ท่ามกลางกระแสความกังวลว่า AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ทักษะแบบไหนที่จะยังคงมีคุณค่าในวันที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
เบนจามิน ท็อดด์ (Benjamin Todd) ผู้ก่อตั้งและประธานองค์กร 80,000 Hours ซึ่งให้คำแนะนำด้านอาชีพแก่ผู้คนมาแล้วมากกว่า 3,000 คน และจบปรัชญาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มองว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีทักษะบางอย่างที่มีแนวโน้มจะ "ต้านทานความเสี่ยงของ AI" ได้ดีกว่าทักษะประเภทอื่น อีกทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับหลากหลายอุตสาหกรรม และจะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า
ท็อดด์เล่าว่า เขาก่อตั้ง 80,000 Hours เมื่อราว 15 ปีก่อน หลังจากสำเร็จการศึกษาในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ หรือ Great Recession โดยตั้งใจสร้างแหล่งข้อมูลด้านอาชีพที่เขาและเพื่อนๆ อยากมีในวันที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน
จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป โลกการทำงานกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่จากการมาถึงของ AI และจากประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับผู้คนจำนวนมาก เขาพบว่าทักษะบางประเภทกำลังมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ
"ทักษะการสื่อสาร" ยิ่งสำคัญกว่าเดิม เมื่อ AI สร้างคอนเทนต์ได้มหาศาล
ทุกองค์กรล้วนต้องการคนที่สามารถสื่อสารได้ดี ทั้งเพื่ออธิบายพันธกิจขององค์กร ถ่ายทอดคุณค่าของสินค้าและบริการ หรือสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างคนในทีมและผู้คนภายนอก
ท็อดด์มองว่า เมื่อ AI สามารถสร้างบทความ รูปภาพ หรือคอนเทนต์จำนวนมหาศาลได้อย่างง่ายดาย มูลค่าของการเป็น "ผู้ผลิตคอนเทนต์" อาจลดลง แต่สิ่งที่จะมีความสำคัญมากขึ้น คือความสามารถในการตัดสินใจว่า "ควรสร้างอะไร" และการมีวิจารณญาณมากพอที่จะประเมินคุณภาพของสิ่งที่ผลิตออกมา
นอกจากนี้ การสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่จริงใจกับผู้ติดตามหรือกลุ่มเป้าหมาย จะยิ่งกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในยุคที่ทุกคนสามารถผลิตเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว
ในทางปฏิบัติ ทักษะเหล่านี้อาจหมายถึงการเรียนรู้การใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างฐานผู้ติดตามผ่านจดหมายข่าว การมีความรู้ด้านประชาสัมพันธ์ หรือการจัดกิจกรรมแบบพบปะผู้คนจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ได้ลึกซึ้งกว่าโลกออนไลน์
"ทักษะการเข้าสังคม" มนุษย์ยังต้องการมนุษย์ด้วยกัน
แม้แต่ในอาชีพที่ดูเหมือนเป็นงานที่ทำคนเดียวได้ แต่ในจุดหนึ่งก็ยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกับผู้อื่นในระดับหนึ่งเสมอ งานวิจัยของ เดวิด เจ. เดมิง (David J. Deming) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า อาชีพที่ต้องอาศัยทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ มีแนวโน้มได้รับค่าตอบแทนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา
แม้ AI จะเริ่มมีความสามารถในการโต้ตอบกับมนุษย์มากขึ้น แต่ท็อดด์เชื่อว่า ผู้คนยังคงให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และยังให้ความสำคัญกับผลงานที่เกิดขึ้นจากมนุษย์จริงๆ
ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมากเท่าไร ทักษะ Soft skill อย่างการสร้างความไว้วางใจ การเข้าใจความต้องการของผู้อื่น การรับรู้และยอมรับอารมณ์ความรู้สึก รวมถึงการจัดการความขัดแย้ง ก็จะยิ่งกลายเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้น
เขาแนะนำว่า ผู้ที่อยากพัฒนาทักษะเหล่านี้อาจเริ่มต้นจากการเข้าร่วมองค์กรอย่าง Toastmasters หรืออ่านหนังสืออย่าง The Social Skills Guidebook และ The Charisma Myth เพื่อฝึกฝนการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คน
"ทักษะภาวะผู้นำ" การตัดสินใจ และการมีวิจารณญาณ นายจ้างต้องการสูง!
ย้อนกลับไปในปี 2017 ทีมงานของ 80,000 Hours เคยวิเคราะห์ทักษะที่ถูกระบุบ่อยที่สุดในตำแหน่งงานที่เป็นที่ต้องการสูง และพบว่า "การใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจ" คือทักษะที่ถูกพูดถึงมากที่สุด
ท็อดด์มองว่า เมื่อ AI เข้ามารับหน้าที่งานที่เป็นกิจวัตรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดตารางงานหรือการรวบรวมข้อมูล สิ่งที่มีคุณค่ามากขึ้นกลับไม่ใช่คำถามว่า "จะทำอย่างไร" แต่เป็นคำถามว่า "อะไรคือสิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรก"
เพราะต่อให้มีข้อมูลมากมายเพียงใด สุดท้ายแล้วการตัดสินใจเลือกทิศทางที่เหมาะสม ยังคงเป็นหน้าที่ของมนุษย์
เขาแนะนำให้ลองสังเกตคนรอบตัวที่มีความเด็ดขาดและได้รับความไว้วางใจจากคนอื่นเสมอ คนที่เรามักขอคำแนะนำเมื่อมีปัญหา หรือคนที่สามารถพาทีมเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง แล้วลองพูดคุยกับพวกเขาว่า วิธีคิดและประสบการณ์อะไรที่หล่อหลอมให้พวกเขากลายเป็นคนแบบนั้น
"ทักษะการบริหารคน-บริหารระบบ" มาแรง! ช่วยองค์กรเดินหน้าได้ราบรื่น
ทุกองค์กรต้องมีคนที่คอยทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้จริง ตั้งแต่การสรรหาพนักงาน การวางระบบการเงิน ไปจนถึงงานธุรการและการบริหารสำนักงาน แม้ AI จะเริ่มเข้ามาช่วยทำงานบางส่วนที่เป็นงานประจำซ้ำๆ ได้แล้ว แต่ในงานที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผู้คน ยังต้องอาศัยวิจารณญาณของมนุษย์อยู่มาก เช่น การจัดการปัญหาภายในทีม หรือการรับมือกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ท็อดด์บอกว่า หลายองค์กรที่เขาได้พูดคุยด้วยต่างยืนยันตรงกันว่า พวกเขากำลังมองหาคนที่มีทักษะด้านการบริหารจัดการระบบงานอยู่เสมอ เพราะเมื่อองค์กรเติบโตเร็วขึ้น ก็ยิ่งต้องการคนที่สามารถทำให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างมีระเบียบและไม่สะดุด
เขาแนะนำให้ลองเรียนรู้จากคนในองค์กรที่รู้เรื่องงานบริหารมากที่สุด เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการสำคัญ ขอคำแนะนำและรับฟังข้อเสนอแนะ หรืออาจทดลองบริหารสิ่งเล็กๆ ด้วยตัวเอง เช่น การจัดอีเวนต์ หรือการทำธุรกิจออนไลน์ควบคู่ไปด้วย
"ทักษะการใช้ AI" ในงานจริง จะกลายเป็นทักษะสำคัญที่สุด
หากต้องเลือกคำแนะนำเพียงข้อเดียว ท็อดด์บอกว่า เขาอยากให้ทุกคนเรียนรู้การใช้ AI เพื่อทำงานจริง
ในปัจจุบัน AI ทำงานที่มีขอบเขตชัดเจนได้ดี เช่น การเขียนโค้ดต่อเนื่องเป็นเวลาสองชั่วโมง แต่ยังรับมือกับงานที่ซับซ้อนและมีความไม่แน่นอนได้ไม่ดีนัก ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานคนจำนวนมาก หรือโครงการที่กินเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
นั่นทำให้บทบาทของมนุษย์ในฐานะ "ผู้ควบคุมวงจรการทำงาน" ยังคงมีความสำคัญ เพราะมนุษย์สามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่าง ตรวจสอบความถูกต้อง และตัดสินใจในจุดสำคัญได้
การพัฒนาทักษะด้านนี้อาจเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจข้อดีและข้อจำกัดของโมเดล AI ในปัจจุบัน เรียนรู้การเขียนคำสั่ง (Prompt) การกำหนดรายละเอียดงานที่ชัดเจน สร้างระบบตรวจสอบความผิดพลาด รวมถึงรู้ว่าปัญหาใดควรใช้ AI เข้ามาช่วยแก้
ท็อดด์ย้ำว่า แม้ทักษะด้านการเขียนโปรแกรมจะเป็นประโยชน์ แต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสมอไป วิธีที่ดีที่สุดในการเริ่มต้น คือการนำ AI มาใช้กับงานในสาขาที่เราคุ้นเคยและสนใจ เพราะยิ่งใช้งานจริงมากเท่าไร ก็จะยิ่งมองเห็นว่าควรใช้ AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับท็อดด์ เขาเชื่อว่า ในยุคที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การพยายามแข่งขันกับเทคโนโลยี แต่คือการพัฒนาทักษะที่ทำให้มนุษย์สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ดีขึ้น และยังคงมีคุณค่าในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง: CNBC, 80000hours, skills employable, NBER Report


