คนที่โอ้อวดความเครียด ถูกมองว่า ไม่มีความอบอุ่น ไม่มีความเป็นมิตร เนื่องจากเมื่อใครคนหนึ่งพูดถึงความเครียดของตัวเองอยู่ตลอด บทสนทนาอาจค่อย ๆ กลายเป็นการบ่นแต่เรื่องตัวเอง โดยไม่เปิดพื้นที่ให้คนอื่นพูดบ้าง
เมื่อเกิดซ้ำ ๆ ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจที่เคยมีก็อาจลดลง และคนรอบข้างอาจเริ่มรู้สึกว่า “ฟังเรื่องเดิมอีกแล้ว” มากกว่าจะรู้สึกอยากเข้าไปช่วย งานวิจัยพบว่า Stress Bragging มีความสัมพันธ์กับการได้รับ citizenship behaviors จากเพื่อนร่วมงานลดลง ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมช่วยเหลือหรือการทำสิ่งต่าง ๆ ที่เกินกว่าหน้าที่ขั้นต่ำเพื่อสนับสนุนเพื่อนร่วมงาน
ความเครียด “ส่งต่อ” ไปถึงคนฟังได้ และแพร่กระจายเหมือนโรคร้าย
อีกหนึ่งผลการศึกษาที่น่าสนใจคือ คนที่ต้องทำงานร่วมกับ Stress Bragger ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม นักวิจัยพบว่า เพื่อนร่วมงานของคนที่โอ้อวดความงานยุ่ง มักมีระดับ Burnout สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง stress crossover หรือการที่ความเครียดส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งในบริบททางสังคม
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังทำงานของตัวเองตามปกติ แต่ต้องได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดซ้ำๆ ว่า “งานเยอะมาก” “ทำงานต่อไม่ไหวแล้ว” “วันนี้ยังไม่ได้พักเลย” เมื่อได้ยินบ่อยเข้า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่การรับรู้ว่าเพื่อนกำลังเครียด แต่เราอาจเริ่มเอาความเครียดนั้นมาประเมินตัวเองด้วย
จากนั้นเมื่อคนในทีมเริ่มรู้สึกว่าการทำงานยุ่ง และการทำงานหนัก คือมาตรฐานที่ทุกคนควรต้องทำให้ได้ ความเครียดก็อาจกลายเป็น บรรทัดฐานใหม่ของทีม นี่คือสิ่งที่นักวิจัยและนักจิตวิทยาให้ความสำคัญ เพราะเมื่อความยุ่งถูกยกให้เป็นเครื่องหมายของความทุ่มเท คนทำงานอาจไม่ได้แข่งขันกันที่ผลลัพธ์อีกต่อไป แต่เริ่มแข่งขันกันที่ ระดับความเครียด
ต้องแยกให้ออก งานเยอะจริง ไม่เท่ากับ Busy Bragging
การพูดว่า “ตอนนี้มี 4 โปรเจกต์ต้องส่งพร้อมกัน ถ้าทำทั้งหมดตามกำหนดคุณภาพอาจตกลง เราช่วยกันจัดลำดับความสำคัญได้ไหม?” คือการสื่อสารเพื่อแก้ปัญหา ในขณะที่ หากพูดว่า “ฉันแทบไม่มีเวลาหายใจเลย ทุกคนก็มีแต่เรื่องให้ฉันจัดการ” โดยไม่มีการนำไปสู่การแก้ปัญหา มีลักษณะใกล้เคียงกับ Busy Bragging มากกว่า
ดังนั้น หากงานล้นจริง ลองเปลี่ยนจากคำพูดว่า “ช่วงนี้งานเยอะมาก ไม่มีเวลาเลย” แก้ใหม่เป็น “ตอนนี้มีงานเข้ามาพร้อมกันหลายชิ้น เราอาจต้องเลื่อนบางงานหรือเพิ่มคนช่วย” เพราะนี่คือการเปลี่ยนจาก การโชว์ความยุ่ง ไปสู่การสื่อสารปัญหาและทางออก
ท้ายที่สุด “ความงานยุ่ง” ไม่ได้แปลว่า “ทำงานเก่ง” และคนที่ดูเหมือนทำงานหนักที่สุดก็ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างผลงานได้ดีที่สุด
สิ่งที่ควรใช้วัดคุณค่าของการทำงานจึงไม่ใช่ “ฉันยุ่งแค่ไหน” แต่ควรประเมินตัวเองว่า “ฉันสร้างผลลัพธ์อะไร และทำงานอย่างไรให้ทำต่อได้ในระยะยาว” เพราะงานที่ดี ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าเรายุ่งแค่ไหน แต่ควรทำให้เห็นว่า งานเดินหน้าไปถึงไหนแล้ว เพื่อมุ่งให้งานสำเร็จได้ต่างหาก
อ้างอิง: Fortune, NewYorkPost, PsychologyToday, Forbes, The Hill, Harvard Business School





