วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม 2569

Login
Login

Gen Z เกินครึ่งอยากเป็นอินฟลูฯ มหาลัยเร่งเปิดสอน ค่าเทอมหลักแสน

ในยุคหนึ่งอาชีพในฝันของวัยเรียนคงหนีไม่พ้น แพทย์ เภสัชกร  ครู พยาบาล ทนาย หรือวิศวกร แต่วันนี้สายงานในฝันของคนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นงานที่เมื่อ 20-30 ปีก่อนแทบไม่มีใครมองว่าเป็น “อาชีพ” ด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น YouTuber, TikToker หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างรายได้จากผู้ติดตามและแบรนด์ต่าง ๆ

จนล่าสุดมหาวิทยาลัยบางแห่งในสหรัฐอเมริกา ถึงกับเปิดหลักสูตรปริญญาตรีด้านการสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาโดยเฉพาะ สะท้อนว่าอาชีพจากโลกออนไลน์กำลังขยับเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างจริงจัง

เรากำลังพูดถึง Arizona State University (ASU) หรือ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา ได้เปิดหลักสูตรปริญญาตรี สาขา Content Creation สำหรับนักศึกษาที่ต้องการทำงานด้านการสร้างคอนเทนต์และสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์โดยเฉพาะ

นักศึกษาจะได้เรียนตั้งแต่ การวางแผนและผลิตคอนเทนต์สำหรับวิดีโอ พอดแคสต์ และโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการสร้างฐานผู้ติดตาม วิเคราะห์ข้อมูล ทำการตลาด สร้างแบรนด์ รวมถึงเรื่องลิขสิทธิ์ จริยธรรม และการหารายได้จากคอนเทนต์ โดยเปิดให้เรียนทั้งที่แคมปัสใน Phoenix, Los Angeles และทางออนไลน์

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การที่มหาวิทยาลัยยอมรับว่า “การทำคอนเทนต์” สามารถเป็นวิชาชีพได้จริง แต่คือ มีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่มองว่านี่คืออาชีพที่พวกเขาอยากทำจริง ๆ จนพร้อมลงทุนกับการเรียนรู้วิธีสร้างตัวตน ดึงผู้ติดตาม และเปลี่ยนความสนใจบนโลกออนไลน์ให้กลายเป็นรายได้

จากงานอดิเรกบนโซเชียล สู่เส้นทางอาชีพที่คนรุ่นใหม่อยากทำ

เหตุผลหนึ่งที่อาชีพอินฟลูเอนเซอร์ได้รับความสนใจมากขึ้น คือคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองโซเชียลมีเดียเป็นเพียงพื้นที่สำหรับดูความบันเทิงอีกต่อไป แต่เป็นทั้งพื้นที่ทำงาน สร้างชื่อเสียง และสร้างรายได้

ผลสำรวจของ Morning Consult ในปี 2023 พบว่า 57% ของ Gen Z อายุ 13-26 ปี บอกว่า หากมีโอกาส พวกเขาอยากทำอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ ตัวเลขนี้แทบไม่เปลี่ยนจากปี 2019 ซึ่งอยู่ที่ 59% แสดงให้เห็นว่าความสนใจดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นความต้องการที่อยู่กับคนรุ่นนี้มาหลายปีแล้ว

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ 53% บอกว่าพร้อมลาออกจากงานปัจจุบัน หากการทำคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิต ขณะที่ 30% บอกว่าพวกเขายอมจ่ายเงินเพื่อทำให้ความฝันในการเป็นอินฟลูเอนเซอร์เกิดขึ้นจริง

เหตุผลที่ทำให้อาชีพนี้ดึงดูด Gen Z ไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน แต่ยังรวมถึงความยืดหยุ่นและความรู้สึกสนุกกับงาน เพราะการเป็นอินฟลูเอนเซอร์เปิดโอกาสให้คนกำหนดเวลาทำงานเอง เลือกเรื่องที่อยากพูดได้เอง และสร้างตัวตนในแบบของตัวเองได้ โดยไม่ต้องมีกฎระเบียบองค์กรมาครอบงำ

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมอาชีพที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง “คนดังในอินเทอร์เน็ต” จึงค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะมาเป็นอาชีพที่มีทั้งตลาดงาน โมเดลธุรกิจ และทักษะเฉพาะทางรองรับ ปัจจุบันอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ และไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนทั่วไปที่สร้างฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่มและเปลี่ยนความสนใจเหล่านั้นให้กลายเป็นธุรกิจได้

Gen Z เกินครึ่งอยากเป็นอินฟลูฯ มหาลัยเร่งเปิดสอน ค่าเทอมหลักแสน

ไม่ได้สอนแค่ “ทำคลิป” แต่สอนตั้งแต่เริ่มสร้างตัวตน จนหาเงินได้จริง

หลักสูตรของ ASU จึงไม่ได้มองการเป็นครีเอเตอร์ว่า แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปแล้วโพสต์ แต่สอนให้นักศึกษาเข้าใจทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ เนื้อหาการเรียนการสอนครอบคลุมตั้งแต่การคิดและวางแผนคอนเทนต์ การผลิตวิดีโอและพอดแคสต์ การสร้างฐานผู้ติดตาม ไปจนถึงการใช้ข้อมูลวิเคราะห์ว่าเนื้อหาแบบไหนได้ผล รวมถึงการสร้างแบรนด์ การทำการตลาด การบริหารโซเชียลมีเดีย และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม

นักศึกษายังได้เรียนเรื่องที่สำคัญกับการทำคอนเทนต์ในโลกจริง เช่น ลิขสิทธิ์ จริยธรรม และวิธีสร้างรายได้จากผลงาน เพราะการมีผู้ติดตามจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเปลี่ยนผู้ติดตามเหล่านั้นให้กลายเป็นรายได้โดยอัตโนมัติ

ASU ระบุว่าหลักสูตรนี้ จะเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับการทำงานในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่นักวางกลยุทธ์คอนเทนต์ นักสร้างคอนเทนต์ อินฟลูเอนเซอร์ นักพัฒนาแบรนด์ ไปจนถึงผู้ดูแลโซเชียลมีเดียและงานด้านประชาสัมพันธ์

นั่นหมายความว่า แม้ชื่อหลักสูตรจะชวนให้นึกถึง “การเป็นอินฟลูเอนเซอร์” แต่เส้นทางหลังเรียนจบไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสร้างช่องของตัวเอง เพราะทักษะเดียวกันนี้ นักศึกษาก็สามารถนำไปทำงานกับบริษัทด้านครีเอทีฟ บริษัทด้านพัฒนาแบรนด์สินค้า หรือเอเจนซีได้ด้วย

นี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้อาชีพนี้แตกต่างจากภาพจำเดิม เพราะ การเป็นครีเอเตอร์ไม่ได้มีแค่คนหน้ากล้อง แต่ต้องมีทั้งคนวางกลยุทธ์ คนวิเคราะห์ข้อมูล คนดูแลแบรนด์ และคนที่อยู่เบื้องหลังการสร้างชุมชนออนไลน์

Gen Z เกินครึ่งอยากเป็นอินฟลูฯ มหาลัยเร่งเปิดสอน ค่าเทอมหลักแสน

ค่าเรียนหลักแสน แต่บางคนมองว่าคุ้ม เพราะครีเอเตอร์อาจหาเงินได้เยอะกว่างานประจำ?

แม้ใคร ๆ ก็สามารถเริ่มทำคอนเทนต์ได้ด้วยโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว แต่การจะทำให้คอนเทนต์กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นักศึกษาต่างรัฐที่เรียนหลักสูตรนี้ที่แคมปัส Los Angeles มีค่าเล่าเรียนพื้นฐานประมาณ 25,000 ดอลลาร์ต่อปี ยังไม่รวมค่าที่พักและค่าใช้จ่ายส่วนตัว อีกประมาณ 100,000 ดอลลาร์ ตลอดหลักสูตร 4 ปี

ขณะที่ผู้เรียนที่ Phoenix มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาพื้นฐานประมาณ 35,715 ดอลลาร์ต่อปี หรือหากรวมทั้งค่าเทอม ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็จะอยู่ที่ราว 142,860 ดอลลาร์ตลอดหลักสูตร 4 ปี หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4.6 ล้านบาท (คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนราว 32.85 บาทต่อดอลลาร์)

ตัวเลขนี้อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า จำเป็นแค่ไหน และคุ้มค่าไหม ที่จะต้องจ่ายเงินหลักล้านบาทเพื่อเรียนสิ่งที่สามารถเริ่มต้นเองได้จากโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง แต่สำหรับคนที่มอง "อาชีพครีเอเตอร์เป็นธุรกิจ" การเรียนหลักสูตรนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่การถ่ายคลิปเป็น แต่พวกเขาต้องการที่จะเข้าใจวิธีสร้างแบรนด์ ดึงผู้ติดตาม วิเคราะห์พฤติกรรมคนดู และเปลี่ยนฐานผู้ติดตามให้กลายเป็นรายได้

ASU ยังยกตัวอย่างรายได้ของสายงานต่าง ๆ ที่ผู้เรียนสามารถเอาความรู้และทักษะด้านคอนเทนต์จากสาขานี้ ไปต่อยอดทำอาชีพอื่น ๆ ได้ เช่น
1. นักการตลาดมีรายได้ประมาณ 133,000 ดอลลาร์ต่อปี 
2. ผู้จัดการฝ่ายการตลาด 166,000 ดอลลาร์ต่อปี 
3. ผู้จัดการประชาสัมพันธ์ 147,000 ดอลลาร์ต่อปี
 

โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ทักษะการสร้างคอนเทนต์สามารถนำไปต่อยอดสู่งานบริษัทที่มีรายได้สูงได้เช่นกัน ดังนั้น หลักสูตรนี้จึงไม่ได้เดิมพันกับความฝันว่า “ทุกคนจะกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง” แต่กำลังเดิมพันกับเศรษฐกิจที่ธุรกิจทุกประเภท ต้องการคนเข้าใจการสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านโลกออนไลน์มากขึ้น

เจาะรายได้อินฟลูฯ ถ้าต้องการ "รายได้สูง" ต้องไต่ขึ้นเป็นตัวท็อปในวงการ 

อย่างไรก็ตาม หากเจาะจงเฉพาะคนที่อยากเรียนเพื่อจบไปเป็นอินฟลูฯ จริงๆ มีเรื่องที่ต้องรู้และเตรียมใจให้ดีก่อน เพราะไม่ใช่อินฟลูฯ ทุกคนจะมีรายได้สูง ข้อมูลจาก CreatorIQ ซึ่งสำรวจครีเอเตอร์กว่า 300 คนในปี 2025-2026 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อปีของครีเอเตอร์อยู่ที่ 44,293 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) แต่เมื่อพิจารณาที่ค่ามัธยฐาน (median) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนรายได้ของ “คนตรงกลาง” อยู่ที่เพียง 3,000 ดอลลาร์ต่อแคมเปญเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจาก The Influencer Marketing Factory ซึ่งสำรวจครีเอเตอร์อเมริกัน 1,000 คนในเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่า มีเพียง 11% ของครีเอเตอร์ทั้งหมดที่ทำรายได้เกิน 100,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 3.5 ล้านบาท) ในขณะที่ 48.7% ของครีเอเตอร์ในสหรัฐฯ ทำรายได้ต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 350,000 บาท) 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า เงินในวงการครีเอเตอร์กำลังไหลไปสู่คนส่วนน้อยมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ต้องต่อสู้กับรายได้ที่ไม่แน่นอนและต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

อีกหนึ่งตัวอย่างมาจากรายงานของ Forbes ในปี 2026 ได้เปิดเผยรายชื่อ Top Creators 2026 ซึ่งประกอบด้วยครีเอเตอร์ 50 คนที่ทำรายได้สูงที่สุดจากทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยครีเอเตอร์กลุ่มนี้ทำรายได้รวมกันเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 35,000 ล้านบาท) เป็นครั้งแรก

ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างรายได้มหาศาลของสายอาชีพนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ตอกย้ำว่า ความร่ำรวยระดับพันล้านดอลลาร์นั้นอยู่ในมือของคนเพียง 50 คนจากครีเอเตอร์หลายล้านคนทั่วโลก

Gen Z เกินครึ่งอยากเป็นอินฟลูฯ มหาลัยเร่งเปิดสอน ค่าเทอมหลักแสน

ไม่ใช่แค่ Gen Z เพราะเด็ก Gen Alpha ก็โตมากับความฝันแบบเดียวกัน

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ Gen Z เพราะคนรุ่นที่อายุน้อยกว่าก็กำลังเติบโตมากับภาพของครีเอเตอร์ในฐานะ “อาชีพจริง” ตั้งแต่เด็ก โดยตามรายงานของ Whop พบว่า 32% ของเด็ก Gen Alpha อายุ 12-15 ปี อยากเป็น YouTuber ขณะที่ 21% อยากเป็น TikTok Creator และ 19% สนใจเป็นนักพัฒนาเกม

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ YouTuber กลายเป็นอาชีพในฝันอันดับหนึ่งของเด็กกลุ่มนี้ แซงหน้าอาชีพดั้งเดิมอย่างหมอหรือพยาบาลที่อยู่ที่ 20% และครูที่ 14%

เหตุผลส่วนหนึ่งคือเด็ก Gen Alpha เติบโตมากับครีเอเตอร์ที่พวกเขาดูทุกวัน พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่า YouTuber แตกต่างจากดารา นักกีฬา หรือคนดังในโทรทัศน์มากนัก ตรงกันข้าม ครีเอเตอร์บนโลกออนไลน์กลับดูเข้าถึงง่ายกว่า เพราะเด็กสามารถติดตามชีวิต พูดคุย หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นผ่านหน้าจอได้โดยตรง

คาเมรอน ซูบ (Cameron Zoub) ผู้ร่วมก่อตั้ง Whop อธิบายว่า เด็ก Gen Alpha เติบโตมากับ YouTuber ที่เปลี่ยนการสร้างคอนเทนต์ให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้สูง และความใกล้ชิดกับผู้ติดตามทำให้เส้นทางนี้ดูเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถทำตามได้

สิ่งที่กำลังเปลี่ยนจึงไม่ใช่การที่คนรุ่นใหม่ “ไม่อยากทำงานแบบเดิม” แต่เป็นการที่พวกเขามีตัวเลือกเพิ่มขึ้นจากโลกดิจิทัล และเริ่มมองเห็นอาชีพที่คนรุ่นก่อนแทบไม่มีโอกาสเลือก

การที่มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตร Content Creation อย่างจริงจัง จึงสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกงานยุคใหม่ได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังพัฒนาเป็นอาชีพได้จริง ที่ต้องใช้ทั้งทักษะความคิดสร้างสรรค์ กลยุทธ์ การวิเคราะห์ และทักษะทางธุรกิจ เมื่อพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยน งานใหม่ก็ย่อมเกิดขึ้นตามมา

 

 

อ้างอิง: Fortune, Gen Alpha snub careers, Intel MorningConsult, Degrees.asu.eduDigitalApplied, CreatorSpotlightgigapay