วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

น้ำท่วมแต่ต้องไปทำงาน? เมื่อ Empathy คือทักษะสำคัญในเหตุภัยพิบัติ

น้ำท่วม ไปทำงานไม่ได้ ผิดไหม? กฎหมายแรงงานชี้ ลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วมถือเป็นเหตุสุดวิสัย ขณะที่ Empathy คือทักษะสำคัญของผู้นำที่ต้องมีในสถานการณ์ภัยพิบัติ

KEY POINTS

  • กฎหมายแรงงานคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วม จนไม่สามารถไปทำงานได้ โดยถือเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง และนายจ้างไม่สามารถลงโทษทางวินัยได้
  • ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ก็เป็นทักษะสำคัญของผู้นำในสถานการณ์ภัยพิบัติ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อขวัญกำลังใจและความผูกพันต่อองค์กร
  • องค์กรสามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจได้ด้วยวิธีปฏิบัติ เช่น การสื่อสารอย่างห่วงใย การปรับนโยบายการทำงานให้ยืดหยุ่น และการดูแลสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้ปลอดภัย

ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักจนทำให้เกิด "น้ำท่วม" ในหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และอีกหลายจังหวัดของภาคกลางในช่วงนี้ สิ่งที่พัดมาพร้อมกับสายน้ำ มักไม่ใช่เพียงแค่ความยากลำบากในการใช้ชีวิต แต่วิกฤตินี้คือความท้าทายครั้งใหญ่ในโลกการทำงานด้วย เพราะพนักงานประสบเหตุน้ำท่วม ต้องรับมือกับน้ำทะลักเข้าบ้านเรือน กังวลเรื่องความปลอดภัย การเดินทาง (เส้นทางสัญจรที่ถูกตัดขาด) ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจ สวัสดิภาพ และการดำรงชีวิตของคนทำงานโดยตรง จนไม่สามารถไปทำงานที่ออฟฟิศตามปกติได้

ในอีกด้านหนึ่ง ฝั่งนายจ้างและสถานประกอบกิจการต่างต้องเผชิญความกดดันในการประคองสายป่านทางธุรกิจ การรักษาข้อตกลงกับคู่ค้า และเป้าหมายการทำงานที่ยังคงต้องเดินหน้า ความท้าทายเชิงบทบาทนี้ทำให้หลายๆ บริษัทจำเป็นต้องให้พนักงานเข้ามาทำงานในช่วงน้ำท่วม แต่พนักงานบางส่วนไม่สามารถเดินทางไปได้จริงๆ กรณีแบบนี้ย่อมสร้างความลำบากใจให้ทั้งสองฝ่าย

โดยเฉพาะสำหรับพนักงานที่ต้องไปทำงานแต่ประสบเหตุน้ำท่วมจนไม่สามารถเดินทางไปออฟฟิศได้ อาจกังวลว่าตนเองจะถูกลงโทษทางวินัยหรือไม่? และในแง่ของกฎหมายแรงงานจะช่วยดูแลลูกจ้างได้ไหม?

ภาครัฐประกาศชัด "ลูกจ้างประสบภัยน้ำท่วม" หยุดงานได้ตามเหมาะสม

เรื่องนี้ในมุมของกฎหมายแรงงาน ภาครัฐได้ออกมาย้ำชัดว่า หากลูกจ้างเจอน้ำท่วมจนไปทำงานไม่ได้ ไม่ถือว่าเป็นความผิด ยกตัวอย่างน้ำท่วมใหญ่ปี 2564 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) มีประกาศว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ลูกจ้างที่ไม่สามารถทำงานได้เพราะประสบภาวะน้ำท่วม ไม่ถือเป็นการขาดงานหรือละทิ้งหน้าที่ หากนายจ้างเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย 

ถัดมาช่วงปลายปีที่แล้วในเหตุน้ำท่วมภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ก็มีรายงานข่าวว่า กระทรวงแรงงาน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้าง กรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลาและจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ

ล่าสุดในเหตุน้ำท่วมในเดือน กันยายน 2569 นี้ กรมสวัสดิการฯ ก็ประกาศชัดเจนอีกครั้งว่า ขอความร่วมมือนายจ้างในพื้นที่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ พิจารณากำหนดให้วันที่ 28-29 กันยายน 2569 เป็นวันหยุดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษแก่ลูกจ้างตามความเหมาะสม เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม 

ขณะที่ “เพจทนายคู่ใจ” ก็ให้เคยให้ข้อมูลทางกฎหมายไว้ชัดเจน ว่า “น้ำท่วม” คือเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 และหลักทั่วไปของกฎหมายแรงงาน หากลูกจ้างไม่สามารถมาทำงานได้เพราะน้ำท่วมบ้าน เส้นทางถูกตัดขาด หรือรถโดยสารหยุดให้บริการ ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง นายจ้างจึงไม่มีสิทธินับเป็นการขาดงานหรือออกใบเตือนทางวินัย ดังนั้น ลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วม จึงสบายใจได้ในแง่ของกฎหมาย

Empathy ทักษะสำคัญของโลกการทำงาน ในสถานการณ์ภัยพิบัติ

ขณะเดียวกัน นอกจากทางฝั่งของกฎหมายแรงงานที่ทำหน้าที่ดูแลลูกจ้างแล้ว ฝั่งของนายจ้าง-องค์กร ก็มีหน้าที่ในการดูแลลูกจ้างเช่นกัน แต่เป็นการดูแลในแง่ของระเบียบองค์กรให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ เรากำลังพูดถึงทักษะ Empathy ของผู้นำองค์กร ซึ่งก็มีความสำคัญในช่วงภัยพิบัติไม่แพ้กัน

แม้การมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดจะเป็นสิ่งที่ทุกคนยึดถือ แต่หากเราโฟกัสเพียงแค่เป้าหมายทางธุรกิจจนหลงลืมความเป็นมนุษย์ในช่วงเวลาเผชิญเหตุภัยพิบัติ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าองค์กรกำลังก้าวเข้าสู่สภาวะขาดความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) โดยไม่รู้ตัว ในทางจิตวิทยา การทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไร้ความเข้าอกเข้าใจ จะสร้างผลกระทบต่อองค์กรมากกว่าที่คิด เช่น ที่ทำงานกลายเป็น Toxic Environment, พนักงานขาดความเชื่อใจในทีม, ความผูกพันต่อองค์กรลดลง ฯลฯ นำไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงเรื่อยๆ 

สอดคล้องกับข้อมูลจากหนังสือ On Empathy โดย ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้วยศิลปะการเคลื่อนไหว และผู้ก่อตั้งสถาบัน Empathy Sauce ได้เน้นย้ำเรื่องนี้ไว้อย่างลึกซึ้งว่า Empathy ไม่ใช่คุณสมบัติประเภท "มีก็ดีไม่มีก็ได้" (Nice-to-have) แต่เป็นทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและการทำงานร่วมกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ที่โครงสร้างสังคมซับซ้อน โลกการทำงานเปลี่ยนเร็ว ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อย การขาด Empathy ในการทำงาน มักจะเป็นบ่อเกิดของความเครียดแฝงโดยไม่รู้ตัว นำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่ปรองดองในองค์กร

วิจัยชี้ชัด Empathy คือทักษะสำคัญในโลกงาน

ไม่เพียงเท่านั้น ความสำคัญของ Empathy ยังถูกยืนยันด้วยข้อมูลเชิงสถิติและวิจัยระดับสากล โดยผลสำรวจจาก Businessolver (ปี 2018) ระบุว่า 96% ของพนักงานคาดหวังให้ผู้นำแสดงออกถึงความมี Empathy และ 92% มีความรู้สึกว่าที่ทำงานให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยเกินไป

สอดคล้องกับงานวิจัยจาก Center for Creative Leadership (CCL) ในหัวข้อ  Empathy in the Workplace: A Tool for Effective Leadership ชี้ว่า  Empathy เป็นหนึ่งในทักษะพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของผู้นำที่มีประสิทธิผล เพราะความเข้าอกเข้าใจ คือรากฐานในการสร้างความไว้วางใจ การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดภาวะสมองล้า (Burnout) ในยามที่ทีมต้องเผชิญความกดดันสูง

อย่างไรก็ตาม ทักษะการเห็นอกเห็นใจอาจเป็นเรื่องยาก ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ โดยเฉพาะหัวหน้าและลูกน้องที่ทำงานด้วยกันทุกวัน หากบางวันเจอผลงานแย่ลงกะทันหันอาจเผลอตัดสินเชิงลบทันที โดยลืมถามถึงสาเหตุก่อน นี่อาจทำให้การทำงานยิ่งแย่ลงแทนที่จะดีขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น หากลูกน้องแสดงความกังวลเรื่องน้ำท่วม แล้วหัวหน้าตอบไปทำนองว่า "อย่าบ่นเลย ใครๆ ก็เหนื่อยเหมือนกัน" หรือ "น้ำท่วมก็ต้องหาทางมาให้ได้" นี่ถือเป็นตัวอย่างของการขาด Empathy ที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าความเดือดร้อนของตนไม่มีความหมาย และค่อยๆ ทำลายความผูกพันลง ขณะเดียวกัน ลูกจ้างเองก็ต้อง Empathy ต่อองค์กรเช่นกัน ควรเข้าใจข้อจำกัดและความรับผิดชอบของบริษัท ควรสื่อสารสถานการณ์จริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ฉวยโอกาสจากวิกฤติ และพร้อมที่จะร่วมมือแก้ไขสถานการณ์งานเฉพาะหน้า 

วิธีฝึกทักษะ Empathy ก้าวข้ามผ่านวิกฤติ และได้งานมีประสิทธิภาพ

จากแนวคิดในหนังสือ On Empathy หัวหน้างานและองค์กรสามารถถ่ายทอดความเข้าอกเข้าใจผ่าน 4 ช่องทางปฏิบัติที่นำมาปรับใช้กับสถานการณ์น้ำท่วมได้ดังนี้ 

1. สื่อสารกันเพื่อความเข้าใจ (Communication)

หัวหน้าสามารถใช้ภาษาพูด ภาษาเขียน หรือการกระทำ เพื่อส่งผ่านความห่วงใยและความเข้าใจ เช่น ถามไถ่สถานการณ์จริง (ที่บ้านน้ำท่วมเป็นอย่างไรบ้าง น้ำลดลงแล้วหรือยัง? / เห็นวันก่อนเดินทางลำบาก วันนี้ปลอดภัยดีไหม?)

ถามเพื่อประเมินความพร้อม (โปรเจกต์นี้ช่วงนี้หนักเกินไปไหม สำหรับสถานการณ์ที่บ้านตอนนี้?) ถามเหตุผลด้วยเจตนาอยากเข้าใจ อยากรู้บริบทที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ถามเพื่อจับผิด (วันนี้เดินทางลำบากไหม มาออฟฟิศยังไง?) 

2. วางระบบที่เห็นอกเห็นใจ (Compassionate System & Policy)

ระบบหรือนโยบายที่ใจแคบ เช่น การหักเงินทันทีเมื่อมาสายโดยไม่ดูเหตุสุดวิสัย สวัสดิการที่ตึงเครียด หรือวัฒนธรรมองค์กรที่ใช้กฎระเบียบเป็นดั่ง "ไม้เรียว" จะส่งผลลบต่อจิตใจและประสิทธิภาพพนักงานอย่างมาก

แต่การนำข้อเท็จจริงและ Feedback จากคนหน้างาน สะท้อนกลับขึ้นไปบอกผู้บริหารระดับสูง เพื่อปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง จะเป็นประโยชน์มากกว่า เช่น การปรับใช้ระบบ Work from Home หรือให้ความยืดหยุ่นเรื่องเวลาเข้างาน 

3. ใส่ใจผ่านสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน (Workplace Environment)

สภาพแวดล้อมส่งผลต่อคุณภาพงานและความพึงพอใจของพนักงานโดยตรง สะท้อนจากผลวิจัยของ Businessolver Workplace Empathy Monitor ที่ระบุว่า เกือบ 80% ของพนักงานยินดีทำงานเป็นเวลานานขึ้น ให้กับนายจ้างที่มีความเห็นอกเห็นใจ

ในภาวะน้ำท่วม การแสดง Empathy ผ่านสภาพแวดล้อมทำได้โดยการดูแลอาคารสถานที่ให้ปลอดภัย ตรวจสอบระบบไฟฟ้าตามแผนฉุกเฉิน หรือจัดเตรียมพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่มีน้ำดื่ม อาหารแห้ง หรือจุดชาร์จแบตเตอรี่สำรองในออฟฟิศ สำหรับพนักงานที่จำเป็นต้องเข้ามาทำงานแต่เดินทางกลับบ้านลำบาก

4. สื่อสารและรับฟังผ่านเทคโนโลยี (Technology Integration)

สำหรับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ หรือไม่มีเวลามากพอที่จะเดินไถ่ถามทุกคนแบบ Face-to-Face การนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการจะสร้างผลลัพธ์ได้ดี โดยสามารถใช้แอปหรือระบบแบบสำรวจสั้นๆ ที่เปิดให้พนักงานแจ้งอัปเดตความปลอดภัยหรือการขอความช่วยเหลือ และส่งข้อมูลเข้า Dashboard ศูนย์กลางเพื่อให้องค์กรรับทราบ วิธีนี้ช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรพร้อมรับฟัง มีความเชื่อมโยงถึงกัน และยังช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวของพนักงานได้อีกด้วย

เหตุการณ์น้ำท่วมและภัยธรรมชาติเป็นสถานการณ์ชั่วคราวที่เกิดขึ้นแล้วย่อมผ่านพ้นไป แต่สิ่งที่จะคงอยู่ยาวนานในใจของคนทำงานคือ "วิธีที่องค์กรและผู้นำปฏิบัติต่อพวกเขาในยามยากลำบาก"

แม้ Empathy ไม่ใช่คุณสมบัติที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็นทักษะที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาได้ เมื่อนายจ้างหรือผู้นำเริ่มทำด้วยความเข้าใจ ยืดหยุ่นตามความเหมาะสม พนักงานก็จะตอบแทนด้วยความจริงใจ ความผูกพัน และความรับผิดชอบ การจับมือร่วมมือกันด้วย Empathy จึงไม่ใช่แค่ทางออกในการฝ่าวิกฤติน้ำท่วมเฉพาะหน้า แต่คือการสร้าง Psychological Safety ที่จะกลายเป็นเสาหลักให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

 

 

อ้างอิง: Center for creative Leadership, Empathy in the Workplace, The Matter, Brandthink, ลูกจ้างประสบภัยน้ำท่วม