เมื่อ “อินฟลูเอนเซอร์” กลายเป็นอาชีพจริงจัง! มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา สหรัฐ เอาใจวัยรุ่น เปิดหลักสูตรสอนการเป็นอินฟลูฯ-ครีเอเตอร์ ค่าเรียน 4 ปีแตะหลักแสนดอลลาร์
KEY POINTS
- ผลสำรวจพบว่า 57% ของกลุ่ม Gen Z มีความต้องการที่จะประกอบอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์
- มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เช่น Arizona State University ได้เปิดหลักสูตรปริญญาตรี สาขาการสร้างคอนเทนต์ (Content Creation) เพื่อตอบสนองความต้องการนี้
- หลักสูตรดังกล่าวมีค่าเล่าเรียนสูง โดยมีค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร 4 ปีอาจสูงถึงหลักแสนดอลลาร์หรือราวๆ หลักล้านบาท เพื่อแลกกับทักษะที่นำไปต่อยอดในสายงานอื่นได้
ในยุคหนึ่งอาชีพในฝันของวัยเรียนคงหนีไม่พ้น แพทย์ เภสัชกร ครู พยาบาล ทนาย หรือวิศวกร แต่วันนี้สายงานในฝันของคนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นงานที่เมื่อ 20-30 ปีก่อนแทบไม่มีใครมองว่าเป็น “อาชีพ” ด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น YouTuber, TikToker หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างรายได้จากผู้ติดตาม และแบรนด์ต่างๆ
จนล่าสุดมหาวิทยาลัยบางแห่งในสหรัฐอเมริกา ถึงกับเปิดหลักสูตรปริญญาตรีด้านการสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาโดยเฉพาะ สะท้อนว่าอาชีพจากโลกออนไลน์กำลังขยับเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างจริงจัง
เรากำลังพูดถึง Arizona State University (ASU) หรือ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา ได้เปิดหลักสูตรปริญญาตรี สาขา Content Creation สำหรับนักศึกษาที่ต้องการทำงานด้านการสร้างคอนเทนต์ และสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์โดยเฉพาะ
นักศึกษาจะได้เรียนตั้งแต่การวางแผน และผลิตคอนเทนต์สำหรับวิดีโอ พอดแคสต์ และโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการสร้างฐานผู้ติดตาม วิเคราะห์ข้อมูล ทำการตลาด สร้างแบรนด์ รวมถึงเรื่องลิขสิทธิ์ จริยธรรม และการหารายได้จากคอนเทนต์ โดยเปิดให้เรียนทั้งที่แคมปัสใน Phoenix, Los Angeles และทางออนไลน์
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การที่มหาวิทยาลัยยอมรับว่า “การทำคอนเทนต์” สามารถเป็นวิชาชีพได้จริงแต่คือ มีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่มองว่านี่คืออาชีพที่พวกเขาอยากทำจริงๆ จนพร้อมลงทุนกับการเรียนรู้วิธีสร้างตัวตน ดึงผู้ติดตาม และเปลี่ยนความสนใจบนโลกออนไลน์ให้กลายเป็นรายได้
จากงานอดิเรกบนโซเชียล สู่เส้นทางอาชีพที่คนรุ่นใหม่อยากทำ
เหตุผลหนึ่งที่อาชีพอินฟลูเอนเซอร์ได้รับความสนใจมากขึ้นคือ คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองโซเชียลมีเดียเป็นเพียงพื้นที่สำหรับดูความบันเทิงอีกต่อไป แต่เป็นทั้งพื้นที่ทำงาน สร้างชื่อเสียง และสร้างรายได้
ผลสำรวจของ Morning Consult ในปี 2023 พบว่า 57% ของ Gen Z อายุ 13-26 ปี บอกว่า หากมีโอกาส พวกเขาอยากทำอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ ตัวเลขนี้แทบไม่เปลี่ยนจากปี 2019 ซึ่งอยู่ที่ 59% แสดงให้เห็นว่าความสนใจดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นความต้องการที่อยู่กับคนรุ่นนี้มาหลายปีแล้ว
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ 53% บอกว่าพร้อมลาออกจากงานปัจจุบัน หากการทำคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิต ขณะที่ 30% บอกว่าพวกเขายอมจ่ายเงินเพื่อทำให้ความฝันในการเป็นอินฟลูเอนเซอร์เกิดขึ้นจริง
เหตุผลที่ทำให้อาชีพนี้ดึงดูด Gen Z ไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน แต่ยังรวมถึงความยืดหยุ่น และความรู้สึกสนุกกับงาน เพราะการเป็นอินฟลูเอนเซอร์เปิดโอกาสให้คนกำหนดเวลาทำงานเอง เลือกเรื่องที่อยากพูดได้เอง และสร้างตัวตนในแบบของตัวเองได้ โดยไม่ต้องมีกฎระเบียบองค์กรมาครอบงำ
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมอาชีพที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง “คนดังในอินเทอร์เน็ต” จึงค่อยๆ เปลี่ยนสถานะมาเป็นอาชีพที่มีทั้งตลาดงาน โมเดลธุรกิจ และทักษะเฉพาะทางรองรับ ปัจจุบันอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ และไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนทั่วไปที่สร้างฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่ม และเปลี่ยนความสนใจเหล่านั้นให้กลายเป็นธุรกิจได้
ไม่ได้สอนแค่ “ทำคลิป” แต่สอนตั้งแต่เริ่มสร้างตัวตน จนหาเงินได้จริง
หลักสูตรของ ASU จึงไม่ได้มองการเป็นครีเอเตอร์ว่า แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปแล้วโพสต์ แต่สอนให้นักศึกษาเข้าใจทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ เนื้อหาการเรียนการสอนครอบคลุมตั้งแต่การคิด และวางแผนคอนเทนต์ การผลิตวิดีโอ และพอดแคสต์ การสร้างฐานผู้ติดตาม ไปจนถึงการใช้ข้อมูลวิเคราะห์ว่าเนื้อหาแบบไหนได้ผล รวมถึงการสร้างแบรนด์ การทำการตลาด การบริหารโซเชียลมีเดีย และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม
นักศึกษายังได้เรียนเรื่องที่สำคัญกับการทำคอนเทนต์ในโลกจริง เช่น ลิขสิทธิ์ จริยธรรม และวิธีสร้างรายได้จากผลงาน เพราะการมีผู้ติดตามจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเปลี่ยนผู้ติดตามเหล่านั้นให้กลายเป็นรายได้โดยอัตโนมัติ
ASU ระบุว่าหลักสูตรนี้ จะเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับการทำงานในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่นักวางกลยุทธ์คอนเทนต์ นักสร้างคอนเทนต์ อินฟลูเอนเซอร์ นักพัฒนาแบรนด์ ไปจนถึงผู้ดูแลโซเชียลมีเดีย และงานด้านประชาสัมพันธ์
นั่นหมายความว่า แม้ชื่อหลักสูตรจะชวนให้นึกถึง “การเป็นอินฟลูเอนเซอร์” แต่เส้นทางหลังเรียนจบไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสร้างช่องของตัวเอง เพราะทักษะเดียวกันนี้ นักศึกษาก็สามารถนำไปทำงานกับบริษัทด้านครีเอทีฟ บริษัทด้านพัฒนาแบรนด์สินค้า หรือเอเจนซีได้ด้วย
นี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้อาชีพนี้แตกต่างจากภาพจำเดิม เพราะการเป็นครีเอเตอร์ไม่ได้มีแค่คนหน้ากล้อง แต่ต้องมีทั้งคนวางกลยุทธ์ คนวิเคราะห์ข้อมูล คนดูแลแบรนด์ และคนที่อยู่เบื้องหลังการสร้างชุมชนออนไลน์
ค่าเรียนหลักแสน แต่บางคนมองว่าคุ้ม เพราะครีเอเตอร์อาจหาเงินได้เยอะกว่างานประจำ?
แม้ใครๆ ก็สามารถเริ่มทำคอนเทนต์ได้ด้วยโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว แต่การจะทำให้คอนเทนต์กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นักศึกษาต่างรัฐที่เรียนหลักสูตรนี้ที่แคมปัส Los Angeles มีค่าเล่าเรียนพื้นฐานประมาณ 25,000 ดอลลาร์ต่อปี ยังไม่รวมค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายส่วนตัว อีกประมาณ 100,000 ดอลลาร์ ตลอดหลักสูตร 4 ปี
ขณะที่ผู้เรียนที่ Phoenix มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาพื้นฐานประมาณ 35,715 ดอลลาร์ต่อปี หรือหากรวมทั้งค่าเทอม ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็จะอยู่ที่ราว 142,860 ดอลลาร์ตลอดหลักสูตร 4 ปี หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4.6 ล้านบาท (คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนราว 32.85 บาทต่อดอลลาร์)
ตัวเลขนี้อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า จำเป็นแค่ไหน และคุ้มค่าไหม ที่จะต้องจ่ายเงินหลักล้านบาทเพื่อเรียนสิ่งที่สามารถเริ่มต้นเองได้จากโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง แต่สำหรับคนที่มอง "อาชีพครีเอเตอร์เป็นธุรกิจ" การเรียนหลักสูตรนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่การถ่ายคลิปเป็น แต่พวกเขาต้องการที่จะเข้าใจวิธีสร้างแบรนด์ ดึงผู้ติดตาม วิเคราะห์พฤติกรรมคนดู และเปลี่ยนฐานผู้ติดตามให้กลายเป็นรายได้
ASU ยังยกตัวอย่างรายได้ของสายงานต่างๆ ที่ผู้เรียนสามารถเอาความรู้และทักษะด้านคอนเทนต์จากสาขานี้ ไปต่อยอดทำอาชีพอื่นๆ ได้ เช่น
1. นักการตลาดมีรายได้ประมาณ 133,000 ดอลลาร์ต่อปี
2. ผู้จัดการฝ่ายการตลาด 166,000 ดอลลาร์ต่อปี
3. ผู้จัดการประชาสัมพันธ์ 147,000 ดอลลาร์ต่อปี
โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ทักษะการสร้างคอนเทนต์สามารถนำไปต่อยอดสู่งานบริษัทที่มีรายได้สูงได้เช่นกัน ดังนั้น หลักสูตรนี้จึงไม่ได้เดิมพันกับความฝันว่า “ทุกคนจะกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง” แต่กำลังเดิมพันกับเศรษฐกิจที่ธุรกิจทุกประเภท ต้องการคนเข้าใจการสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านโลกออนไลน์มากขึ้น
เจาะรายได้อินฟลูฯ ถ้าต้องการ "รายได้สูง" ต้องไต่ขึ้นเป็นตัวท็อปในวงการ
อย่างไรก็ตาม หากเจาะจงเฉพาะคนที่อยากเรียนเพื่อจบไปเป็นอินฟลูฯ จริงๆ มีเรื่องที่ต้องรู้ และเตรียมใจให้ดีก่อน เพราะไม่ใช่อินฟลูฯ ทุกคนจะมีรายได้สูง ข้อมูลจาก CreatorIQ ซึ่งสำรวจครีเอเตอร์กว่า 300 คนในปี 2025-2026 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อปีของครีเอเตอร์อยู่ที่ 44,293 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) แต่เมื่อพิจารณาที่ค่ามัธยฐาน (median) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนรายได้ของ “คนตรงกลาง” อยู่ที่เพียง 3,000 ดอลลาร์ต่อแคมเปญเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจาก The Influencer Marketing Factory ซึ่งสำรวจครีเอเตอร์อเมริกัน 1,000 คนในเดือนมกราคม ที่ผ่านมา พบว่า มีเพียง 11% ของครีเอเตอร์ทั้งหมดที่ทำรายได้เกิน 100,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 3.5 ล้านบาท) ในขณะที่ 48.7% ของครีเอเตอร์ในสหรัฐ ทำรายได้ต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 350,000 บาท)
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า เงินในวงการครีเอเตอร์กำลังไหลไปสู่คนส่วนน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ต้องต่อสู้กับรายได้ที่ไม่แน่นอน และต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
อีกหนึ่งตัวอย่างมาจากรายงานของ Forbes ในปี 2026 ได้เปิดเผยรายชื่อ Top Creators 2026 ซึ่งประกอบด้วยครีเอเตอร์ 50 คนที่ทำรายได้สูงที่สุดจากทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยครีเอเตอร์กลุ่มนี้ทำรายได้รวมกันเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 35,000 ล้านบาท) เป็นครั้งแรก
ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างรายได้มหาศาลของสายอาชีพนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ตอกย้ำว่า ความร่ำรวยระดับพันล้านดอลลาร์นั้นอยู่ในมือของคนเพียง 50 คนจากครีเอเตอร์หลายล้านคนทั่วโลก
ไม่ใช่แค่ Gen Z เพราะเด็ก Gen Alpha ก็โตมากับความฝันแบบเดียวกัน
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ Gen Z เพราะคนรุ่นที่อายุน้อยกว่าก็กำลังเติบโตมากับภาพของครีเอเตอร์ในฐานะ “อาชีพจริง” ตั้งแต่เด็ก โดยตามรายงานของ Whop พบว่า 32% ของเด็ก Gen Alpha อายุ 12-15 ปี อยากเป็น YouTuber ขณะที่ 21% อยากเป็น TikTok Creator และ 19% สนใจเป็นนักพัฒนาเกม
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ YouTuber กลายเป็นอาชีพในฝันอันดับหนึ่งของเด็กกลุ่มนี้ แซงหน้าอาชีพดั้งเดิมอย่างหมอหรือพยาบาลที่อยู่ที่ 20% และครูที่ 14%
เหตุผลส่วนหนึ่งคือเด็ก Gen Alpha เติบโตมากับครีเอเตอร์ที่พวกเขาดูทุกวัน พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่า YouTuber แตกต่างจากดารา นักกีฬา หรือคนดังในโทรทัศน์มากนัก ตรงกันข้าม ครีเอเตอร์บนโลกออนไลน์กลับดูเข้าถึงง่ายกว่า เพราะเด็กสามารถติดตามชีวิต พูดคุย หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นผ่านหน้าจอได้โดยตรง
คาเมรอน ซูบ (Cameron Zoub) ผู้ร่วมก่อตั้ง Whop อธิบายว่า เด็ก Gen Alpha เติบโตมากับ YouTuber ที่เปลี่ยนการสร้างคอนเทนต์ให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้สูง และความใกล้ชิดกับผู้ติดตามทำให้เส้นทางนี้ดูเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถทำตามได้
สิ่งที่กำลังเปลี่ยนจึงไม่ใช่การที่คนรุ่นใหม่ “ไม่อยากทำงานแบบเดิม” แต่เป็นการที่พวกเขามีตัวเลือกเพิ่มขึ้นจากโลกดิจิทัล และเริ่มมองเห็นอาชีพที่คนรุ่นก่อนแทบไม่มีโอกาสเลือก
การที่มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตร Content Creation อย่างจริงจัง จึงสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกงานยุคใหม่ได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังพัฒนาเป็นอาชีพได้จริง ที่ต้องใช้ทั้งทักษะความคิดสร้างสรรค์ กลยุทธ์ การวิเคราะห์ และทักษะทางธุรกิจ เมื่อพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยน งานใหม่ก็ย่อมเกิดขึ้นตามมา
อ้างอิง: Fortune, Gen Alpha snub careers, Intel MorningConsult, Degrees.asu.edu, DigitalApplied, CreatorSpotlight, gigapay
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





