วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

Gen Z คุยกับหัวหน้า Gen X ไม่รู้เรื่อง? ภาษาต่างกันเป็นกำแพงต่างวัย

การสื่อสารวิกฤติในที่ทำงาน Gen Z คุยงานกับหัวหน้า Gen X Gen Y ไม่รู้เรื่อง? 80% คนรุ่นใหม่บอกว่า รุ่นใหญ่ใช้ภาษาการทำงานที่เข้าใจยาก ด้าน Gen X ก็ไม่เก็ตศัพท์วัยรุ่น

KEY POINTS

  • Gen Z ขาดโอกาสเรียนรู้มารยาทการสื่อสารในออฟฟิศเหมือนคนรุ่นก่อน เนื่องจากเริ่มต้นทำงานในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่เน้นการทำงานทางไกล
  • ความขัดแย้งหลักเกิดจากรูปแบบการสื่อสารที่ต่างกัน เช่น การเขียนอีเมล ที่ Gen Z มองว่าเป็นกันเอง แต่อาจถูกคนรุ่นเก่าตีความว่าไม่เป็นมืออาชีพหรือไม่ให้เกียรติ
  • ช่องว่างทางภาษามีอยู่ทั้งสองฝั่ง ทั้งศัพท์สแลงของ Gen Z (เช่น delulu, rizz) และศัพท์เฉพาะทางธุรกิจของคนรุ่น Gen X (เช่น blue-sky thinking) ที่ต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจ

เมื่อก่อนการเรียนรู้ว่า “ต้องพูดกับเจ้านายอย่างไร” ไม่ได้มีอยู่ในตำรา แต่เด็กจบใหม่มักจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ได้เองโดยค่อยๆ ซึมซับวิธีคุยงาน วิธีเขียนอีเมลทางการ วิธีแสดงความเห็นในที่ประชุม ผ่านการนั่งทำงานอยู่ข้างรุ่นพี่ หรือเห็นตัวอย่างจากคนรุ่นก่อน

พอทำงานไปนานๆ เข้า เด็กใหม่ก็จะเริ่มเข้าใจว่าเรื่องไหนควรพูดแบบไหน แม้แต่บทสนทนาที่ความเห็นไม่ตรงกัน หรือยังไม่สามารถให้คำตอบในทันที ก็มีวิธีพูดโต้แย้งได้อย่างสุภาพ เช่น “ขอเอาเรื่องนี้ขึ้นไปคุยกับผู้บริหาร” หรือ “ขอคิดนอกกรอบในหลายๆ มุมก่อนนะ” ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เรียนรู้จากการทำงานในออฟฟิศทุกวัน

แต่สำหรับ Gen Z หลายคน เส้นทางเข้าสู่โลกการทำงานกลับเริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาที่ออฟฟิศหายไปจากชีวิตประจำวัน เพราะพวกเขาเข้าสู่ตลาดแรงงานท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 การทำงานจากบ้าน และการประชุมผ่าน Zoom ทำให้พวกเขาแทบไม่ได้เรียนรู้กฎเกณฑ์เล็กๆ น้อยๆ ของที่ทำงานเหล่านั้นเลย เพราะการทำงานทุกอย่างถูกแทนที่ด้วยหน้าจอ การพูดคุยผ่านตัวหนังสือที่สื่ออารมณ์ได้ยาก

เมื่อชีวิตประจำวันของ Gen Z เติบโตมากับวิธีการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียและแอปแชต ขณะที่หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานต่างวัย ยังคุ้นเคยกับกรอบวิธีการสื่อสารแบบเดิม ความเข้าใจผิดเรื่องการทำงานจึงเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะแม้คนสองรุ่นจะกำลังพูดถึงเรื่องเดียวกัน แต่กลับใช้บริบทภาษาต่างกัน และต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจวิธีสื่อสารของอีกฝ่าย

เมื่อสัญญาณเล็กๆ อย่าง "วิธีการเขียนขึ้นต้นอีเมลต่างกัน" หรือ "การใช้เครื่องหมายวรรคตอนต่างกัน" (ถูกตีความต่างกัน) หรือ การไม่ใส่จุด Full Stop ปิดท้ายในอีเมล ฯลฯ เรื่องที่ดูเหมือนว่าไม่น่าใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็อาจกลายเป็นปัญหาเรื่อง “ความเป็นมืออาชีพ” ได้

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ศัพท์วัยรุ่น” แต่อยู่ที่มารยาทการสื่อสารในที่ทำงาน

ถ้าพูดถึงความต่างระหว่างวัยในที่ทำงาน หลายคนอาจนึกถึงคำอย่าง “delulu” (เพ้อฝัน/มโนไปเอง), “rizz” (หยอด/จีบ/หว่านเสน่ห์) หรือ “no cap” (พูดจริง/ไม่โม้/ไม่โกหก) ของ Gen Z ที่เหล่าบรรดาคนรุ่น Gen X หรือรุ่นบูมเมอร์คงจะฟังแล้วงง ไม่เก็ต ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร

ขณะที่คนรุ่นก่อนก็มีศัพท์การทำงานในออฟฟิศอย่าง “blue-sky thinking” (การคิดนอกกรอบ), “move the needle” (ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด) หรือ “boil the ocean” (พยายามทำเรื่องใหญ่เกินกำลัง) ที่คนรุ่นใหม่ฟังไม่เข้าใจเหมือนกัน

จนล่าสุด Sunny Workplace แพลตฟอร์มด้าน Employee Engagement ถึงกับเปิดตัว WorkGen Translation เครื่องมือออนไลน์ที่ช่วยแปลทั้งศัพท์สแลงและศัพท์ในออฟฟิศระหว่างคนต่างวัย แต่ความเข้าใจผิดที่สร้างปัญหาจริงๆ อาจไม่ใช่เรื่องศัพท์แปลกๆ เหล่านี้เลย แต่คือวิธีการสื่อสารที่แต่ละรุ่นคิดว่า “การสื่อสารแบบมืออาชีพ” ควรใช้วิธีของตนเองดีกว่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ Sunny Workplace ร่วมกับ Censuswide ได้ทำการสำรวจเรื่องวิธีการสื่อสารของคนต่างวัยในที่ทำงานในสหรัฐฯ 2,004 คน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็น Gen Z และ Baby Boomer อย่างละครึ่ง ผลสำรวจพบว่า 80% ของ Gen Z มองว่าความแตกต่างด้านภาษาระหว่างคนต่างรุ่นเป็นความท้าทายในที่ทำงาน ขณะที่มีเพียง 30% ของ Baby Boomer ที่รู้สึกแบบเดียวกัน

ไม่ใช่แค่ Gen Z ที่ “ไม่เข้าใจศัพท์การทำงานของรุ่นใหญ่” แต่รุ่นใหญ่ก็ไม่เก็ตศัพท์ Gen Z เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น 76% ของ Baby Boomer ที่ตอบแบบสำรวจไม่รู้ว่า “delulu” หมายถึงอะไร ขณะที่ 66% ไม่รู้จัก “rizz” และ 61% ไม่เข้าใจ “no cap”

ส่วน Gen Z เองก็มีศัพท์ในที่ทำงานที่พวกเขาไม่เข้าใจเหมือนกัน โดยมีเพียง 22% ที่บอกว่ารู้ความหมายของ “boil the ocean” และมีเพียง 25% ที่เข้าใจคำว่า “blue-sky thinking” แปลว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ (ประมาณ 75-78%) ไม่เข้าใจคำศัพท์ทั้งสองคำนี้เลย

แค่เขียนอีเมลผิดวิธี ก็ถูกมองว่า “ไม่มีมารยาท ไม่เป็นมืออาชีพ”

ปัญหาด้านการสื่อสารที่เกิดขึ้นจริงในออฟฟิศ ส่วนใหญ่มาจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องธรรมดากว่าที่คิด เบ็ตซี สนีลเลอร์ (Betsy Sneller) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์สังคมจาก Michigan State University อธิบายว่า คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน อาจไม่ได้เรียนรู้ “วัฒนธรรมของอีเมล” แบบเดียวกับคนรุ่นก่อน

สำหรับคนทำงานรุ่นเก่า การสื่อสารผ่านอีเมลมักถูกมองว่าเป็นช่องทางที่ค่อนข้างเป็นทางการ และมีความเป็นทางการแบบถาวรกว่าการแชต ขณะที่แพลตฟอร์ม Microsoft Teams หรือแพลตฟอร์มส่งข้อความอื่นๆ มีไว้สำหรับเรื่องสั้นๆ และการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการเท่านั้น

แต่คนที่เติบโตมากับโซเชียลมีเดียและแอปแชตอย่าง Gen Z อาจไม่ได้มีเส้นแบ่งการใช้งานเครื่องมือสื่อสารที่ชัดเจนแบบนั้น

การไม่ใส่คำทักทาย การไม่ลงเครื่องหมายวรรคตอน หรือการเริ่มต้นหัวอีเมลด้วยภาษาที่เป็นกันเอง จึงอาจเป็นเรื่องปกติสำหรับคนรุ่นหนึ่ง แต่กลับถูกตีความว่า “หยาบคาย” หรือ “ไม่ให้เกียรติ” สำหรับคนอีกรุ่นหนึ่ง

นี่คือจุดที่เรื่องเล็กๆ ในการสื่อสารเริ่มกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสิ่งที่ผู้ส่งข้อความมองว่าเป็น “ความเป็นกันเอง” อาจถูกผู้รับข้อความมองว่าเป็น “ความไม่เป็นมืออาชีพ” และเมื่อผู้ส่งเป็นเด็กจบใหม่ ความผิดพลาดในการสื่อสารก็อาจไม่ได้จบแค่การถูกเข้าใจผิด แต่อาจกลายเป็นการตีตราว่า เด็กใหม่คนนี้ทำงานไม่เป็น

กฎ-ธรรมเนียมในออฟฟิศ บางอย่างไม่มีใครสอน แต่ถูกคาดหวังให้ทุกคนรู้

เรเน่ เบลก (Renée Blake) รองศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์และ Social and Cultural Analysis จาก New York University อธิบายเรื่องนี้ผ่านแนวคิดที่เรียกว่า “Register” หรือรูปแบบการใช้ภาษาที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์และคนที่เรากำลังสื่อสารด้วย

คนเราเมื่อพูดคุยกับเพื่อนที่บ้าน ย่อมใช้ภาษาการสื่อสารไม่เหมือนตอนที่พูดกับหัวหน้า และการพูดคุยกับหัวหน้า ก็ไม่เหมือนกับเวลาที่เราพูดนำเสนองานต่อหน้าคนทั้งบริษัท

ปัญหาคือกฎเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีใครเขียนไว้เป็นคู่มือ แต่คนทำงานรุ่นก่อนได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ผ่านการสังเกตและการลองผิดลองถูก ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้แบบเดียวกัน เพราะการทำงานช่วงเริ่มต้นอาชีพเกิดขึ้นผ่านหน้าจอมากกว่าการนั่งอยู่ข้างคนที่มีประสบการณ์

ไอแอน สมิธ (Iain Smith) หัวหน้าฝ่าย Behavioral Science ของ Sunny Workplace เปรียบเทียบว่า เด็กจบใหม่ในอดีตอาจได้นั่งข้างคนที่ทำงานมานาน 20 ปี แล้วค่อยๆ เรียนรู้ทางลัด วิธีรับมือกับวันทำงานที่วุ่นวาย หรือแม้แต่วิธีพูดคุยในเรื่องเล็กๆ ว่า “สถานการณ์แบบนี้ควรพูดกับหัวหน้าอย่างไร” แต่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับไม่ได้มีประสบการณ์แบบนั้น พวกเขา “เข้า Zoom” แทน

ไม่ใช่แค่ Gen Z ที่ต้องปรับตัว แต่คนทุกรุ่นในที่ทำงานล้วนต้องปรับเข้าหากัน

อย่างไรก็ตาม การโยนปัญหาทั้งหมดให้ Gen Z อาจเป็นการมองเห็นปัญหาที่ผิวเผินเกินไป เพราะโควิด-19 ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการสื่อสารของคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ทำให้คนทำงานทุกวัยต้องเรียนรู้วิธีสื่อสารผ่านหน้าจอพร้อมกัน

เรเน่ เบลก เองก็เคยเจอประสบการณ์นี้ หลังจากเธอป่วยและต้องย้ายคลาสการสอนของเธอบางส่วน จากการสอนในห้องเปลี่ยนไปสอนผ่านออนไลน์ เธอคิดว่าการเรียนผ่านออนไลน์จะทำให้พูดคุยกับนักศึกษาแบบเป็นกันเองได้มากขึ้น

แต่สิ่งที่นักศึกษาบางคนรู้สึกกลับตรงกันข้าม พวกเขามองว่าความเป็นกันเองนั้นมากเกินไป เพราะเธอยังเป็นอาจารย์และพวกเขายังไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น เธอมองว่า ต้นต่อของปัญหาจริงๆ จึงไม่ใช่เรื่องว่า “วิธีพูดของใครถูกหรือผิด” แต่เป็นเรื่องของการที่คนแต่ละวัย มีความคาดหวังต่อสถานการณ์เดียวกันไม่เหมือนกัน

แม้แต่ AI ก็เข้ามามีบทบาทในช่องว่างนี้แล้ว คนรุ่นใหม่บางคนใช้ AI ช่วยเรียนรู้วิธีเขียนอีเมลหรือจดหมายแบบเป็นทางการ เพราะพวกเขาไม่เคยถูกสอนเรื่องนี้มาก่อน และไม่รู้จะไปถามใคร แต่ก็มีข้อเสียอยู่ เพราะข้อความที่ AI เขียนอาจดูเป็นทางการเกินไป แข็งกระด้าง หรือมีลักษณะเหมือนข้อความสำเร็จรูปจนขาดความเป็นมนุษย์

Gen Z วันนี้ อาจเจอปัญหาการสื่อสารกับ Gen Alpha วันหน้า

ที่น่าสนใจคือ มีวิจัยบางชิ้นรายงานว่า แต่ละ Generation ไม่ได้มีนิสัยการทำงานแตกต่างกันอย่างชัดเจนเสมอไป นั่นคือข้อมูลวิจัยจาก Meta-analysis ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Organizational Behavior ที่พบว่า เมื่อพิจารณาผลลัพธ์ด้านการทำงานหลายด้าน ความแตกต่างระหว่าง Generation ไม่ได้มีรูปแบบที่ชัดเจนและมีนัยสำคัญอย่างเป็นระบบมากนัก

สมิธเองซึ่งเป็นคนทำงานรุ่น Millennial ก็ยอมรับว่า คนรุ่นของเขาเคยถูกตั้งทฤษฎีสารพัดว่า จะเข้ามาเปลี่ยนหรือแม้กระทั่งทำลายโลกการทำงาน ทั้งที่งานวิจัยจำนวนมากกลับชี้ว่า ความแตกต่างเรื่องค่านิยมในการทำงาน Work-Life Balance ความเครียด ภาวะหมดไฟ และรูปแบบการทำงานระหว่าง Generation นั้น ถูกพูดเกินจริงไปมาก

สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดอาจไม่ใช่ “นิสัยของคนแต่ละ Generation” แต่เป็น สภาพแวดล้อมที่แต่ละรุ่นเติบโตและเรียนรู้การสื่อสาร และเส้นแบ่งนี้ก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่ Gen Z เพราะวันหนึ่ง Gen Z เองก็จะกลายเป็นคนที่บ่นคนรุ่นถัดไป (Gen Alpha และ Beta) ว่า “เด็กสมัยนี้พูดอะไรกัน?” (ผลสำรวจของ Sunny Workplace บอกด้วยว่า Gen Z ราวๆ 75% ก็ไม่เข้าใจศัพท์วัยรุ่นของ Gen Alpha เหมือนกัน)

สุดท้ายแล้ว ปัญหาในออฟฟิศอาจไม่ใช่ว่า Generation ไหนใช้วิธีการสื่อสารที่ถูกต้องเหมาะสมมากกว่ากัน เพียงแต่ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ เรากำลังมีคนหลายรุ่นที่เติบโตมากับ “กติกาการสื่อสาร” คนละชุด จึงไม่แปลกที่บางครั้งเราอาจไม่เข้าใจกันในบางเรื่องหรือบางมุม

เพราะต่อให้ศัพท์สแลง/วิธีพูด เปลี่ยนไปตามยุคสมัยแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ การเรียนรู้ว่าเมื่อเราต้องทำงานร่วมกับคนที่คิดและสื่อสารต่างจากเรา เราจะปรับวิธีพูดให้เข้าใจกันได้อย่างไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว การสื่อสารที่ดีในที่ทำงาน อาจไม่ใช่การบอกให้ทุกคนพูดในวิธีเดียวกัน แต่คือการทำให้สิ่งที่เราต้องการสื่อส่งไปถึงอีกฝ่ายแล้วเข้าใจได้ตรงกัน นั่นต่างหากคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด

 

 

อ้างอิง: Fortune, WorkGen Translate, gosunny.org, Boomers Don't Know DeluluGenerational differences at work