การเลิกงานก่อนเวลา 10 นาที กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้แค่ไหนในโลกการทำงาน? สำหรับพนักงาน Gen Z คนหนึ่ง เรื่องนี้ไม่ได้จบลงแค่การเดินออกจากออฟฟิศก่อนเวลา แต่กลับลุกลามเป็นคำถามที่คนทำงานหลายรุ่นกำลังเผชิญร่วมกันว่า ทุกวันนี้บริษัทควรวัดผลงานจากเวลาที่พนักงานนั่งอยู่ในออฟฟิศ หรือจากงานที่พวกเขาทำสำเร็จ?
ประเด็นนี้กลายเป็นที่ถกเถียง หลังพนักงาน Gen Z รายหนึ่งในอินเดียโพสต์เรื่องราวลง Reddit สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังสัญชาติอเมริกัน ว่า เขาถูก CEO ส่งข้อความมาตำหนิ หลังจากออกจากออฟฟิศก่อนเวลาเพียง 10 นาที โพสต์ดังกล่าวถูกลบบางส่วนในภายหลัง แต่ในโลกออนไลน์ชาวเน็ตบางส่วนก็ได้เก็บภาพหน้าจอการสนทนาเอาไว้ ก่อนนำมาถกเถียงกันต่อในประเด็นพฤติกรรมของพนักงานคนดังกล่าว รวมถึงอีกฝ่ายก็วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของซีอีโอบริษัท
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจ ไม่ใช่แค่เรื่องออกก่อน 10 นาที แต่เป็นรายละเอียดเบื้องหลังที่พนักงานคนดังกล่าวเล่าเอาไว้ เขาอ้างว่า ผู้จัดการบางคนหายออกจากโต๊ะไปพักครั้งละเกือบหนึ่งชั่วโมง ขณะที่เพื่อนร่วมงานบางคนพักประมาณ 30 นาทีโดยไม่มีใครทักท้วง แต่ตัวเขาแทบไม่เคยได้พักอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ยังอ้างว่า เขาเองเคยต้องออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานไปก่อนและรอเงินคืนถึง 17 วัน รวมถึงเคยถูกหัวหน้ากดดันให้ไปหานักศึกษาฝึกงานด้านโซเชียลมีเดีย ให้มาช่วยทำงานแบบไม่มีค่าตอบแทน มิฉะนั้นเขาจะต้องรับผิดชอบทั้งงานวิดีโอและคอนเทนต์โซเชียลของบริษัทเพียงคนเดียว
แน่นอนว่าเรื่องราวทั้งหมดมาจากโพสต์ที่ไม่เปิดเผยตัวตน และไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นกลับเป็นปัญหาที่หลายคนในโลกการทำงานน่าจะเคยเจอ นั่นคือ เมื่อพนักงานทำงานครบตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ไม่ได้อยู่ในออฟฟิศจนครบเวลาที่กำหนด เขายังถือว่าทำงานไม่ดีหรือไม่?
ผู้นำมัวแต่จับผิด "เวลาเลิกงาน" องค์กรอาจกำลังวัดผลผิดจุด?
เจสัน วอล์กเกอร์ (Jason Walker) รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาอุตสาหกรรมองค์การและจิตวิทยาประยุกต์ จากมหาวิทยาลัยแอดเลอร์ (Adler University) มองว่า ปัญหาของเรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ที่พนักงานออกก่อน 10 นาที แต่อยู่ที่วิธีคิดของผู้นำที่เลือกจับตา “เวลา” มากกว่าผลลัพธ์ของงาน
เขาตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งแรกที่ควรออกจากปาก CEO คนนั้น ไม่ใช่การถามพนักงานว่า “ทำไมออกก่อนเวลา?” แต่คือ “วันนี้มีปัญหาอะไรไหม ทำไมทำให้คุณต้องออกก่อน?” เพราะเหตุผลอาจมีได้หลายอย่าง เช่น พนักงานอาจต้องไปรับลูกที่ป่วย มีนัดหมายสำคัญ หรือแม้แต่ทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จเร็วเลยอยากพักเร็วขึ้น...ก็เป็นไปได้
วอล์กเกอร์มองว่า ผู้นำที่ไม่ถามถึงเหตุผล แต่รีบตัดสินว่าการออกก่อนเวลาเป็นเรื่องผิด เท่ากับตัดสินคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว และพนักงานก็รับรู้ได้ถึงท่าทีดังกล่าว เขาสะท้อนมุมมองไว้ด้วยว่า “ทุกคนเป็นผู้ใหญ่ที่บริษัทจ้างเข้ามาทำงาน ก็ควรไว้วางใจพนักงานแบบผู้ใหญ่ และวัดผลลัพธ์จากสิ่งที่พวกเขาทำสำเร็จ ไม่ใช่เวลาที่พวกเขาเดินออกจากประตู”
ยิ่งไปกว่านั้น การคอยจับผิดเรื่องเวลาทำงานของพนักงานอยู่ตลอด ยังอาจสะท้อนว่า องค์กรไม่มีวิธีวัดผลงานที่ชัดเจนพอ จึงต้องหันไปวัดผลจากสิ่งที่มองเห็นง่ายที่สุด นั่นคือ จำนวนชั่วโมงที่พนักงานนั่งอยู่ในออฟฟิศ
ขณะที่ นิค เลห์ตัน (Nick Leighton) ผู้เชี่ยวชาญด้านมารยาทและพิธีการ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ Were You Raised by Wolves? มองในทิศทางเดียวกันว่า หากพนักงานทำงานได้ตามมาตรฐานและส่งมอบงานได้ครบถ้วนแล้ว การที่ CEO ตำหนิเรื่องออกก่อน 10 นาที อาจไม่ได้เป็นการรักษามาตรฐานการทำงาน แต่ดูเหมือนกำลังจะสื่อว่า “คนที่อยู่ครบชั่วโมงทำงาน (ดูเหมือนขยัน)” สำคัญกว่าผลงานจริง
อย่างไรก็ตาม เลห์ตันก็ไม่อยากให้เหมารวม เขายอมรับว่า มีบางอาชีพที่เวลาเลิกงานเป็นเงื่อนไขของงานโดยตรง เช่น พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ไม่สามารถเดินออกจากเครื่องก่อนผู้โดยสาร หรือบาร์เทนเดอร์ที่ต้องอยู่จนกว่าจะปิดร้าน หากหน้าที่ของพนักงานคือการอยู่ประจำจุดเพื่อให้บริการ การอยู่จนครบเวลางานย่อมเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ปฏิเสธไม่ได้
แต่สำหรับพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ เขามองว่า การจับตาเรื่องเวลางานควรเป็นทางเลือกสุดท้าย ไม่ใช่เครื่องมือหลักในการวัดผลงาน เพราะถ้าองค์กรมีวิธีวัดผลงานของพนักงานเพียงอย่างเดียว คือดูว่าพวกเขานั่งอยู่บนเก้าอี้กี่นาที สิ่งที่ตัวเลขนั้นบอกเราได้มากที่สุด อาจไม่ใช่เรื่องความขยันของพนักงาน แต่เป็นเรื่อง องค์กรมีวิธีวัดผลงานที่จำกัดแค่ไหน
ชวนมองอีกมุม ออกก่อนเวลา อาจสะท้อนว่าขาดความฉลาดทางอารมณ์
ในมุมตรงกันข้าม คิม โบด (Kim Bode) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทประชาสัมพันธ์ 8THIRTYFOUR มองประเด็นการเลิกงานก่อนเวลาของ Gen Z ว่า นี่ไม่ใช่ประเด็นการจับผิดเรื่องเวลาทำงานของพนักงาน แต่อยู่ที่ปัญหาด้านทัศนคติของคนทำงานช่วงเริ่มต้นอาชีพ นั่นคือ ความรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องถาม หรือไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อคนอื่น
เธอมองว่า พนักงานไม่ได้ถามก่อนว่าจะสามารถออกก่อนเวลาได้หรือไม่ แต่ตัดสินใจเดินออกไปเอง และเมื่อคนหนึ่งไม่อยู่ คนอื่นก็อาจต้องเข้ามารับผิดชอบงานที่ยังค้างอยู่แทน (หากงานไม่เสร็จ) สำหรับเธอแล้ว 10 นาทีอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่หากพฤติกรรมลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เวลาที่หายไป ก็สามารถสะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้
ด้าน ลอเรน มาร์โกลิส (Loren Margolis) ผู้ก่อตั้งบริษัทฝึกอบรมและพัฒนาภาวะผู้นำ Training & Leadership Success และอดีตโค้ชด้านภาวะผู้นำที่ Columbia Business School มีมุมมองที่ยืดหยุ่นมากกว่า โดยเธอมองว่า การออกก่อนเวลาเพียงครั้งเดียวอาจไม่ได้แปลว่าพนักงานมีปัญหา แต่สิ่งที่พนักงานทำพลาดคือ การจัดการภาพลักษณ์ของตัวเอง
หากพนักงานรู้ล่วงหน้าว่าจำเป็นต้องออกก่อน การบอกหัวหน้าเสียก่อน เช่น “วันนี้ผมจำเป็นต้องออกก่อนเวลา แต่พรุ่งนี้จะเข้ามาเร็วขึ้น” ก็อาจทำให้สถานการณ์แตกต่างออกไป เพราะสิ่งที่หัวหน้าเห็นจะไม่ใช่แค่พนักงานที่เดินออกจากออฟฟิศก่อนเวลา แต่เป็นคนที่รู้จักรับผิดชอบงานและสื่อสารกับทีม
มาร์โกลิสจึงมองว่า การออกก่อน 10 นาทีต่อหน้า CEO โดยไม่บอกกล่าว อาจสะท้อนการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ มากกว่าจะเป็นเรื่องของเวลาเพียงอย่างเดียว
โลกเปลี่ยน วิธีทำงานเปลี่ยน นี่คือช่องว่างระหว่างคนทำงานต่างรุ่น?
ความน่าสนใจของเรื่องนี้ อาจไม่ใช่การล่าแม่มดหรือชี้ว่าใครผิดใครถูก แต่ทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้เป็นผิดไปเสียทั้งหมด เพราะคนทำงาน Gen Z จำนวนหนึ่งเติบโตมากับแนวคิดว่า “งานคือสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ ไม่ใช่สถานที่ที่ต้องนั่งอยู่ให้ครบเวลา”
ขณะที่คนทำงานรุ่นก่อนๆ จำนวนไม่น้อยยังมองว่า การมาถึงตรงเวลา อยู่ครบเวลางาน และพร้อมอยู่เมื่อองค์กรต้องการ คือส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบ
มีรายงานชิ้นหนึ่งสะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดเจน นั่นคือ ผลสำรวจในปี 2024 จาก Meeting Canary ซึ่งสำรวจผู้ใหญ่มากกว่า 1,000 คน พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนอายุ 16-26 ปี มองว่า การมาสาย 5-10 นาที ยังถือว่า “ตรงเวลา” ได้ ขณะที่กลุ่ม Baby Boomer มีเพียง 20% ที่ยอมรับการมาสายระดับเดียวกัน
ตัวเลขนี้อาจดูเหมือนเป็นความแตกต่างระหว่าง Gen Z กับคนรุ่นก่อน แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับเตือนว่า อย่าเพิ่งโยนทุกอย่างให้เรื่อง “อายุ” โดย เลห์ตัน มองว่า ไม่ว่าจะอายุเท่าไร มนุษย์ก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการบ่นว่าเพื่อนร่วมงานทำงานที่ไม่เหมือนตัวเอง ดังนั้น ความขัดแย้งระหว่างคนทำงานจึงไม่ใช่เรื่องใหม่
คนรุ่นใหม่กล้าพูดในสิ่งที่คนรุ่นก่อนเคยคิด แต่ไม่กล้าพูด
ขณะที่ วอล์กเกอร์ มองว่า Gen Z มีแนวโน้มแยก “ผลงานที่ทำได้” ออกจาก “จำนวนชั่วโมงที่อยู่ในออฟฟิศ” มากขึ้น ขณะที่คนทำงานรุ่นก่อนอาจยังมองว่าเวลาที่ใช้ไปกับงานเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งของความพยายาม
แต่ในความเป็นจริง คนทำงานรุ่นก่อนเองก็เคยตั้งคำถามกับวิธีทำงานแบบนี้ เพียงแต่ในเวลานั้น หลายคนอาจเลือกเก็บความเห็นไว้กับตัวเอง เพราะการออกมาพูดตรง ๆ อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์กับหัวหน้าและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
วอล์กเกอร์จึงมองว่า ความแตกต่างทางความคิดระหว่างคนแต่ละรุ่น อาจไม่ได้มากอย่างที่เราเข้าใจ สิ่งที่ต่างกันมากกว่านั้นคือ วันนี้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด และกล้าแสดงออกมากกว่าเดิม และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมเรื่องเล็ก ๆ อย่างการออกจากออฟฟิศก่อนเวลา 10 นาที จึงกลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงถึงวิธีคิดของคนทำงานแต่ละรุ่นไปในที่สุด
สิ่งที่กำลังปะทะกันไม่ใช่แค่พนักงานคนหนึ่งกับ CEO คนหนึ่ง แต่คือ วิธีคิดสองแบบเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “การทำงานที่ดีมีประสิทธิภาพ” ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า ถ้างานเสร็จตามเป้าหมาย เวลาที่ใช้ก็ควรมีความยืดหยุ่นตามสมควร ส่วนอีกฝ่ายเชื่อว่า การมีวินัยในการทำงานไม่ได้วัดจากผลงานเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการรู้จักกติกา สื่อสารกับคนรอบตัว และการแสดงให้คนอื่นมั่นใจว่างานเสร็จตามมอบหมาย
ดังนั้น สิ่งที่ต้องหาคำตอบจึงไม่ใช่ว่า “เรื่องนี้ Gen Z ผิด หรือ CEO ผิด” แต่อยู่ที่การตระหนักรู้ว่า โลกการทำงานยุคนี้เปลี่ยนเร็ว การวัดผลจากแค่ชั่วโมงเวลางานอาจไม่เวิร์กเสมอไป แล้วเราจะหาจุดสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นกับการทำงานอย่างมืออาชีพได้อย่างไร
การออกจากออฟฟิศก่อนเวลา 10 นาที อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากพนักงานจัดการงานของตัวเองเรียบร้อย แจ้งคนที่เกี่ยวข้อง และไม่ได้ทำให้ใครรับภาระต่อ แต่ 10 นาทีเดียวกันนั้นก็อาจกลายเป็นปัญหาได้ ถ้าเลิกงานก่อนโดยไม่บอกกล่าว หรือออกไปทั้งที่ยังมีงานค้าง จากเรื่องเล็ก ๆ ก็สามารถกลายเป็นปัญหาได้
ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญคงไม่ใช่เรื่องการอยู่ออฟฟิศให้ครบเวลา แต่คือการที่พนักงานรู้จักรับผิดชอบงานของตัวเอง และสื่อสารกับคนรอบข้างได้ดี ในวันที่โลกการทำงานเปิดกว้างเรื่องเวลาและวิธีทำงานมากขึ้น ความยืดหยุ่นจึงควรมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ไม่ใช่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
อ้างอิง: Fortune, adler.edu, WereYouRaisedbyWolves, TrainingAndLeadership



