ไม่ต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็ได้งานเงินเดือนหลักแสน! Gen Z เกาหลีใต้แห่เรียน “โรงเรียนผลิตชิป” อายุ 17 ปี ก็มีงานบริษัท Samsung รอซื้อตัว รายได้สูงสุดอาจแตะ 14 ล้านบาท
KEY POINTS
- คนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้บางส่วน เลือกเรียนต่อในโรงเรียนสายอาชีพด้านเซมิคอนดักเตอร์แทนการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย
- นักเรียนสามารถได้งานในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Samsung ทันทีหลังจบการศึกษาตั้งแต่อายุ 17-18 ปี
- สายงานผลิตชิปให้ผลตอบแทนสูง โดยพนักงานในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์อาจมีรายได้ต่อปีหลายล้านบาท
- ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงคุณค่าของปริญญาที่ลดลง สวนทางกับความต้องการแรงงานทักษะเฉพาะทางที่เพิ่มขึ้นในยุค AI
หากย้อนดู “เส้นทางสู่ความสำเร็จ” ในชีวิตการงานของคนรุ่นก่อน คงเป็นภาพของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ให้ได้ เรียนจบออกมาแล้วได้งานทำในบริษัทใหญ่ๆ มีเงินเดือนเลี้ยงชีพตัวเองได้ดี แต่วันนี้ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป! เมื่อคนรุ่นใหม่เกาหลีใต้บางส่วนกำลังเลือกเส้นทางชีวิตการงานที่ต่างออกไปจากเดิม
แทนที่จะใช้ชีวิตในช่วงมัธยมปลายเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย พวกเขากลับเลือกเข้าเรียนต่อใน “โรงเรียนสายอาชีพ” ที่สอนทักษะเกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) โดยตรง ตั้งแต่การออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงกระบวนการทำงานในห้องคลีนรูม การควบคุมการปนเปื้อน รวมถึงวิชาเน้นทักษะเฉพาะด้านอย่างแคลคูลัสและเคมี
เหตุผลสำคัญไม่ใช่แค่ได้เรียนสิ่งที่ “ทำงานได้จริง” แต่เพราะเส้นทางนี้เปิดโอกาสให้เด็กบางคน มีงานทำกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ตั้งแต่อายุ 17-18 ปี โดยไม่ต้องผ่านการเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่ใช้เวลานานถึง 4 ปี
หนึ่งในตัวอย่างชัดเจนคือ Chungbuk Semiconductor High School โรงเรียนมัธยมสายเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโซล ซึ่งมีนักเรียนถึง 96.4% ที่จบการศึกษาแล้วได้ข้อเสนองานในทันทีตั้งแต่เรียนจบ และประมาณ 1 ใน 4 ของนักเรียน ยังได้งานทำโดยตรงกับบริษัท Samsung Electronics บริษัทที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาหลีใต้
แม้เรียนจบ ม.ปลาย แต่มีตำแหน่งงานที่ Samsung รอต้อนรับแล้ว
โน จุน-ชิก (No Jun-sik) นักเรียนวัย 17 ปีจากโรงเรียนแห่งนี้ เป็นหนึ่งในเด็กที่กำลังเดินตามเส้นทางดังกล่าว โดยเขามีข้อเสนองานจาก Samsung รออยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเรียนจบด้วยซ้ำ
เขาเล่าว่า ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น เขาเคยพยายามชวนเพื่อนหลายคนให้มาเข้าโรงเรียนเดียวกัน แต่เพื่อนส่วนใหญ่เลือกเดินตามเส้นทางเดิม คือเรียนต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งวันนี้บางคนเริ่มรู้สึกเสียดายกับการตัดสินใจนั้น
ขณะที่เพื่อนหลายคนยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเรียนจบ และเริ่มต้นทำงาน แต่สำหรับ จุน-ชิก กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะพนักงานของ Samsung ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปี
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมองดูตัวเลขค่าตอบแทนในสายงานผลิตชิปแล้วล่ะก็ ยิ่งทำให้เส้นทางนี้น่าสนใจขึ้นไปอีก ยืนยันจากรายงานข้อมูลของ The Korea Herald ระบุว่า พนักงาน Samsung Electronics มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 158 ล้านวอนต่อปี หรือราว 107,300 ดอลลาร์สหรัฐ ในปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นเงินไทยประมาณ 3.5 ล้านบาทต่อปี
และภายใต้ข้อตกลงแรงงานฉบับล่าสุด พนักงานในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของ Samsung รวมถึงพนักงานในสายการผลิต อาจมีรายได้รวมโบนัสสูงถึง 400,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 13-14 ล้านบาทต่อปี ในปีหน้า หากบริษัททำกำไรได้ตามเป้าหมาย
แน่นอนว่าเงินจำนวนนี้ไม่ได้หมายความว่า เด็กที่เพิ่งจบมัธยมทุกคนจะได้รับค่าตอบแทนในจำนวนนี้แบบเป๊ะๆ ขนาดนั้น เพราะรายได้ระดับดังกล่าวขึ้นอยู่กับโบนัสและผลประกอบการของบริษัท แต่อย่างน้อย...ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า งานสายการผลิตและทักษะเทคนิคที่เคยถูกมองว่าเป็นงานเบื้องหลัง กำลังมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมาก
เมื่อ "ปริญญาไม่ใช่ใบเบิกทาง" เพียงอย่างเดียวของคนรุ่นใหม่
ปรากฏการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกกำลังตั้งคำถามกับเส้นทางการทำงานแบบเดิม โดยเฉพาะเมื่อ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของชาวออฟฟิศจำนวนมาก โดยเฉพาะเนื้องานที่เป็นงานวิเคราะห์ข้อมูล งานธุรการ หรืองานระดับเริ่มต้นอื่นๆ (ที่เคยเป็นประตูบานแรกสำหรับเด็กจบใหม่) หลายๆ บริษัทเลือกลงทุนใช้ AI ทำงานแทนการจ้างงานคนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เด็กจบใหม่หางานยากกว่าแต่ก่อน
เกาหลีใต้เองกำลังเผชิญปัญหานี้อย่างชัดเจน ในไตรมาส 2 ของปี 2026 มีชาวเกาหลีใต้ที่จบมหาวิทยาลัยแล้วมากกว่า 480,000 คนที่ว่างงาน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่อัตราว่างงานของคนอายุ 15-29 ปีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.2%
นั่นทำให้สมการเดิมที่ว่า “เรียนมหาวิทยาลัย+ได้ใบปริญญา = ได้งานบริษัทดี+มีรายได้มั่นคง” จึงไม่ได้การันตีผลลัพธ์เหมือนในอดีต ตรงกันข้าม งานบางประเภทที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง และยังต้องใช้แรงงานมนุษย์ในสถานที่จริงกลับมีความต้องการเพิ่มขึ้น ...และเซมิคอนดักเตอร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น
อุตสาหกรรมชิปไม่ได้ต้องการเพียงวิศวกรที่ออกแบบชิปเท่านั้น แต่ยังต้องการช่างเทคนิค ผู้ควบคุมเครื่องจักร ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการผลิต ตลอดจนคนที่เข้าใจมาตรฐานห้องคลีนรูมและการควบคุมคุณภาพ ทักษะเหล่านี้ไม่สามารถถูกแทนที่ได้ง่าย ๆ ด้วยการให้ AI ทำงานผ่านหน้าจอ
AI ยิ่งโต คนที่สร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน” ให้ AI ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการ
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเกาหลีใต้เท่านั้น หากมองตลาดงานในสหรัฐฯ ก็พบภาพที่คล้ายๆ กันว่า การลงทุนด้าน AI กำลังสร้างความต้องการแรงงานอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นมาพร้อมกัน นั่นคือ กลุ่มแรงงานที่ลงมือสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI ทำงานได้จริง
บริษัทต่างๆ กำลังทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์สร้างโรงงานผลิตชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ในรัฐต่างๆ เช่น เท็กซัส แคลิฟอร์เนีย แอริโซนา นิวยอร์ก และโอไฮโอ สิ่งที่ตามมาคือความต้องการแรงงานในกลุ่มช่างไฟ ช่างเทคนิค คนงานก่อสร้าง และผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตขั้นสูง เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
McKinsey ประเมินว่า ภายในปี 2030 อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ อาจขาดแคลนแรงงานทักษะสูงประมาณ 157,000 คน ที่น่าสนใจคือ คนทำงานในอุตสาหกรรมนี้ ไม่จำเป็นต้องมีปริญญามหาวิทยาลัยทุกคนด้วย
ข้อมูลจาก Semiconductor Industry Association ระบุว่า ประมาณ 1 ใน 5 ของแรงงานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไม่มีวุฒิระดับมหาวิทยาลัย ขณะที่ ค่าแรงเฉลี่ยของอุตสาหกรรมในปี 2020 อยู่ที่ประมาณ 170,000 ดอลลาร์ต่อปี (คำนวณ ณ 32.92 บาท อยู่ที่ราวๆ 5.59 ล้านบาทต่อปี)
นี่จึงเป็นอีกด้านหนึ่งของผลกระทบจาก AI ที่มักถูกพูดถึงน้อยกว่าเรื่อง “AI จะมาแย่งงาน” เพราะในขณะที่ AI อาจเข้ามาลดความต้องการงานบางประเภท ขณะเดียวกัน คนที่มีทักษะในการสร้างและดูแลสิ่งแวดล้อมที่รองรับการทำงานของ AI กลับเป็นที่ต้องการมากขึ้น
ไม่ใช่แค่โรงงานชิป งานสายช่างก็กลับมามีบทบาทและสร้างรายได้สูง
การลงทุนในแรงงานทักษะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เซมิคอนดักเตอร์ แต่กำลังขยายไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ด้วย ยกตัวอย่างความเห็นจาก เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ซีอีโอของ JPMorgan Chase เคยชี้ว่า สหรัฐฯ จะต้องการแรงงานอย่างช่างไฟและช่างเชื่อมอีกประมาณ 300,000 คนในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการต่อเรือและโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
JPMorgan Chase ยังประกาศลงทุน 24 ล้านดอลลาร์ ผ่านสินเชื่อและเงินสนับสนุน เพื่อสนับสนุนโรงงานผลิตและประกอบเรือดำน้ำแห่งใหม่ ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานประจำประมาณ 450 ตำแหน่ง รวมถึงขยายการฝึกอบรมแรงงาน
ขณะเดียวกัน Meta ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ก็เปิดตัวโครงการ America’s Workforce Academy มูลค่า 115 ล้านดอลลาร์ เพื่อฝึกคนให้เป็นช่างเทคนิคดาต้าเซ็นเตอร์ โดยหลักสูตรใช้เวลาเพียง 5 สัปดาห์ และผู้ที่ผ่านการฝึกจะได้รับการรับประกันงานในไซต์งานของ Meta
ส่วน Lowe’s บริษัทค้าปลีกสินค้าเกี่ยวกับบ้าน ประกาศลงทุน 250 ล้านดอลลาร์ เพื่อฝึกแรงงานสายช่างจำนวน 250,000 คนในช่วง 10 ปีข้างหน้า ทั้งช่างประปา ช่างไม้ และช่างไฟฟ้า โดยมาร์วิน เอลลิสัน (Marvin Ellison) ซีอีโอของ Lowe’s มองว่า เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทกับงานสำนักงานและงานวิเคราะห์มากขึ้น ความสำคัญของแรงงานสายช่างก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้ AI ฉลาดขึ้นแค่ไหน ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ยังต้องมีคนติดตั้งระบบไฟฟ้า โรงงานชิปก็ยังต้องมีคนดูแลเครื่องจักร และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ก็ยังต้องอาศัยแรงงานคนในการก่อสร้างมันขึ้นมา สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไป จึงอาจไม่ใช่แค่ “งานไหนจะถูก AI แทนที่” แต่คือ “ทักษะแบบไหนที่โลกหลัง AI ยังต้องการ”
นั่นทำให้ปรากฏการณ์ของ "เด็กเกาหลีใต้เลือกเดินออกจากเส้นทางมหาวิทยาลัย เพื่อเข้าโรงเรียนผลิตชิปตั้งแต่อายุ 17 ปี" อาจกำลังเป็นตัวอย่างหนึ่งของคำตอบนั้นก็เป็นได้
อ้างอิง: Fortune, NewYorkTimes, KoreaHerald, Bloomberg, Semiconductors Jobs Report,





