ภาวะ FOBO ระบาดในกลุ่มวัยทำงาน โดยกลัวว่าทักษะของตนเองจะไร้ค่าในยุค AI จนหมดความจำเป็น และถูกเลิกจ้าง อาการคือ รู้สึกกลัวเทคโนโลยีใหม่มากกว่าอยากเรียนรู้
KEY POINTS
- FOBO (Fear of Becoming Obsolete) คือภาวะที่คนทำงานกลัวว่าทักษะของตนเองจะไม่ทันต่อโลกงานยุค AI จนทำให้หมดความจำเป็นในบริษัทและอาจถูกเลิกจ้าง
- ภาวะนี้เกิดจากความกังวลส่วนตัว และขาดการสนับสนุนจากองค์กรในการพัฒนาทักษะใหม่ โดยผลสำรวจพบมากในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่
- อาการของผู้ที่มีภาวะ FOBO คือมักเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น รู้สึกกลัวเทคโนโลยีใหม่มากกว่าอยากเรียนรู้ และไม่กล้าถามคำถามเกี่ยวกับ AI เพราะกลัวถูกมองว่าไม่รู้เรื่อง
- องค์กรสามารถช่วยลดภาวะนี้ได้โดยการสื่อสารที่ชัดเจน และจัดอบรมทักษะที่จำเป็น ส่วนพนักงานควรเปลี่ยนความกลัวให้เป็นแรงผลักดันในการเรียนรู้สิ่งใหม่
ในวันที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานอย่างรวดเร็ว ความกังวลของคนทำงานไม่ได้มีแค่เรื่องตกงานหรือเศรษฐกิจไม่แน่นอนอีกต่อไป แต่กำลังมีความกลัวอีกแบบที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น นั่นคือ FOBO (Fear of Becoming Obsolete) หรือ ความกลัวว่าตัวเองจะ “หมดความจำเป็น” เพราะทักษะที่มีอยู่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
อาการของ FOBO ไม่ได้แสดงออกให้เห็นได้อย่างชัดเจน แต่ส่วนใหญ่มักจะพบว่าความมั่นใจในการทำงานเริ่มลดลง แม้พนักงานบางคนยังทำงานได้ดีเหมือนเดิม แต่กลับตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ตลอดว่า จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ทันไหม? ทักษะที่ตนเองมีอยู่ยังมีคุณค่าแค่ไหน? และถ้า AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน ตัวเองจะยังเป็นที่ต้องการของบริษัทหรือเปล่า?
ทั้งนี้ งานวิจัยจาก Schoox แพลตฟอร์มระบบการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาพนักงานในองค์กร พบว่า ความกังวลนี้เห็นได้ชัดในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ โดย 66% ของพนักงานแนวหน้าชาวอเมริกันอายุ 18-34 ปี บอกว่าบริษัทของตัวเองไม่ได้จัดการฝึกอบรมที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น
ขณะที่ 79% มองว่า “ไม่มีเวลาเรียนรู้ทักษะเทคฯ” หรือ ผู้บริหารไม่ได้ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรม คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาทักษะได้
ดังนั้น FOBO จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงปัญหาที่เกิดขึ้นในใจของคนทำงานเท่านั้น แต่อาจสะท้อนด้วยว่าองค์กรกำลังเตรียมคนของตัวเองให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI ได้มากน้อยแค่ไหน
FOBO คืออะไร และทำไมคนทำงานถึงเริ่มรู้สึกแบบนี้
แซนดรา โมแรน (Sandra Moran) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) และผู้ดูแลประสบการณ์ลูกค้าของ Schoox อธิบายว่า ปัจจุบันหลายองค์กรลงทุนจำนวนมากเพื่อนำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงาน แต่ในขณะเดียวกัน พนักงานกลับต้องคาดเดาเองว่า เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาแล้ว จะยังรักษางานของตัวเองไว้ได้หรือไม่ ...นี่คือสิ่งที่คนที่มีภาวะ FOBO สะท้อนออกมา
ความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นเมื่อคนทำงานเริ่มตระหนักว่า ทักษะที่ตัวเองมีอยู่ หรือแม้แต่บทบาทงานทั้งหมด อาจไม่ได้มีคุณค่าเท่าเดิมอีกต่อไป เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงาน
ที่สำคัญ FOBO ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่มักค่อย ๆ สะสมจากความไม่มั่นใจ โดยในใจลึก ๆ พวกเขามักสงสัยว่าตัวเองจะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ทันหรือไม่ จะยังสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้หรือเปล่า ตัวเองจะตามวิธีทำงานใหม่ๆ ทันไหม
ไม่เพียงเท่านั้น ตามรายงาน ETS Human Progress Report 2026 ก็ชี้ให้เห็นถึงปัญหาด้านความมั่นใจของพนักงานออฟฟิศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ หรือเปลี่ยนผ่านไปสู่งานรูปแบบใหม่ได้สำเร็จหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้จึงสะท้อนว่า ความกลัวว่า “จะตามโลกไม่ทัน” อาจไม่ได้เกิดจากตัวพนักงานเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนจากองค์กรด้วย
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ความกลัวว่าตนเองจะหมดความจำเป็นต่อบริษัท เริ่มส่งผลต่อชีวิตการทำงานของเรา? ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำให้สังเกตอาการของพนักงานที่กำลังเข้าข่าย FOBO ดังนี้
1. มักจะเปรียบเทียบทักษะของตัวเองกับคนอื่น
ลองนึกภาพว่า คุณกำลังเลื่อน LinkedIn แล้วเห็นเพื่อนร่วมงานโพสต์เรื่องใบรับรองด้าน AI แล้วได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือเห็นเพื่อนร่วมงานโชว์ทักษะด้านเทคนิคใหม่ ๆ ที่เขาเพิ่งเรียนสำเร็จมา แทนที่จะรู้สึกว่าอยากพัฒนาตัวเองเหมือนเพื่อนบ้าง แต่คุณกลับรู้สึกว่า “เรากำลังตามคนอื่นไม่ทันหรือเปล่า?”
FOBO ทำให้การเปรียบเทียบกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย เพราะเรากำลังเอาความไม่มั่นใจของตัวเอง ซึ่งคนอื่นมองไม่เห็น ไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จของคนอื่นที่ถูกนำเสนอออกมาให้เราเห็นอย่างชัดเจน เมื่อเกิดแบบนี้บ่อย ๆ เราอาจมองข้ามประสบการณ์ การตัดสินใจ ความเข้าใจในงาน หรือความสัมพันธ์ที่ตัวเองมี แล้วเอาแต่จดจ่อกับทักษะที่ตัวเองยังขาด
วิธีแก้คือ อย่ากังวลจนพยายามตามทุกคนให้ทัน แต่ควรประเมินตัวเองว่าตอนนี้เรามีทักษะอะไร ทักษะไหนกำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้น และมีทักษะอะไรเพียงหนึ่งอย่างที่ถ้าพัฒนาเพิ่มแล้ว จะช่วยให้งานของเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เราเห็นว่ากำลังเดินไปทางไหน ขณะที่การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นไปเรื่อย ๆ อาจทำให้ยิ่งรู้สึกแย่กับตัวเอง และมันไม่มีประโยชน์
2. พอเจอเทคโนโลยีใหม่ ก็รู้สึกกลัว มากกว่าจะอยากรู้อยากลองใช้
เมื่อบริษัทนำเครื่องมือ AI ใหม่เข้ามาใช้ ความคิดแรกของคุณคือ “แล้ว AI จะมาแทนงานเราหรือเปล่า?” ความรู้สึกแบบนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าความกลัวเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา ก็อาจทำให้เราไม่กล้าทดลองใช้ และสุดท้าย...กลายเป็นคนที่ไม่มีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีนั้นจริง ๆ
คนที่กำลังเผชิญกับ FOBO อาจเลือกหลีกเลี่ยงแพลตฟอร์มใหม่ มองว่าเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือหวังว่าจะมีคนอื่นเรียนรู้ก่อนแล้วค่อยตามทีหลัง ปัญหาคือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่กลัว อาจทำให้สิ่งที่เรากังวลอยู่แล้ว เกิดขึ้นจริงๆ เช่น ถ้าไม่ยอมเรียนรู้ AI สุดท้ายก็ใช้ AI ไม่เป็นจริงๆ
เราไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลก แต่สามารถเริ่มจากเครื่องมือเพียงหนึ่งอย่าง แล้วลองดูว่ามันช่วยให้งานที่เราทำอยู่เป็นประจำง่ายหรือเร็วขึ้นได้อย่างไร เป้าหมายไม่ใช่การพยายามแข่งขันกับ AI แต่คือการใช้งานมันให้สนับสนุนงานเรา และคนทำงานก็ควรเน้นไปที่ทักษะที่ AI ทำไม่ได้ เช่น การใช้วิจารณญาณ ความเข้าใจผู้อื่น ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจบริบทของงาน
3. มักไม่กล้าถามเวลามีคนพูดคุยเรื่อง AI เพราะกลัวคนอื่นรู้ว่าเราไม่รู้เรื่อง
FOBO อาจไม่ได้แสดงออกมาเป็นความกลัวอย่างชัดเจน แต่อาจมาในรูปของ ความพยายามทำตัวให้ดูเหมือนรู้ทุกอย่าง เช่น คุณอาจไม่กล้าถามคำถามเรื่อง AI ในที่ประชุม ไม่กล้ารับงานที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่กล้าขอให้บริษัทส่งไปอบรม เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราขาดความสามารถ
แต่ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็ว การพยายามทำเหมือนตัวเองรู้ทุกอย่าง อาจสร้างปัญหามากกว่าการยอมรับว่า เรายังมีบางเรื่องที่ต้องเรียนรู้ คนเราไม่มีใครรู้ไปหมดทุกอย่าง โดยเฉพาะในช่วงที่เครื่องมือ เทคโนโลยี และรูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด
คนที่ปรับตัวได้ดีจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นคนที่รู้มากที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นคนที่ เรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็ว และรู้ว่าตัวเองต้องเรียนรู้อะไรต่อ การถามและอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับการใช้ AI ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความสามารถ แต่สะท้อนว่าเรารู้ว่าตัวเองยังขาดอะไร และพร้อมที่จะเรียนรู้ ขณะเดียวกัน ผู้บริหารเองก็มีส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศแบบนี้ ต้องทำให้พนักงานรู้ว่าการถาม การเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะเป็นส่วนหนึ่งของงาน
4. ลงคอร์สเรียนเต็มไปหมด แต่ความสามารถไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง
อีกสัญญาณหนึ่งของ FOBO คือ การพัฒนาทักษะแบบเร่งรีบเพราะกลัวตกขบวน เช่น คุณอาจสมัครไปฟังงานสัมมนาด้าน AI อ่านบทความเยอะ หรือลงเรียนเพื่อสะสมใบประกาศนียบัตรจำนวนมาก แต่กลับยังรู้สึกว่าไม่พร้อมสำหรับโลกงานใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อเป็นแบบนี้ การเรียนรู้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความสามารถใหม่ แต่กลายเป็นการจัดการกับความกังวลของตัวเองซะมากกว่า
จริงๆ แล้ว การฝึกอบรมจะมีประโยชน์มากขึ้น เมื่อเรานำสิ่งที่เรียนมาใช้กับงานจริงได้ ยืนยันจากงานวิจัยของ Schoox ที่พบว่า 75% ของพนักงานแนวหน้ารุ่นใหม่ ต้องการเรียนรู้ทักษะ AI ผ่านการลงมือทำและการเรียนรู้จากการทำงานร่วมกับคนที่มีประสบการณ์ ขณะที่ 65% ต้องการให้เนื้อหาถูกแบ่งออกเป็นช่วงสั้น ๆ
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า แค่ส่งพนักงานไปเรียนหลักสูตรออนไลน์จำนวนมากๆ อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองพร้อมสำหรับโลกงานอนาคต แต่การเลือกเรียนสิ่งที่นำไปใช้ได้จริงๆ สำคัญกว่า
ยกตัวอย่างเช่น การลองนำเครื่องมือใหม่ไปใช้กับโปรเจกต์จริง เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานที่เก่งในทักษะนี้ หรือถ่ายทอดสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้ให้คนอื่น เมื่อความรู้ถูกนำไปใช้จริง เราจะเห็นว่า “เราทำได้” และความมั่นใจก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเอง
5. เชื่อว่าตำแหน่งงานคือ "ตัววัดคุณค่า" ของตนเอง
FOBO จะรุนแรงขึ้นเมื่อเราผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับตำแหน่งงาน บริษัท หรือความเชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว แต่ถ้าวันหนึ่งตำแหน่งนั้นเปลี่ยนไป หรือไม่มีตำแหน่งนั้นอีกแล้ว เราอาจรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองสูญเสียคุณค่าทั้งหมดไปพร้อมกับงาน
แต่ความจริงแล้ว ตำแหน่งงานเป็นเพียงหนึ่งรูปแบบที่สะท้อนความสามารถของเรา ภายใต้ชื่อตำแหน่งนั้น ยังมีทักษะอีกมากมาย เช่น การแก้ปัญหา การสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ การเป็นผู้นำ การตัดสินใจ และความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่
ทักษะเหล่านี้สามารถนำไปใช้กับงานตำแหน่งอื่น หรือแม้แต่เปลี่ยนไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นได้ ดังนั้น แทนที่จะถามตัวเองว่า “งานที่เราทำอยู่ตอนนี้จะยังมีอยู่หรือเปล่า?” ลองเปลี่ยนเป็น “เรามีความสามารถในการแก้ปัญหาอะไรบ้าง?”
คำถามนี้จะช่วยให้เรามองเห็นคุณค่าของตัวเองกว้างกว่าชื่อตำแหน่ง และมองการเปลี่ยนงานเป็นการนำความสามารถเดิมไปใช้ในบริบทใหม่ แทนที่จะมองว่าเป็นการสูญเสียคุณค่าของตัวเอง
เปลี่ยน FOBO ให้กลายเป็นแรงผลักในการพัฒนาตัวเอง
แม้ FOBO จะเป็นความรู้สึกที่ไม่สบายใจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็อาจกำลังบอกบางอย่างกับเรา บางทีสิ่งที่เราวิตกกังวลอาจเป็นสัญญาณว่า เราต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ต้องมีประสบการณ์จากการลงมือทำมากขึ้น ต้องการทิศทางอาชีพที่ชัดเจนขึ้น หรืออาจต้องการการสนับสนุนจากองค์กรให้มากกว่าเดิม
สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็น “ปัญหาด้านความสามารถ” หรือ “ปัญหาด้านความมั่นใจ” เพราะสองอย่างนี้ต้องใช้วิธีแก้ที่ต่างกัน
ในมุมขององค์กร แซนดรา โมแรน มองว่า นายจ้างและหัวหน้างานที่ดูแลพนักงานแนวหน้าควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงของความมั่นใจ การมีส่วนร่วมกับงาน และความพร้อมในการปรับตัวของพนักงาน หากพนักงานเริ่มตั้งคำถามว่าทักษะของตัวเองยังสำคัญอยู่หรือไม่ ถามว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานพวกเขาไหม หรือเริ่มถอยออกจากความรับผิดชอบใหม่ ๆ ฯลฯ นี่อาจเป็นสัญญาณว่าเขากำลังกังวลจนเกิดอาการ FOBO
องค์กรสามารถช่วยลด FOBO ได้ด้วยการจัดสรรเวลาให้พนักงานได้เรียนรู้ เชื่อมโยงการฝึกอบรมเข้ากับเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ เปิดโอกาสให้มีพี่เลี้ยงหรือการเรียนรู้จากการทำงานจริง และสื่อสารให้ชัดเจนว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนงานแต่ละตำแหน่งอย่างไร
เพราะการบอกพนักงานเพียงว่า “ต้องพัฒนาทักษะเพิ่ม” โดยไม่ให้เวลา ไม่บอกว่าควรพัฒนาอะไร และไม่มีโอกาสให้พวกเขานำสิ่งที่เรียนไปใช้จริง นั่นไม่ช่วยให้พนักงานพัฒนาทักษะ AI ได้จริง แต่อาจยิ่งทำให้พวกเขากลัวการใช้ AI ไปเลยก็ได้
สำหรับคนทำงาน การเตรียมตัวให้พร้อมกับโลกงานอนาคต ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเรียนรู้ทุกทักษะใหม่ที่กำลังเป็นกระแส แต่ต้องเริ่มจากไม่กลัว และกล้าจะลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เมื่อโลกงานเปลี่ยนแปลงเราจะได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับมันได้เสมอ
อ้างอิง: Forbes, Human progress report 2026, schoox, WTWco FOBO





