วิจัยชี้ คนทำอาชีพทนายความในสหรัฐฯ เกือบ 1 ใน 5 มีภาวะซึมเศร้าปานกลางถึงรุนแรง รวมถึงความเครียด วิตกกังวล และปัญหาการดื่มสุราระดับสูง
KEY POINTS
- ผลสำรวจทนายความในสหรัฐฯ พบว่าเกือบ 1 ใน 5 มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางถึงรุนแรง และต้องเผชิญกับความเครียด วิตกกังวล และปัญหาการดื่มสุราในระดับสูง
- ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยผู้ที่ทำงานมากกว่า 71 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงด้านความเครียดสูงขึ้น 3 เท่า
- ทนายความรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องเผชิญแรงกดดันสูงทั้งจากการทำงาน การแข่งขัน และภาระหนี้สิน
- ทนายความจำนวนมากไม่กล้าขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงในสายอาชีพและข้อมูลไม่เป็นความลับ
ในสายตาของคนทั่วไป หากพูดถึงภาพจำของ "อาชีพทนายความ" หลายคนคงนึกถึงความเก่งกาจในการว่าความ ความรอบรู้ในตัวบทกฎหมายที่มีรายละเอียดมากมายมหาศาล การวิเคราะห์ที่เฉียบคม และรายได้ที่ดี แต่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นกำลังมีปัญหาอีกด้านที่น่ากังวล
เมื่อผลสำรวจทนายความทั่วสหรัฐฯ พบว่า คนทำงานในสายอาชีพนี้ ต้องเผชิญทั้งความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ภาวะหมดไฟ และปัญหาการดื่มสุราในระดับสูง
ที่น่าสนใจคือ มากกว่า 41% ของทนายความที่ตอบแบบสำรวจบอกว่า การอยู่ในแวดวงกฎหมายส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของตัวเอง แม้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งสมาคมวิชาชีพ สำนักงานกฎหมาย และนายจ้างในวงการจะพยายามออกมาตรการด้านสุขภาวะและสุขภาพจิตมากขึ้นก็ตาม
ข้อมูลดังกล่าวมาจากการศึกษาที่จัดทำโดย Commission on Lawyer Assistance Programs ของ American Bar Association ร่วมกับ Krill Strategies บริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแก่บุคลากรในวิชาชีพกฎหมาย และเผยแพร่ใน Journal of Affective Disorders การศึกษานี้รวบรวมคำตอบจากทนายความมากกว่า 37,000 คน ทำให้ผู้วิจัยระบุว่าเป็นการศึกษาสุขภาวะของทนายความที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
โดยผลสำรวจพบว่า ทนายความเกือบ 22% มีอาการซึมเศร้าระดับปานกลางถึงรุนแรง ขณะที่มากกว่า 20% มีอาการวิตกกังวลระดับปานกลางถึงรุนแรง และเกือบ 19% มีความเครียดในระดับเดียวกัน
แพทริก คริลล์ (Patrick Krill) หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย บอกกับ Reuters ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สมาคมทนายความและสำนักงานกฎหมายต่าง ๆ เพิ่มความพยายามในการรับมือกับปัญหาสุขภาพจิต หลังการศึกษาครั้งก่อนในปี 2016 ส่งสัญญาณเตือนถึงปัญหานี้
แต่ข้อมูลล่าสุดกลับชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงกว่าที่เคยเข้าใจกัน
“คนทำงานสายอาชีพทนายความและนักกฎหมาย มีระดับความทุกข์ทางใจสูงกว่าที่เรารู้” คริลล์กล่าว
อีกประเด็นที่สะท้อนปัญหาได้ชัดคือเรื่องการดื่มสุรา ผลสำรวจพบว่าเกือบ 42% ของทนายความเข้าข่ายการดื่มในระดับที่มีความเสี่ยง ตามแบบประเมินมาตรฐานสากลสำหรับตรวจสอบพฤติกรรมการดื่ม และในกลุ่มดังกล่าว 26% มีระดับการดื่มที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีอยู่หนึ่งเรื่องคือ สัดส่วนทนายความที่เข้าข่ายการดื่มในระดับเสี่ยงลดลงจากการศึกษาครั้งก่อนในปี 2016
ในทางกลับกัน ปัญหาด้าน ความวิตกกังวล ความเครียด และภาวะซึมเศร้า กลับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อ 10 ปีก่อน
ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งเสี่ยงหมดไฟ
ชั่วโมงทำงานเป็นอีกปัจจัยที่เชื่อมโยงกับสุขภาพจิตอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในอาชีพที่ต้องรับผิดชอบคดี ลูกค้า และมีเดดไลน์กำหนดเวลาที่กดดัน
ยิ่งถ้าใครเป็นทนายความที่ทำงานหนักมากกว่า 71 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีโอกาสตรวจพบความเครียดระดับปานกลางถึงรุนแรงประมาณ 3 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานระหว่าง 31-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ปัญหายิ่งชัดในกลุ่มทนายความที่ทำงานด้านการว่าความ เพราะนอกจากชั่วโมงทำงานที่ยาวนานแล้ว ลักษณะของงานยังต้องอยู่ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งและต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา นักวิจัยมองว่า “adversarial exposure” หรือการต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งจากลักษณะงาน อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กลุ่มนี้มีอัตรา หมดไฟและดื่มสุราในระดับเสี่ยงสูงกว่า
ขณะเดียวกัน สุขภาพจิตก็แตกต่างกันไปตามรูปแบบการทำงาน ทนายความที่ทำงานประจำในบริษัทหรือทำงานในสำนักงานของผู้พิพากษา มีระดับความเครียดและภาวะหมดไฟ "ต่ำกว่า" ทนายความที่ทำงานแบบเดี่ยว หรืออยู่ในสำนักงานกฎหมายเอกชน
ทนายรุ่นใหม่กลับเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วง
หนึ่งในข้อค้นพบที่สอดคล้องกับงานวิจัยเมื่อปี 2016 คือ ทนายความอายุน้อยมีปัญหาสุขภาพจิตในอัตราที่สูงกว่าทนายความอายุมาก
นักวิจัยเสนอว่า ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังอาจไม่ได้มีเพียงเรื่องงานหนัก แต่รวมถึงแรงกดดันจากการเป็นคนใหม่ในวิชาชีพที่มีการแข่งขันสูง การขาดแรงสนับสนุนจากคนในแวดวง และภาระหนี้จากการศึกษา
นั่นหมายความว่า สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ ปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่เป็นแรงกดดันหลายด้านที่เข้ามาพร้อมกัน ตั้งแต่การพิสูจน์ตัวเองในงาน การสร้างฐานะ ไปจนถึงภาระทางการเงินที่ต้องรับผิดชอบ
และเมื่อความเครียดสะสมต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องจ่ายอาจไม่ใช่แค่เวลาหลังเลิกงาน แต่เป็นสุขภาพจิตในระยะยาว
รู้ว่าตัวเองมีปัญหา แต่ยังไม่กล้าขอความช่วยเหลือ
แม้ปัญหาสุขภาพจิตจะถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการกฎหมาย แต่กำแพงสำคัญยังคงอยู่ที่ ความกังวลเรื่องความลับและชื่อเสียงในวิชาชีพ
ผลสำรวจพบว่า ความกลัวว่าข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตจะไม่เป็นความลับ รวมถึงความกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและอนาคตในอาชีพ ยังคงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ทนายความจำนวนมากไม่กล้าเข้ารับความช่วยเหลือ
นี่จึงเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าการบอกให้คนทำงาน “ดูแลตัวเอง” หรือ “พักผ่อนให้มากขึ้น” เพราะต่อให้มีบริการด้านสุขภาพจิตมากขึ้น หากคนทำงานยังรู้สึกว่าการยอมรับว่าตัวเองกำลังมีปัญหาอาจกระทบต่อเส้นทางอาชีพ พวกเขาก็อาจเลือกที่จะเก็บปัญหาไว้กับตัวเอง
ผลสำรวจครั้งใหม่นี้จึงสะท้อนว่า ปัญหาสุขภาพจิตในวงการกฎหมายไม่ได้หายไปเพียงเพราะองค์กรต่าง ๆ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่อง Wellness มากขึ้น
จากข้อมูลตามรายงานข้างต้น คงจะดึงสติคนทำงานในแวดวงนี้ได้ไม่มากก็น้อย และกล้าตั้งคำถามว่า “ระบบการทำงานแบบไหนที่กำลังสร้างความเครียดให้คนสายอาชีพนี้ และควรต้องหาหนทางแก้ไข”
เพราะถ้าคนที่ทำงานมากกว่า 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตสูงขึ้นอย่างชัดเจน การให้พวกเขาเรียนรู้วิธีผ่อนคลายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากโครงสร้างการทำงานยังผลักให้ต้องทำงานในระดับเดิมต่อไป
อ้างอิง: Reuters, Sciencedirect





