วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2569

Login
Login

อยากรวยอย่าขอขึ้นเงินเดือน! มหาเศรษฐี แนะ Gen Z ควรขอ “หุ้น” บริษัท

พนักงานประจำอยากรวย? อย่ารอแค่ขึ้นเงินเดือน Dylan Taylor มหาเศรษฐีผู้ทำเงินล้านแรกได้ตั้งแต่อายุ 27 ปี แนะ Gen Z ต่อรองขอ “หุ้นบริษัท” เติบโตระยะยาวและคุ้มค่ากว่า

KEY POINTS

  • ดีแลน เทย์เลอร์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Voyager Technologies แนะคนรุ่นใหม่ Gen Z ว่าหากต้องการสร้างความมั่งคั่ง ควรให้ความสำคัญกับการขอ "หุ้น" หรือสิทธิการเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของบริษัท (Equity) มากกว่าการต่อรองขอขึ้นเงินเดือน
  • เขาชี้ว่าการถือหุ้นเป็นการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวตามการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งแตกต่างจากรายได้ประจำที่อาจไม่เพียงพอต่อการสร้างฐานะที่ร่ำรวยได้
  • การเจรจาขอหุ้นสามารถเริ่มจากการแสดงความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในความสำเร็จของบริษัท ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในสายตานายจ้าง และแสดงถึงความผูกพันกับองค์กร
  • สำหรับบริษัทที่ไม่มีนโยบายให้หุ้น พนักงานยังสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ผ่านการลงทุนอย่างสม่ำเสมอในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น กองทุนดัชนีต้นทุนต่ำ

เวลาสมัครงานใหม่ หากผู้สมัครผ่านแบบทดสอบต่างๆ สารพัดด่าน จนเข้ามาถึงรอบของการสัมภาษณ์งานได้แล้ว ช่วงท้ายๆ ของการสัมภาษณ์ ก็มักจะต้องเจอคำถามสำคัญที่สุด คือ “คาดหวังเงินเดือนเท่าไร?” คาดหวังโบนัส การขึ้นเงินเดือนอย่างไร? และเชื่อว่าวัยทำงานส่วนใหญ่คงคาดหวังเรื่องการปรับขึ้นเงินเดือนทุกปี

เพราะหลายคนก็มองว่า การขึ้นเงินเดือน เป็นอีกหนึ่งหนทางนำไปสู่การมีฐานะดีขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุงาน แต่รู้หรือไม่? การอัปเงินเดือนสูงช่วยให้มีเงินใช้คล่องมือมากขึ้นได้ก็จริง แต่อาจไม่ช่วยให้มั่งคั่งได้ดั่งใจหวัง

ทั้งนี้ มีวิธีอื่นที่น่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า โดย ดีแลน เทย์เลอร์ (Dylan Taylor) มหาเศรษฐีระดับพันล้าน ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Voyager Technologies เขาแชร์ไอเดียการสร้างความมั่งคั่งว่า คนทำงานรุ่นใหม่ไม่ควรคิดเรื่องค่าตอบแทนแค่ตัวเลขที่จะได้รับเข้าบัญชีในแต่ละเดือน เพราะยังมีอีกสิ่งที่สามารถสร้างมูลค่าได้ในระยะยาว นั่นคือ การได้ถือหุ้นบริษัทหรือการได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัท

อยากรวยอย่าขอขึ้นเงินเดือน! มหาเศรษฐี แนะ Gen Z ควรขอ “หุ้น” บริษัท Dylan Taylor มหาเศรษฐีพันล้าน ผู้ก่อตั้ง Voyager Technologies

ย้อนกลับไปในช่วงเป็นหนุ่มวัยทำงานไฟแรง เทย์เลอร์ ขึ้นชื่อว่าเป็นคนสายเทคฯ ที่สร้างความมั่งคั่งให้ตนเองได้ตั้งแต่อายุน้อย โดยเขาทำเงินล้านแรกได้ตอนอายุ 27 ปี ซึ่งเร็วกว่าวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ถึง 5 ปี

จากประสบการณ์ส่วนตัวของเขา เขาเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ควรเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องค่าตอบแทนจากการทำงาน ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัทและหากมีโอกาสเลือกระหว่าง "เงินเดือนที่สูงขึ้น" กับ  "สิทธิในการถือหุ้น" เขาแนะนำให้ลองชั่งน้ำหนักกับอย่างหลังมากขึ้น 

“ผมคิดว่าการทำเงินจำนวนมากจากการทำงานให้คนอื่นเป็นเรื่องยาก” เทย์เลอร์บอกผ่านการสัมภาษณ์กับ Fortune พร้อมอธิบายว่า รายได้จากการทำงาน กับรายได้จากการถือครองสินทรัพย์เป็นคนละเรื่องกัน

“มีสองวิธีในการสร้างเงิน คือรายได้ (Income) และ สิทธิในการถือหุ้น (Equity) ผมคิดว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานหรือผู้ก่อตั้งบริษัท ก็ควรพยายามเพิ่มสัดส่วน Equity และลดการพึ่งพารายได้ประจำ เพราะสิ่งที่เราถือครองสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ในระยะยาว”

นี่ไม่ใช่คำแนะนำที่เทย์เลอร์เพิ่งค้นพบหลังกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่เป็นวิธีที่เขาใช้กับตัวเองมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงานเลยก็ว่าได้

อยากรวยอย่าขอขึ้นเงินเดือน! มหาเศรษฐี แนะ Gen Z ควรขอ “หุ้น” บริษัท

จากการต่อรองเงินเดือน สู่การมีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท

เมื่อย้อนกลับไปในช่วงต้นอาชีพ เทย์เลอร์บอกว่าเขามักเลือกต่อรองค่าจ้างในลักษณะที่เป็น Equity มากกว่า ที่จะต่อรองขอเงินเดือนประจำที่สูงขึ้น เพราะเชื่อว่า การได้มีส่วนในบริษัทจะเปิดโอกาสให้เขาได้รับผลตอบแทนตามการเติบโตของธุรกิจ เมื่อมองย้อนกลับไป เขาบอกว่าการตัดสินใจนั้นกลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่คุ้มค่าที่สุดที่เขาเคยทำในแง่ของการสร้างรายได้จากการเป็นมนุษย์เงินเดือน

เส้นทางการสร้างความมั่งคั่งของเขาไม่ได้มาจากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว เทย์เลอร์เคยบริหารบริษัทมหาชนในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ ธุรกิจด้านอิเล็กทรอนิกส์ การเงิน ไปจนถึงการธนาคาร พร้อมกับลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และบริษัทต่าง ๆ เช่น Robinhood, Relativity Space และ Calm

ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 20 กว่าปี รวมถึงการนำ Voyager Technologies เข้าตลาดหุ้น ทำให้วันนี้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีในที่สุด Fortune ระบุว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลสรุปทางการเงินของเทย์เลอร์เพื่อยืนยันสถานะมหาเศรษฐีของเขา โดยพบว่าเขามีทรัพย์สินแตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ขณะที่มีอายุ 53 ปี

ดังนั้น แนวคิดเรื่อง Equity จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของผู้ก่อตั้งบริษัทหรือผู้บริหารที่มีอำนาจต่อรองสูงเท่านั้น เทย์เลอร์มองว่า แม้แต่คนทำงานระดับเริ่มต้นอายุ 24 ปีที่เพิ่งทำงานมาได้ไม่กี่ปี ก็สามารถเปิดบทสนทนาเรื่องนี้กับนายจ้างได้

ถ้าอยากได้หุ้นแทนขึ้นเงินเดือน ต้องเริ่มต่อรองกับนายจ้างอย่างไร?

เทย์เลอร์ อธิบายลึกลงไปอีกว่า การขอสิทธิถือหุ้นบริษัท ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการยื่นคำขอแบบจริงจังว่า “ขอหุ้นเพิ่ม” แต่สามารถเริ่มจากการพูดคุยเรื่องโครงสร้างค่าตอบแทน

เขายกตัวอย่างว่า หากพนักงานคนหนึ่งบอกหัวหน้าว่า “ผมยอมได้เงินเท่าเดิม แต่ผมอยากมีส่วนในมูลค่าบริษัทที่เรากำลังร่วมกันสร้างมากขึ้น” นายจ้างจำนวนมากอาจมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดี เพราะแสดงให้เห็นว่าพนักงานสนใจการเติบโตของบริษัท ไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนของตัวเองในระยะสั้น

ในมุมของบริษัทเอง แนวคิดเรื่องการแบ่งปัน Equity ยังช่วยเชื่อมผลประโยชน์ของพนักงานเข้ากับความสำเร็จของธุรกิจ เพราะเมื่อบริษัทเติบโตและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ผู้ถือหุ้นก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกบริษัทจะมีโครงสร้างค่าตอบแทนแบบนี้ เทย์เลอร์ยอมรับว่า ในธุรกิจบางประเภท การขอสิทธิถือหุ้นอาจทำได้ยาก แต่สำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่มีการให้ Stock Options หรือสิทธิซื้อหุ้นแก่พนักงานอยู่แล้ว เขามองว่า หากคุณอยู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ อย่างน้อยก็ควรถาม อย่าเก็บเงียบเอาไว้

อย่างไรก็ตาม หากบริษัทตอบว่า “ยังไม่ได้” เทย์เลอร์ก็ไม่ได้มองว่าบทสนทนาจะจบลงแค่ตรงนั้น แต่พนักงานสามารถถามต่อไปได้อีกว่า “แล้วต้องถึงระดับไหน หรือทำงานไปถึงจุดไหน จึงจะมีสิทธิได้รับ?” เพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลแวดล้อมเพิ่มเติม

สำหรับเทย์เลอร์ เขามองว่าคำถามนี้มีความหมายมากกว่าการต่อรองค่าตอบแทน เพราะช่วยให้นายจ้างเห็นว่าพนักงานกำลังคิดถึงการสร้างคุณค่าให้บริษัทในระยะยาว

อยากรวยอย่าขอขึ้นเงินเดือน! มหาเศรษฐี แนะ Gen Z ควรขอ “หุ้น” บริษัท

ถึงแม้บริษัทจะไม่มีหุ้นให้ พนักงานก็ยังสร้างความมั่งคั่งได้

แต่ถ้าหนุ่มสาวคนไหนทำงานอยู่ในบริษัทซึ่งไม่มี Stock Options หรือ Equity เทย์เลอร์ ก็มีคำแนะนำเรื่องการลงทุนอีกอย่างสำหรับพนักงานบริษัททั่วไป ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างแปลกแหวกแนวอยู่สักหน่อย นั่นคือการใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Barbell Strategy

แนวคิดนี้คือ เมื่อมีเงินเก็บสำหรับการลงทุนแล้ว ให้แบ่งเงินลงทุนออกเป็น 2 ฝั่ง โดยนำเงินส่วนใหญ่ไปไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า และกันเงินอีกส่วนหนึ่งไว้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า แต่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนมากกว่า

เทย์เลอร์ยกตัวอย่างว่า หากเป็นแนวทางของเขาเอง อาจแบ่งเงินประมาณ 70% ไปลงทุนในดัชนี FTSE 100 และอีก 30% ใน Bitcoin แม้เขาจะยอมรับว่าสัดส่วนดังกล่าวฟังดูสุดโต่ง แต่เชื่อว่ากลยุทธ์ลักษณะนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างนี้เป็นแนวคิดการลงทุนส่วนตัวของเทย์เลอร์ ไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกคน เพราะการจัดสรรเงินลงทุนควรขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ เป้าหมายทางการเงิน และสถานการณ์ของตัวเอง

ไม่ใช่แค่ เทย์เลอร์ ที่เชื่อในแนวคิด Equity แต่นักธุรกิจหลายคนก็ทำ!

ซีอีโอ Voyager Technologies ไม่ใช่คนเดียวที่มองว่า การมีส่วนเป็นเจ้าของบริษัทสามารถเปลี่ยนเส้นทางการสร้างความมั่งคั่งได้ แต่ยังมี มาร์ติน มิญโญต์ (Martin Mignot) นักลงทุนรายแรก ๆ ของ Deliveroo ก็กลายเป็นเศรษฐีก่อนอายุ 30 จากการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพยุโรปตั้งแต่ช่วงแรก ๆ

ขณะที่คนวัยเดียวกันกำลังไต่ระดับในสายงานองค์กร เขากลับเลือกนำเงินไปลงทุนในบริษัทอย่าง Revolut, Trainline และ Personio ปัจจุบัน มิญโญต์เป็น Partner ของ Index Ventures บริษัทลงทุนที่เขาเองเคยเข้าลงทุนตั้งแต่ระยะเริ่มต้นในบริษัทอย่าง Figma, Scale AI และ Wiz

เมื่อถามถึงคำแนะนำด้านอาชีพสำหรับ Gen Z ก็พบว่ามิญโญต์ให้ความสำคัญกับเรื่องเดียวกับเทย์เลอร์ นั่นคือ “การได้สิทธิถือหุ้นบริษัท คือหัวใจสำคัญ”

มิญโญต์เคยบอกกับ Fortune ว่า การได้เข้าไปทำงานกับบริษัทอย่าง Revolut, Robinhood หรือ Figma ตั้งแต่ช่วงที่บริษัทยังเติบโตเร็ว สามารถเป็นตัวเร่งความมั่งคั่งที่สำคัญ เพราะไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานคนแรก แม้เข้าร่วมตอนบริษัทมีพนักงาน 100 หรือ 200 คน ก็ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัทผ่านการขอสิทธิถือหุ้น

แต่สำหรับคนที่ไม่มีโอกาสทำงานในบริษัทที่ให้หุ้น รามิต เซธี (Ramit Sethi) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและผู้เขียนหนังสือขายดี I Will Teach You To Be Rich เสนอทางเลือกที่เรียบง่ายกว่า นั่นคือ ลงทุนอย่างสม่ำเสมอในกองทุนดัชนีต้นทุนต่ำ แล้วปล่อยให้เงินทำงานไปกับเวลา

เซธีไม่เห็นด้วยกับการพยายามจับจังหวะตลาด เพื่อซื้อขายให้ได้กำไรแบบช่วงสั้น ๆ เพราะคนอายุน้อยมีข้อได้เปรียบสำคัญที่คนอื่นไม่มี นั่นคือ เวลา โดยเขาเปรียบเทียบ "การลงทุนระยะยาว" ว่าเหมือนกับ "การทำอาหารวัน Thanksgiving" เมื่อเอาไก่งวงเข้าเตาอบแล้ว ก็ปิดฝาเตาอบและปล่อยให้มันค่อย ๆ สุกไปเอง ไม่ต้องไปปรับไฟหรือไปพลิกกลับด้านอะไรทั้งนั้น

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นสร้างฐานะ เซธีจึงมองว่าไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินก้อนใหญ่เสียก่อน แม้เริ่มลงทุนเดือนละ 50 ดอลลาร์ตั้งแต่อายุน้อย และทำอย่างสม่ำเสมอ ก็เปิดโอกาสให้ “เวลา” กลายเป็นแรงส่งสำคัญในการเติบโตของเงินลงทุนได้

 

 

อ้างอิง: Fortune, Ramit SethiMartin Mignot