วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2569

Login
Login

รู้ว่าเสี่ยง แต่ Gen Z เกินครึ่งคิดหางานใหม่สิ้นปี 2026 แม้อาจตกงาน

งานใหม่หายาก แต่งานเดิมก็ไม่ตอบโจทย์ 55% ของ Gen Z คิดหางานใหม่ช่วงสิ้นปี 2026 หวังได้เงินเดือนเพิ่ม ได้งานยืดหยุ่นกว่าเดิม แม้เสี่ยงตกงานจากตลาดงานผันผวน

KEY POINTS

  • ผลสำรวจพบว่า 55% ของคนทำงาน Gen Z วางแผนจะหางานใหม่ภายในสิ้นปี 2026 แม้จะรู้ว่าตลาดงานมีการแข่งขันสูงและเสี่ยงต่อการว่างงาน
  • ปัจจัยที่ทำให้ Gen Z อยากเปลี่ยนงานไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงการมองหาสวัสดิการที่ดีกว่า ความยืดหยุ่นในการทำงาน และโอกาสเติบโตในสายอาชีพ
  • คนรุ่นใหม่มองว่าการทนอยู่ในงานเดิมที่ไม่ตอบโจทย์และไม่มีความก้าวหน้า ก็ถือเป็นความเสี่ยงเช่นกัน จึงยอมเสี่ยงหางานใหม่ที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตมากกว่า

ตลาดงานในปี 2026 ไม่ใช่ช่วงเวลาที่คนทำงานจะลาออกแล้วหางานใหม่ได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะ Gen Z ที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางอาชีพ เพราะจำนวนตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นลดลง การแข่งขันระหว่างผู้สมัครสูงขึ้น และบริษัทจำนวนมากก็ชะลอการจ้างงาน

แต่ท่ามกลางตลาดงานที่ไม่แน่นอน กลับมีคนทำงานรุ่นใหม่จำนวนมาก ที่ยังวางแผนจะเปลี่ยนงานภายในสิ้นปีนี้ โดยข้อมูลล่าสุดจาก โรเบิร์ต ฮาล์ฟ (Robert Half) บริษัทจัดหางานและบุคลากร พบว่า 55% ของคนทำงาน Gen Z วางแผนจะหางานใหม่ก่อนสิ้นปี 2026 เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจาก 32% ในปี 2025

คำถามคือ ถ้าตลาดงานกำลังทำให้งานหายากขึ้น แล้วอะไรทำให้คนรุ่นใหม่ยังอยากเปลี่ยนงาน?

คำตอบเรื่องนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่อง "อยากได้เงินเดือนขึ้น" เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากการทำงานระยะยาว ทั้งรายได้ที่ดีขึ้น สวัสดิการที่ดี งานที่ให้ความยืดหยุ่น และโอกาสเติบโตในสายอาชีพ

ทำงานย่ำอยู่ที่เดิมนานๆ อาจไม่ใช่คำตอบของ Gen Z

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า มากกว่าครึ่งของคนทำงาน Gen Z ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเชื่อว่า การเปลี่ยนนายจ้างมีโอกาสช่วยให้พวกเขาได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่เรื่องเงินไม่ใช่ปัจจัยเดียว คนรุ่นนี้ยังมองหาสวัสดิการที่ดีขึ้น รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองในสายอาชีพ

ดอว์น เฟย์ (Dawn Fay) ประธานฝ่ายปฏิบัติการของ Robert Half อธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่คิดจะเปลี่ยนงานในปีนี้ เป็นเพราะว่าพวกเขามีความคาดหวังต่อเส้นทางอาชีพที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะ Gen Z พวกเขาเน้นเลือกงานให้ "สอดคล้องกับเป้าหมาย" ของตนเอง ซึ่งสำคัญไม่แพ้เรื่องเงินเดือนเลย

หากพวกเขารู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่มีความก้าวหน้า หรือมองไม่เห็นโอกาสที่จะเติบโต พวกเขาก็พร้อมมองหาทางเลือกอื่น แทนที่จะรอให้สถานการณ์เปลี่ยนไปเอง

จุดนี้ทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนงานของ Gen Z ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามองตลาดงานในแง่ดี หรือคิดว่าการหางานใหม่เป็นเรื่องง่าย แต่พวกเขาอาจมองว่า การอยู่กับงานเดิมก็มีต้นทุนเช่นกัน หากงานนั้นไม่เปิดทางให้เติบโตหรือไม่ตอบโจทย์ชีวิตที่ต้องการ

“การย้ายงาน” ยุคนี้ ไม่ทำให้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเหมือนยุคก่อน

ย้อนกลับไปในอดีต คนทำงานรุ่นก่อนๆ มักมองว่า การเปลี่ยนบริษัทเป็นหนึ่งในวิธีเพิ่มรายได้ที่เห็นผล แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ความได้เปรียบนี้กำลังลดลง โดยข้อมูลปี 2025 จาก ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแอตแลนตา (Federal Reserve Bank of Atlanta) พบว่า

คนที่อยู่กับนายจ้างเดิมได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 4.6% ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ขณะที่คนที่เปลี่ยนงานได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 4.8% แตกต่างกันเพียง 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ พูดง่ายๆ ว่าส่วนต่างเรื่องเงินเดือนระหว่างคนที่อยู่กับงานเดิมกับคนที่ย้ายงานแทบจะไม่ต่างกันเลย แถมส่วนต่างนั้นยังอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

นั่นหมายความว่า การย้ายงานในตลาดงานปัจจุบัน ไม่ได้รับประกันว่าจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นมากแบบก้าวกระโดด อย่างที่คนทำงานคาดหวังอีกแล้ว ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงของการลาออกก็สูงขึ้น เพราะหากหางานใหม่ไม่ได้ทันที คนทำงานอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง

ข้อมูลจาก ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก (Federal Reserve Bank of New York) ระบุว่า ในเดือนธันวาคม 2025 คนทำงานประเมินว่า หากตกงาน โอกาสที่จะหางานใหม่ได้อยู่ที่เฉลี่ยเพียง 43.1% ดังนั้น คนที่กำลังคิดจะย้ายงานจึงต้องชั่งน้ำหนักมากขึ้นว่า เงินเดือนและโอกาสจากงานใหม่ คุ้มกับความเสี่ยงที่จะออกจากงานปัจจุบันหรือไม่

ทำไม Gen Z ยังคิดจะเปลี่ยนงานใหม่ ทั้งที่งานหายาก?

อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกด้านหนึ่ง สาเหตุที่คนรุ่นใหม่อยากเปลี่ยนงาน ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า งานที่ทำอยู่ก็ไม่ได้ตอบโจทย์พวกเขาเสมอไป เช่น อาจจะรู้สึกว่างานปัจจุบันไม่มีโอกาสเติบโต รายได้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หรือรูปแบบการทำงานไม่เหมาะกับชีวิต ดังนั้น การอยู่ทำงานต่อในบริบทแวดล้อมแบบนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ปรากฏการณ์ Gen Z มากถึง 55% อยากหางานใหม่ มีความน่าสนใจว่า แม้ตลาดงานซบเซา พวกเขายังกล้าลาออกจากที่เดิม ทั้งที่รู้ว่าการหางานใหม่ในเวลานี้มีความเสี่ยงตกงาน เพราะลึกๆ แล้วก็เชื่อว่า จะสามารถหางานที่ตอบโจทย์ความต้องการของตนเองได้มากกว่าเดิมนั่นเอง

ความต้องการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนทำงานที่มีประสบการณ์ทำงานแล้วเท่านั้น แต่ยังเห็นได้ชัดในกลุ่มคนที่กำลังจะเริ่มต้นทำงานอย่างกลุ่มเด็กจบใหม่ด้วย

เด็กจบใหม่ก็เจอตลาดงานที่ยากขึ้นเช่นกัน แต่ความหวังไม่ลดลง

รายงานจาก Kickresume เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 พบว่า ประมาณ 58% ของนักศึกษาที่จบการศึกษาระหว่างปี 2024-2025 ยังคงหางานแรกอยู่ เทียบกับ 25% ของผู้จบการศึกษาในช่วงก่อนหน้านั้น แปลว่า งานระดับเริ่มต้นหายากขึ้น ทำให้เด็กจบใหม่ว่างงานในจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม

สอดคล้องกันกับข้อมูลจาก ZipRecruiter ที่พบว่า ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นคิดเป็นเพียง 38.6% ของประกาศงานทั้งหมดในเดือนมีนาคม 2026 ลดลงจาก 44% ในปี 2023 ทีนี้ เมื่อจำนวนงานระดับเริ่มต้นลดลง แต่จำนวนคนที่ต้องการงานยังสูง การแข่งขันแย่งงานกันจึงทวีความดุเดือดมากขึ้นตามไปด้วย

โดยพบว่า จำนวนการคลิกสมัครงานต่อตำแหน่งงาน 1 ตำแหน่งบนเว็บหางาน มียอดคลิกเพิ่มขึ้นเกือบ 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้มองเห็นภาพว่า แม้ตลาดงานยากขึ้น แต่ความคาดหวังของ "คนหางาน" (ทั้งคนที่มีประสบการณ์แล้วและเด็กจบใหม่) ไม่ได้ลดลง

สถานการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความย้อนแย้งที่น่าสนใจ ด้านหนึ่ง คนทำงาน Gen Z รู้ว่าตลาดงานไม่แน่นอน งานใหม่ไม่ได้หาได้ง่าย และการเปลี่ยนงานก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นมาก

แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขายังต้องการงานที่ให้มากกว่าแค่ “มีเงินเดือนเข้าบัญชีทุกเดือน” พวกเขายังคงมองหา รายได้ที่ดีขึ้น สวัสดิการที่เหมาะสม ความยืดหยุ่นในการทำงาน โอกาสเติบโต และความรู้สึกว่างานที่ทำมีความหมาย

อยู่กับงานเดิม แค่เพราะกลัวหางานใหม่ไม่ได้ อาจไม่ใช่คำตอบ

ตัวเลข 55% จึงอาจไม่ได้สะท้อนเพียงว่า Gen Z เป็นคนรุ่นที่เปลี่ยนงานบ่อย แต่สะท้อนว่า ความคาดหวังต่อการทำงานกำลังเปลี่ยนไป ในขณะที่ตลาดแรงงานกลับไม่ได้เปลี่ยนไปในทิศทางที่เอื้อต่อคนทำงานมากขึ้น

สำหรับคนรุ่นใหม่ การอยู่กับงานเดิมเพียงเพราะกลัวว่าจะหางานใหม่ไม่ได้ อาจไม่ใช่คำตอบ หากงานนั้นไม่สามารถพาพวกเขาไปสู่รายได้ ความก้าวหน้า หรือรูปแบบชีวิตที่ต้องการ

และนี่คือความท้าทายสำคัญของ Gen Z ในตลาดงานเวลานี้ พวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะยอมรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนงาน หรืออยู่กับความเสี่ยงของการติดอยู่ในงานที่ไม่ตอบโจทย์ตัวเอง ขณะที่ทั้งสองทางเลือกต่างก็ไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม

 

 

อ้างอิง: Fortune, Robert Half, newyorkfed.org, kickresume