สมองมีระบบกำจัดของเสียตามธรรมชาติ แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงตามวัย งานวิจัยเผย 3 พฤติกรรมใกล้ตัวที่อาจช่วยให้ระบบนี้ทำงานดีขึ้น และส่งเสริมสุขภาพสมองในระยะยาว
KEY POINTS
- การนอนหลับอย่างมีคุณภาพเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ระบบกำจัดของเสียในสมอง (Glymphatic System) ทำงานได้ดีที่สุด ช่วยลดการสะสมโปรตีนที่อาจนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนของเหลวเพื่อชะล้างของเสียออกจากสมองในระยะยาว
- การฝึกหายใจช้าและลึก เช่น การหายใจด้วยกะบังลม สามารถกระตุ้นการไหลเวียนของของเหลวในสมอง ช่วยให้ระบบกำจัดของเสียทำงานได้ดีขึ้น
สมองของเราทำงานตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการคิด จดจำ เรียนรู้ หรือควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ระหว่างที่สมองทำงานก็มีของเสียเกิดขึ้นเช่นเดียวกับอวัยวะอื่น ๆ และถ้าของเสียเหล่านี้สะสมมากเกินไป ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพสมองในระยะยาวได้
ร่างกายจึงมีระบบที่ช่วยกำจัดของเสียออกจากสมองโดยเฉพาะ เรียกว่า ระบบกำจัดของเสียในสมอง (Glymphatic System) ทำหน้าที่ลำเลียงของเสียจากเนื้อเยื่อสมอง รวมถึงโปรตีนบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ เพื่อช่วยรักษาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการทำงานของเซลล์สมอง
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่า เมื่ออายุมากขึ้น ประสิทธิภาพของระบบนี้มีแนวโน้มลดลง ขณะที่การนอนหลับไม่เพียงพอ การอักเสบเรื้อรัง รวมถึงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่ไม่ดี ก็อาจส่งผลต่อกระบวนการกำจัดของเสียในสมองเช่นกัน
ที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมใกล้ตัวอย่างการนอนหลับ การออกกำลังกาย และการฝึกหายใจ อาจมีส่วนช่วยให้ระบบกำจัดของเสียในสมองทำงานได้ดีขึ้น
กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านทำความเข้าใจว่า สมองมีกระบวนการกำจัดของเสียอย่างไร พร้อมเปิด 3 วิธีดูแลสุขภาพสมองจากงานวิจัย ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยให้สมองทำงานได้ดีและมีสุขภาพแข็งแรงในระยะยาว
สมองมีระบบกำจัดของเสียของตัวเอง ทำงานอย่างไร?
ร่างกายของเรามี ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic System) ที่ช่วยลำเลียงของเสียและของเหลวส่วนเกินออกจากเนื้อเยื่อ แต่สมองมีกลไกกำจัดของเสียที่แตกต่างออกไป
ศาสตราจารย์ไมเคน เนเดอร์การ์ด (Maiken Nedergaard) จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน และมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ อธิบายไว้ว่า ระบบนี้อาศัยช่องว่างขนาดเล็กบริเวณรอบหลอดเลือดในสมองเป็นเส้นทางให้ของเหลวหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (Cerebrospinal Fluid) ไหลผ่านและแลกเปลี่ยนกับของเหลวระหว่างเซลล์สมอง ก่อนพาของเสียจากกระบวนการทำงานของเซลล์ออกไป
การเต้นของหัวใจและการขยายตัวหดตัวของหลอดเลือดมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการไหลเวียนของของเหลวภายในระบบนี้
การศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และโรคหลอดเลือดสมองบางกลุ่ม อาจมีการทำงานของระบบกำจัดของเสียในสมองลดลง ขณะที่การทดลองในสัตว์พบว่า เมื่อระบบนี้ทำงานผิดปกติ ของเสียและโปรตีนบางชนิดอาจสะสมในสมองมากขึ้น และสัมพันธ์กับการดำเนินโรคที่รุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ความผิดปกติของระบบนี้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคดังกล่าวในมนุษย์ หรือเป็นผลที่เกิดขึ้นร่วมกับกระบวนการของโรค
1. นอนหลับให้มีคุณภาพ เพราะสมองกำจัดของเสียได้ดีระหว่างนอน
การนอนหลับไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่ช่วยให้ร่างกายพักผ่อนหรือฟื้นฟูพลังงาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการกำจัดของเสียในสมองด้วย
งานวิจัยพบว่า ระหว่างการนอนหลับ สมองของหนูทดลองสามารถกำจัดของเสียจากกระบวนการเผาผลาญได้เพิ่มขึ้น รวมถึงโปรตีนเบตาอะไมลอยด์ (Amyloid-beta) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคราบสะสมในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์
ผลการศึกษานี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าใจว่า การนอนหลับอาจมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสภาพแวดล้อมภายในสมองให้เหมาะสมต่อการทำงานของเซลล์ประสาท โดยเฉพาะช่วงการนอนหลับแบบไม่กลอกตาเร็ว (Non-Rapid Eye Movement หรือ Non-REM) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมสมองและการไหลเวียนเลือดเป็นจังหวะช้า ๆ
งานวิจัยยังพบว่า หลอดเลือดในสมองมีการขยายและหดตัวเป็นจังหวะทุกประมาณ 10 - 50 วินาที โดยปริมาตรของหลอดเลือดแดงอาจเพิ่มขึ้นราว 10% การเปลี่ยนแปลงนี้มีส่วนช่วยขับเคลื่อนของเหลวที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดของเสีย
ในทางกลับกัน การอดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพออาจรบกวนการไหลเวียนของของเหลวและกระบวนการกำจัดของเสียในสมอง
อยากดูแลสมอง เริ่มจากการปรับพฤติกรรมการนอน
- เข้านอนและตื่นนอนให้ใกล้เคียงเวลาเดิมทุกวัน
- ถ้านอนไม่หลับ ให้ลองลุกไปทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายแล้วค่อยกลับมานอนเมื่อรู้สึกง่วง
- ให้ความสำคัญกับการนอนหลับตามธรรมชาติ และปรึกษาแพทย์ถ้าจำเป็นต้องใช้ยานอนหลับเป็นประจำ
- ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไปถ้ามีบางคืนที่นอนหลับไม่ดี เพราะสุขภาพสมองได้รับอิทธิพลจากพฤติกรรมสะสมในระยะยาว
สิ่งสำคัญไม่ใช่การพยายามนอนให้สมบูรณ์แบบทุกคืน แต่เป็นการสร้างกิจวัตรที่ช่วยให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างสม่ำเสมอ
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้ระบบกำจัดของเสียในสมองทำงานดีขึ้น
การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่มีหลักฐานชัดเจนว่า ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ช่วยควบคุมการอักเสบ และส่งเสริมการนอนหลับ ซึ่งทั้งหมดอาจมีส่วนสนับสนุนการทำงานของระบบกำจัดของเสียในสมอง
แม้ระหว่างออกกำลังกาย การไหลเวียนของของเหลวผ่านระบบกำจัดของเสีย บางส่วนอาจลดลงชั่วคราว แต่การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องในระยะยาวกลับอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบนี้ได้
งานวิจัยพบว่า การออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 12 สัปดาห์ มีความสัมพันธ์กับการไหลเวียนของของเหลวในระบบกำจัดของเสียในสมองที่เพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผลของการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว
ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ประโยชน์ของการออกกำลังกายต่อสมองอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังออกกำลังกาย แต่เป็นผลจากการปรับตัวของร่างกายเมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ
เจมส์ โบรตช์ (James Broatch) นักวิจัยจากสถาบันสุขภาพและการกีฬา มหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย อธิบายว่า สุขภาพหัวใจและหลอดเลือดมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบนี้ เนื่องจากการไหลเวียนของของเหลวในสมองส่วนหนึ่งอาศัยแรงจากการเต้นของหัวใจและการเคลื่อนไหวของหลอดเลือด
นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอยังช่วยลดการอักเสบระดับต่ำที่เกิดขึ้นเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้ระบบกำจัดของเสียในสมองทำงานได้ดีขึ้น
ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก ก็เริ่มดูแลสมองได้
หัวใจสำคัญคือการเลือกกิจกรรมที่ทำได้ต่อเนื่อง เช่น การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ
สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา อาจเริ่มจากการเพิ่มการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน เช่น เดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์ จอดรถให้ไกลขึ้น หรือเดินระหว่างพักจากการทำงาน
แม้การเคลื่อนไหวเพียงไม่กี่นาทีจะยังไม่มีหลักฐานโดยตรงว่าช่วยเพิ่มการกำจัดของเสียในสมอง แต่ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม
3. ฝึกหายใจช้าและลึก ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของของเหลวในสมอง
หลายคนคุ้นเคยกับการฝึกหายใจเพื่อคลายความเครียดหรือช่วยให้จิตใจสงบ แต่การหายใจอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของของเหลวภายในสมองด้วย
งานวิจัยพบว่า การหายใจช้าและลึกในรูปแบบต่าง ๆ สามารถทำให้การเคลื่อนไหวของของเหลวในสมองเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการหายใจตามปกติ
โดยเฉพาะการหายใจด้วยกระบังลม (Diaphragmatic Breathing) หรือการหายใจเข้าลึก ๆ ให้หน้าท้องขยายออก พบว่ามีผลต่อการเคลื่อนไหวของของเหลวมากที่สุด
นักวิจัยอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงของแรงดันภายในทรวงอกและช่องท้องระหว่างหายใจ อาจมีส่วนช่วยขับเคลื่อนของเหลวที่เกี่ยวข้องกับสมองและไขสันหลัง
นอกจากนี้ การทำสมาธิและโยคะยังอาจช่วยปรับสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ซึ่งควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดและการพักผ่อนของร่างกาย
3 เทคนิคฝึกหายใจที่ลองทำได้ในชีวิตประจำวัน
- การหายใจแบบกล่อง (Box Breathing) หายใจเข้า 4 วินาที กลั้นหายใจ 4 วินาที หายใจออก 4 วินาที และกลั้นหายใจอีก 4 วินาที ก่อนเริ่มรอบใหม่
- การหายใจแบบ 4-7-8 (4-7-8 Breathing) หายใจเข้า 4 วินาที กลั้นหายใจ 7 วินาที และค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก 8 วินาที
- การถอนหายใจเป็นจังหวะ (Cyclic Sighing) หายใจเข้าช้า ๆ ตามด้วยการสูดลมหายใจเข้าอีกครั้งสั้น ๆ เพื่อเติมลม ก่อนค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกยาว ๆ
การฝึกหายใจสามารถทำได้ระหว่างพักจากงาน ก่อนนอน หรือในช่วงที่รู้สึกเครียด โดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน และควรฝึกอย่างสบาย ๆ และไม่ฝืนกลั้นหายใจจนรู้สึกเวียนศีรษะ
ดูแลสมองให้ดี ไม่ได้มีแค่การฝึกความจำ
แม้ระบบกำจัดของเสียในสมองจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจมากขึ้น แต่ยังมีคำถามอีกหลายข้อที่ต้องศึกษา โดยเฉพาะการทำงานของระบบนี้ในมนุษย์ และความเป็นไปได้ในการนำความรู้ไปพัฒนาวิธีป้องกันหรือรักษาโรคทางระบบประสาท
ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่า การนอนหลับ การออกกำลังกาย หรือการฝึกหายใจ จะช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้โดยตรง แต่ทั้งสามพฤติกรรมก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่นที่ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ลดความเครียด ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น หรือรักษาสมรรถภาพของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น
การดูแลสุขภาพสมองจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากวิธีที่ซับซ้อน แค่ให้ความสำคัญกับการนอนหลับให้เพียงพอ ขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และหาเวลาผ่อนคลายความเครียดในแต่ละวัน ก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้สมองและร่างกายมีสุขภาพดีไปพร้อมกันในระยะยาว
อ้างอิง washingtonpost





