สำหรับหลายคน “กาแฟ” เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในตอนเช้า นอกจากจะช่วยให้ตื่นตัวและพร้อมเริ่มต้นวันใหม่แล้ว งานวิจัยล่าสุดยังพบว่า พฤติกรรมการดื่มกาแฟเป็นประจำอาจสัมพันธ์กับองค์ประกอบของร่างกาย ระบบเผาผลาญ และระดับฮอร์โมนบางชนิด โดยเฉพาะในผู้ชาย
งานวิจัยจาก University of Oulu ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร European Journal of Nutrition ศึกษาคนวัยกลางคนมากกว่า 2,200 คน พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟมากกว่ามีแนวโน้มมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายต่ำกว่า ไขมันในช่องท้องน้อยกว่า และมีมวลกล้ามเนื้อโครงร่างมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มกาแฟน้อยหรือไม่ดื่มเลย
นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ชายยังพบความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณกาแฟกับระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน รวมถึงตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลและการทำงานของอินซูลิน
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ไม่ได้หมายความว่า “ยิ่งดื่มกาแฟมากจะยิ่งผอม มีกล้ามเนื้อ หรือมีฮอร์โมนเพศชายสูง” เพราะงานวิจัยพบเพียงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ากาแฟเป็นสาเหตุโดยตรง
กรุงเทพธุรกิจ ชวนสำรวจว่า กาแฟหนึ่งแก้วที่หลายคนดื่มเป็นประจำทุกวัน อาจเกี่ยวข้องกับไขมัน กล้ามเนื้อ ฮอร์โมน และระบบเผาผลาญอย่างไร
งานวิจัยฟินแลนด์ เจาะข้อมูลคนกว่า 2,200 คน
งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลจากโครงการ Northern Finland Birth Cohort 1966 ซึ่งเป็นโครงการติดตามสุขภาพประชากรระยะยาวของประเทศฟินแลนด์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เข้าร่วม 2,264 คน ขณะมีอายุ 46 ปี
นักวิจัยแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 4 กลุ่มตามปริมาณกาแฟที่ดื่มเป็นประจำ ได้แก่
- ไม่ดื่มกาแฟ
- ดื่มวันละ 1-2 แก้ว
- ดื่มวันละ 3-4 แก้ว
- ดื่ม 5 แก้วขึ้นไปต่อวัน
คนส่วนใหญ่ในการศึกษาดื่มกาแฟเป็นประจำ มีเพียง 70 คนเท่านั้นที่ไม่ดื่มเลย ขณะที่ผู้เข้าร่วม 1,076 คนดื่ม 5 แก้วขึ้นไปต่อวัน
นอกจากการสอบถามพฤติกรรมการดื่มกาแฟแล้ว นักวิจัยยังตรวจองค์ประกอบของร่างกาย ระดับน้ำตาลและอินซูลิน ไขมันในเลือด ฮอร์โมนเพศ รวมถึงวิเคราะห์สารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญในเลือดอีก 164 รายการ เพื่อดูว่าการดื่มกาแฟสัมพันธ์กับการทำงานของร่างกายในด้านใดบ้าง
คนที่ดื่มกาแฟมากกว่า มีแนวโน้มไขมันน้อยและกล้ามเนื้อมากกว่า
หนึ่งในผลการศึกษาที่น่าสนใจคือ ผู้ที่ดื่มกาแฟมากกว่ามีแนวโน้มมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายต่ำกว่า มวลไขมันรวมน้อยกว่า ไขมันในช่องท้องน้อยกว่า และมีมวลกล้ามเนื้อโครงร่างมากกว่า แต่ค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ของผู้เข้าร่วมแต่ละกลุ่มกลับใกล้เคียงกัน
นั่นหมายความว่า คนที่ดื่มกาแฟมากไม่ได้มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าอย่างชัดเจน แต่อาจมี “องค์ประกอบของร่างกาย” แตกต่างกัน กล่าวคือ แม้น้ำหนักหรือ BMI ใกล้เคียงกัน แต่สัดส่วนระหว่างไขมันและกล้ามเนื้ออาจไม่เท่ากัน
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะ BMI บอกเพียงความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักกับส่วนสูง แต่ไม่สามารถแยกได้ว่าน้ำหนักนั้นมาจากไขมันหรือกล้ามเนื้อมากน้อยแค่ไหน
โดยเฉพาะ “ไขมันในช่องท้อง” หรือไขมันที่สะสมรอบอวัยวะภายใน ซึ่งแตกต่างจากไขมันใต้ผิวหนังทั่วไป เพราะหากมีมากเกินไปจะสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวานชนิดที่ 2 และความผิดปกติของระบบเผาผลาญ
อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้พบเพียงว่า คนที่ดื่มกาแฟมากมีแนวโน้มมีไขมันน้อยและกล้ามเนื้อมากกว่า แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า “กาแฟ” เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างดังกล่าว
กาแฟเพิ่มฮอร์โมนเพศชายจริงหรือ?
อีกประเด็นที่น่าสนใจจากงานวิจัยครั้งนี้ คือ ปริมาณกาแฟที่ดื่มอาจเกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ชาย
นักวิจัยพบว่า ผู้ชายที่ดื่มกาแฟในระดับปานกลางถึงมากมีระดับเทสโทสเตอโรนรวม (Total Testosterone) สูงกว่าผู้ชายที่ไม่ดื่มกาแฟ โดยความสัมพันธ์นี้ยังคงพบแม้จะนำปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อระดับฮอร์โมนมาพิจารณาร่วมด้วย เช่น BMI การสูบบุหรี่ การออกกำลังกาย การดื่มแอลกอฮอล์ และระดับการศึกษา
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า การดื่มกาแฟเพิ่มขึ้นทุก 1 แก้วต่อวัน สัมพันธ์กับระดับเทสโทสเตอโรนรวมที่สูงขึ้นประมาณ 0.29 นาโนโมลต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ ไม่ได้หมายความว่า ดื่มกาแฟเพิ่มหนึ่งแก้วแล้วเทสโทสเตอโรนจะเพิ่มขึ้นทันที เพราะเป็นเพียงความสัมพันธ์ที่พบจากการเปรียบเทียบข้อมูลของผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ไม่ใช่ผลจากการทดลองที่ให้ผู้เข้าร่วมดื่มกาแฟเพิ่มขึ้นโดยตรง
ผลการศึกษาในผู้หญิงแตกต่างจากผู้ชาย
ความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟกับระดับฮอร์โมนไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันทั้งในผู้ชายและผู้หญิง
ในกลุ่มผู้หญิง นักวิจัยไม่พบว่า การดื่มกาแฟมากขึ้นสัมพันธ์กับระดับเทสโทสเตอโรนรวมที่สูงขึ้นเหมือนในผู้ชาย แต่พบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมากมีแนวโน้มมีระดับ SHBG หรือโปรตีนที่จับกับฮอร์โมนเพศสูงขึ้น ขณะที่ระดับเทสโทสเตอโรนอิสระและดัชนีฮอร์โมนเพศชายอิสระมีแนวโน้มลดลง
ผลการศึกษานี้จึงชี้ให้เห็นว่า กาแฟอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของฮอร์โมนและระบบเผาผลาญในผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกัน และยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่า ความแตกต่างเหล่านี้เกิดขึ้นจากอะไรและส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างไร
กาแฟอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของอินซูลิน
นอกจากความสัมพันธ์กับไขมัน กล้ามเนื้อ และฮอร์โมนแล้ว นักวิจัยยังพบว่า การดื่มกาแฟอาจเกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ชาย
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่ดื่มกาแฟมากกว่ามีแนวโน้มมีระดับอินซูลินขณะอดอาหารต่ำกว่า รวมถึงมีระดับอินซูลินต่ำกว่าระหว่างการทดสอบความทนต่อน้ำตาล นอกจากนี้ ยังพบสัญญาณของภาวะดื้อต่ออินซูลินน้อยกว่า และร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ ร่างกายอาจใช้อินซูลินในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพของระบบเผาผลาญ
ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับงานวิจัยอีกตัวที่พบความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มกาแฟเป็นประจำกับความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ลดลง โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัย 30 การศึกษา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรวมมากกว่า 1.18 ล้านคน พบว่า กลุ่มที่ดื่มกาแฟมากที่สุดมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ต่ำกว่ากลุ่มที่ดื่มน้อยที่สุดประมาณ 29% ขณะที่การดื่มกาแฟเพิ่มขึ้นวันละ 1 แก้วสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงประมาณ 6%
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการดื่มกาแฟเพิ่มขึ้นจะช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้โดยตรง เพราะงานวิจัยเหล่านี้พบเพียงความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดื่มกาแฟกับความเสี่ยงของโรค ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ากาแฟเป็นสาเหตุที่ทำให้ความเสี่ยงลดลง
กาแฟกับกรดอะมิโน อีกหนึ่งความเชื่อมโยงกับระบบเผาผลาญ
นักวิจัยยังพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ ผู้ที่ดื่มกาแฟมากกว่ามีแนวโน้มมีระดับ กรดอะมิโนสายโซ่กิ่ง (BCAAs) ได้แก่ ลิวซีน ไอโซลิวซีน และวาลีนในเลือดต่ำกว่า
BCAAs เป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย โดยเฉพาะการสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ
ดังนั้น การพบระดับ BCAAs ในเลือดต่ำกว่า ไม่ได้หมายความว่ากรดอะมิโนเหล่านี้ไม่ดีต่อสุขภาพ
ประเด็นที่นักวิจัยให้ความสนใจคือ งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า การมี BCAAs ในกระแสเลือดสูงอย่างต่อเนื่องอาจสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลินและความผิดปกติของระบบเผาผลาญบางชนิด
การพบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟมากมีระดับ BCAAs ในเลือดต่ำกว่า จึงอาจเป็นอีกหนึ่งเบาะแสที่ช่วยให้เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างกาแฟกับระบบเผาผลาญได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า กาแฟเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ระดับ BCAAs ลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างไร
ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า “กาแฟทำให้ไขมันลด กล้ามเนื้อเพิ่ม”
ข้อจำกัดสำคัญที่สุดของงานวิจัยชิ้นนี้คือ นักวิจัยเก็บข้อมูลพฤติกรรมการดื่มกาแฟและข้อมูลสุขภาพในช่วงเวลาเดียวกัน
วิธีการดังกล่าวทำให้นักวิจัยมองเห็นว่า คนที่ดื่มกาแฟในปริมาณต่างกันมีลักษณะทางสุขภาพบางอย่างแตกต่างกัน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า อะไรเป็นสาเหตุและอะไรเป็นผล
ตัวอย่างเช่น คนที่ดื่มกาแฟมากอาจมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างแตกต่างจากคนที่ไม่ดื่มกาแฟ ซึ่งอาจมีผลต่อไขมัน กล้ามเนื้อ หรือระบบเผาผลาญเช่นกัน
นอกจากนี้ ปริมาณกาแฟยังมาจากการรายงานของผู้เข้าร่วมเอง และไม่มีข้อมูลละเอียดเกี่ยวกับขนาดของกาแฟแต่ละแก้ว ชนิดของเมล็ด วิธีการชง หรือสิ่งที่เติมลงไป เช่น นม น้ำตาล หรือครีม
จึงยังตอบไม่ได้ว่า ความสัมพันธ์ที่พบเกิดจาก “คาเฟอีน” โดยตรง หรืออาจเกี่ยวข้องกับสารอื่น ๆ ในกาแฟ รวมถึงพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้ดื่มกาแฟเอง
ผลวิจัยไม่ได้สรุปว่า ยิ่งดื่มกาแฟมากยิ่งดี
งานวิจัยนี้ทำให้เห็นว่า การดื่มกาแฟอาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพมากกว่าการช่วยให้รู้สึกตื่นตัว แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า กาแฟเป็นสาเหตุที่ทำให้ไขมันลดลง กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น หรือระดับเทสโทสเตอโรนเปลี่ยนแปลง จึงไม่ควรตีความว่า ยิ่งดื่มกาแฟมาก จะยิ่งดีต่อสุขภาพ
สำหรับคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนแก้วเพื่อหวังผลด้านรูปร่างหรือระบบเผาผลาญ สิ่งสำคัญกว่าคือการดื่มในปริมาณที่เหมาะกับตัวเอง โดยไม่รบกวนการนอนหรือทำให้เกิดผลข้างเคียงจากคาเฟอีน
กาแฟอาจเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพได้ แต่ไม่ใช่ทางลัดสู่การมีรูปร่างหรือสุขภาพที่ดี เพราะพื้นฐานที่สำคัญยังคงเป็นการกินอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ



