วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

อยากรู้อยากเห็น-กล้าลงมือทำ ผู้บริหาร Canva แนะ 2 ทักษะนี้ต้องมี!

ในยุค AI ที่ตลาดงานผันผวน งานหายาก หากผู้สมัครงานอยากเพิ่มโอกาสได้งานไว ผู้บริหาร Canva แนะ 2 คุณสมบัติต้องมี คือ ความอยากรู้อยากเห็น-กล้าลงมือทำ ทักษะมนุษย์ยังสำคัญ

KEY POINTS

  • ผู้บริหาร Canva เผย 2 ทักษะสำคัญที่มองหาในผู้สมัครยุค AI คือ "ความอยากรู้อยากเห็น" (Curiosity) และ "ความกล้าลงมือทำ" (Initiative) ซึ่งสำคัญกว่าความสามารถด้านเทคโนโลยี AI เพียงอย่างเดียว
  • "ความอยากรู้อยากเห็น" ไม่ใช่แค่การสนใจเทคโนโลยีใหม่ แต่รวมถึงการตั้งคำถามกับสิ่งเดิมๆ และเรียนรู้จากอดีตขององค์กร เพื่อให้สามารถต่อยอดได้อย่างมั่นคง
  • "ความกล้าลงมือทำ" คือการนำความรู้ที่ได้ไปทดลองใช้จริง และสร้างคุณค่าให้ทีมหรือองค์กรเกินขอบเขตหน้าที่ของตนเองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง

ในวันที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนทั้งรูปแบบการทำงานและทักษะที่บริษัทต้องการ หลายคนอาจคิดว่าการจะอยู่รอดในตลาดแรงงานต้องเริ่มจากการเรียนรู้ AI ให้เก่งที่สุด แต่สำหรับ Canva สิ่งที่ทำให้ผู้สมัครคนหนึ่งโดดเด่นกลับไม่ใช่แค่ความสามารถด้านเทคโนโลยี

เจนนี โรเจอร์สัน (Jennie Rogerson) ผู้บริหารในฝ่าย Chief People Officer ของ Canva มองว่า ไม่ว่าผู้สมัครจะสมัครงานตำแหน่งไหนหรืออยู่ในแผนกใด มี 2 คุณสมบัติพื้นฐานที่เธอมองหาเสมอ ได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) และ ความกล้าลงมือทำ พร้อมสร้างคุณค่าเกินกว่าหน้าที่ของตัวเอง (Initiative)

เธอเรียก “Curiosity” ว่าเป็น Baseline หรือคุณสมบัติพื้นฐานที่คนทำงานควรมี ในโลกการทำงานยุคนี้ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นทุกวัน

โรเจอร์สันพูดถึงเรื่องนี้ระหว่างการเสวนาที่งาน New Employer Brand Summit ของ Charter ในนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 โดยชี้ว่า เมื่อเทคโนโลยีอย่าง AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว คนทำงานจึงไม่สามารถหยุดเรียนรู้เพียงเพราะตัวเองมีทักษะตรงกับงานในวันนี้ได้อีกต่อไป

ทักษะ อยากรู้อยากเห็น สำคัญ! เพราะคนที่หยุดเรียนรู้จะตามโลกไม่ทัน

สำหรับโรเจอร์สัน ความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้หมายถึงการสนใจเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเดียว แต่รวมถึงการตั้งคำถามว่า “ทำไมเราถึงทำสิ่งนี้แบบนี้ตั้งแต่แรก?”

เธอให้ความสำคัญกับความอยากรู้ 2 ด้าน ด้านแรก คือ การอยากรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป โดยเฉพาะเทคโนโลยีอย่าง AI ที่กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้คน แต่อีกด้านหนึ่งคือการย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่า ก่อนหน้านี้องค์กรเคยตัดสินใจอย่างไร และเพราะเหตุใด

Curiosity is a baseline” หรือ “ความอยากรู้อยากเห็นคือพื้นฐาน” คือสิ่งที่โรเจอร์สันย้ำ เพราะในโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็ว คนทำงานจำเป็นต้องอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และพร้อมเรียนรู้สิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้

ในมุมของเธอ การเข้าใจอดีตก็สำคัญไม่แพ้การมองไปข้างหน้า เพราะการรู้ว่าการตัดสินใจบางอย่างเกิดขึ้นจากปรัชญาหรือเหตุผลอะไร ช่วยให้เราสามารถต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ได้แข็งแรงกว่าเดิม แทนที่จะรีบเปลี่ยนทุกอย่างเพียงเพราะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา

และนี่คือเหตุผลที่ความอยากรู้อยากเห็นกลายเป็นคุณสมบัติที่มีค่ามากขึ้นในยุค AI เพราะเมื่อเครื่องมือและวิธีการทำงานเปลี่ยนเร็ว ความรู้ที่เราเคยมีอาจไม่เพียงพอสำหรับโจทย์ของวันพรุ่งนี้

อยากรู้ยังไม่พอ! ต้องเอาความรู้ไปทดลองใช้ให้เห็นผลลัพธ์

ความอยากรู้อย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่ Canva ต้องการเห็นต่อจากนั้นคือ ผู้สมัครเอาสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้ไปทดลองและสร้างผลลัพธ์จริงหรือไม่

โรเจอร์สันยกตัวอย่างว่า ในการสัมภาษณ์งาน เธออาจถามผู้สมัครว่า “คุณเรียนรู้อะไรนอกเหนือจากสายงานหลักของตัวเอง แล้วนำสิ่งนั้นมาปรับใช้จนเกิดผลลัพธ์อะไรบ้าง?”

คำถามนี้ไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่าผู้สมัครเรียนคอร์สอะไรมา หรือมีใบประกาศกี่ใบ แต่ต้องการเห็นว่า เมื่อเจอสิ่งใหม่แล้ว ผู้สมัครนำความรู้นั้นไปทำอะไรต่อ

ตัวอย่างเช่น ผู้สมัครอาจเคยทดลองใช้ Vibe Coding ซึ่งเป็นการใช้ AI ช่วยสร้างหรือพัฒนาโค้ด แม้ตัวเองจะไม่ได้ทำงานด้านโปรแกรมมิ่งโดยตรง แต่หากนำสิ่งที่ทดลองมาใช้แก้ปัญหาในโปรเจกต์หรือช่วยให้งานเดินหน้าได้ นั่นอาจเป็นหลักฐานของความอยากรู้อยากเห็นที่เปลี่ยนเป็นผลลัพธ์จริง ตรงนี้เองที่คุณสมบัติข้อที่สองเข้ามา

อย่าทำแค่งานตัวเอง แต่ต้องเห็นว่าอะไรที่ช่วยทีมได้ และพร้อมซัพพอร์ต

โรเจอร์สันบอกว่า Canva ต้องการสร้างวัฒนธรรมของ “Givers” หรือคนที่ไม่ได้เข้ามาทำเพียงสิ่งที่อยู่ใน Job Description แล้วจบ แต่พร้อมมองเห็นว่าตัวเองสามารถช่วยทีม องค์กร หรือคนรอบข้างได้ตรงไหนอีก

เธอมองพนักงานว่าเป็นเหมือน “Part Owners” หรือคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนเป็นเจ้าของวัฒนธรรมองค์กร ดังนั้น เมื่อเห็นอะไรที่ควรปรับปรุง พวกเขาจะไม่คิดว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของฉัน” แล้วเดินผ่านไป

ผู้สมัครที่โดดเด่นในสายตาของเธอจึงไม่ใช่คนที่ทำตามหน้าที่ได้ครบทุกข้อเท่านั้น แต่คือคนที่ เคยทำอะไรบางอย่างเกินกว่าขอบเขตงานหลักของตัวเองแล้วสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นจริง

อาจเป็นการริเริ่มตั้งชมรมในองค์กร เสนอไอเดียใหม่ ๆ เห็นปัญหาบางอย่างแล้วเข้าไปช่วยแก้ หรือทำอะไรสักอย่างที่ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และวัฒนธรรมของทีม

ในการสัมภาษณ์ เธออาจถามผู้สมัครในทำนองว่า “คุณเคยทำอะไรนอกเหนือจากขอบเขตหน้าที่หลัก ที่ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่วยให้เราส่งมอบสิ่งดี ๆ ให้ผู้ใช้ หรือช่วยสร้างวัฒนธรรมของทีมบ้าง ?” คำถามนี้จึงเป็นมากกว่าการถามว่า “คุณมีความสามารถอะไร” แต่กำลังถามว่า “เมื่อไม่มีใครสั่ง คุณเห็นปัญหาอะไร และเลือกแก้ไขมันอย่างไรด้วยตัวเอง ?”

ในยุค AI หลายองค์กรต้องการคนที่ "ไม่รอให้ใครบอกว่าต้องทำอะไร"

แนวคิดของ Canva ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว เพราะผู้นำบริษัทและผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพหลายคนกำลังพูดถึงคุณสมบัติใกล้เคียงกันในตลาดแรงงานยุค AI

เกร็ก ฮาร์ต (Greg Hart) ซีอีโอของ Coursera เคยแนะนำว่า คนทำงานที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันควรเป็นฝ่ายริเริ่มพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านการเรียนเพื่อรับใบรับรองหรือ Micro-credentials ขณะที่ ฟีบี กาวิน (Phoebe Gavin) Career Coach มองว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและคนจากทีมอื่นก็ช่วยให้คนทำงานมีความเป็นฝ่ายริเริ่มและประสบความสำเร็จมากขึ้น

ด้าน ไรอัน รอสลันสกี (Ryan Roslansky) อดีตซีอีโอของ LinkedIn ก็จัดให้ Curiosity หรือความอยากรู้อยากเห็น เป็นหนึ่งในทักษะมนุษย์ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ง่าย ๆ

ขณะที่ ดารา โคสโรวชาฮี (Dara Khosrowshahi) ซีอีโอของ Uber เคยพูดถึงความสำเร็จในเส้นทางอาชีพของตัวเองว่า ส่วนหนึ่งมาจากการเป็นคนที่ “เปิดรับทุกสิ่ง” และแนะนำให้คนรุ่นใหม่อยากรู้จักผู้คนใหม่ ๆ สนใจเรื่องที่อยู่นอกสายการศึกษาหรือความเชี่ยวชาญของตัวเอง เพราะความอยากรู้อยากเห็นสามารถเปิดประตูไปสู่โลกและโอกาสใหม่ ๆ ได้

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่การที่บริษัทต่าง ๆ ต้องการคนที่ “เก่งขึ้น” แต่กำลังมองหาคนที่ ไม่หยุดอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเก่งอยู่แล้ว เพราะในวันที่ AI สามารถช่วยให้เราทำงานบางอย่างได้เร็วขึ้น ความได้เปรียบของคนทำงานอาจไม่ได้อยู่ที่การรู้ทุกคำตอบ แต่อยู่ที่การเป็นคนที่รู้ว่า ควรถามอะไร ทดลองอะไร และเมื่อเห็นปัญหาแล้วจะลงมือทำอย่างไร

ท้ายที่สุดแล้ว 2 คุณสมบัติที่ Canva มองหา (อยากรู้อยากเห็น และกล้าลงมือทำ) อาจฟังดูธรรมดามาก แต่เมื่อโลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน สิ่งที่เคยเป็นเพียง “ข้อได้เปรียบ” กำลังกลายเป็นพื้นฐานที่นายจ้างคาดหวังจากคนทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

 

อ้างอิง: CNBC Make itCharterWorks