วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

แค่ EQ ไม่พอ ผู้นำยุค AI ต้องอัปสกิล NQ ทักษะใหม่ที่โลกงานต้องการ

หลายองค์กรยังทุ่มงบพัฒนาทักษะ EQ ให้ผู้บริหาร แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองมองว่า นั่นอาจไม่เพียงพออีกแล้ว เมื่อ AI เปลี่ยนวิธีคิดและการทำงานของคนทั้งองค์กร ผู้นำยุคใหม่ต้องมี "NQ" หรือความเข้าใจการทำงานของสมอง เพื่อคิดให้ลึก ตัดสินใจให้แม่น และนำทีมได้เหนือกว่า AI

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา "EQ" หรือความฉลาดทางอารมณ์ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่สุดของผู้นำที่ประสบความสำเร็จ องค์กรทั่วโลกลงทุนกับหลักสูตรพัฒนา EQ เพราะเชื่อว่า ผู้นำที่เข้าใจอารมณ์ตัวเอง เข้าใจลูกทีม และรับมือกับความกดดันได้ดี ย่อมสร้างทีมที่แข็งแกร่งและขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานแทบทุกมิติ แนวคิดนี้กำลังถูกตั้งคำถามใหม่ นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองจำนวนมากมองว่า การมี EQ เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะความท้าทายของ "ผู้นำ" ในวันนี้ ไม่ได้มีแค่การบริหาร "อารมณ์" แต่คือการบริหาร "ความคิด" ของตัวเองและของคนทั้งองค์กร

แทนที่จะทุ่มเทกับการฝึก EQ อย่างเดียว พวกเขาเสนอให้ผู้นำพัฒนาทักษะใหม่ที่เรียกว่า Neurointelligence (NQ) หรือ ความสามารถในการเข้าใจว่ามนุษย์คิด ตัดสินใจ เรียนรู้ และทำงานอย่างไรผ่านการทำความเข้าใจการทำงานของสมอง ซึ่งอาจกลายเป็นทักษะสำคัญของผู้นำยุค AI

ทำไมการสอน EQ ถึงเริ่มไม่ได้ผลกับผู้นำหลายคน

อันดับแรกต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่ว่า EQ ไม่มีประโยชน์ในการทำงาน แต่เป็นเพราะวิธีการสอนในปัจจุบันอาจไม่ตอบโจทย์การทำงานของผู้นำส่วนใหญ่ ซึ่งโดยทั่วไป คนที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารมักเป็นคนที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ ตั้งเป้าหมายชัด และให้ความสำคัญกับการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

งานวิจัยด้านสมองพบว่า เวลาสมองกำลังโฟกัสกับเป้าหมาย สมองในส่วนที่มุ่งให้ความสำคัญกับผู้คนและความรู้สึกจะทำงานลดลง และในทางกลับกัน เมื่อเราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ สมองส่วนที่มุ่งผลลัพธ์และเหตุผลก็จะทำงานน้อยลงเช่นกัน

มีการศึกษาหนึ่งที่ประเมินทักษะผู้บริหารจำนวนมาก พบว่า มีผู้นำไม่ถึง 5% เท่านั้นที่สามารถโดดเด่นทั้งด้านการขับเคลื่อนเป้าหมายและการเข้าใจผู้คนไปพร้อมกัน แต่ผู้นำส่วนใหญ่จะถนัดด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะการผู้นำประเภท "มุ่งผลลัพธ์"

ด้วยเหตุนี้ การบอกผู้บริหารว่า "ควรให้ความสำคัญกับอารมณ์มากขึ้น" จึงมักถูกต่อต้านโดยอัตโนมัติ เพราะหลายคนรู้สึกเหมือนกำลังถูกขอให้ลดทักษะที่พาตัวเองประสบความสำเร็จมาตลอด แม้แต่คำว่า "อารมณ์" ก็อาจกระตุ้นให้สมองของผู้นำที่เน้นผลลัพธ์ เกิดความรู้สึกไม่ดีและตั้งกำแพงมาป้องกันตัวทันที

นั่นทำให้ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ว่า EQ ไม่มีความจำเป็น แต่เป็นเพราะวิธีการนำเสนอและการพัฒนาทักษะดังกล่าว ยังไม่สอดคล้องกับวิธีคิดของผู้นำส่วนใหญ่ จึงทำให้หลายคนไม่เปิดรับตั้งแต่แรก

ยุค AI ผู้นำต้องเข้าใจ "วิธีคิด" มากกว่าแค่เข้าใจอารมณ์

อีกเหตุผลสำคัญคือ EQ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงานยุคใหม่ เมื่อ AI สามารถช่วยคิด วิเคราะห์ และสร้างผลงานได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นทักษะที่มนุษย์ต้องพัฒนาต่อไป จึงไม่ใช่แค่ทักษะการจัดการอารมณ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาสกิลด้าน Metacognition หรือ ความสามารถในการ "คิดเกี่ยวกับวิธีคิดของตัวเอง"

เนื่องจากทักษะนี้จะช่วยให้วัยทำงานรู้ทันกระบวนการคิดของตัวเอง เช่น รู้ว่าเมื่อไรควรเชื่อความคิดแรก เมื่อไรควรตั้งคำถามกับสมมติฐานเดิม และเมื่อไรควรเปิดรับมุมมองใหม่ ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นทักษะที่ AI เข้ามาทดแทนได้ยาก

นักวิจัยอธิบายว่า วิธีที่ช่วยพัฒนา Metacognition ได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง คือการเรียนรู้ว่ามนุษย์ใช้สมองอย่างไร เพราะยิ่งเราเข้าใจกลไกการทำงานของสมองมากขึ้น ก็ยิ่งสามารถสังเกตและปรับปรุงกระบวนการคิดของตัวเองได้ดีขึ้น

จากแนวคิดนี้ จึงก่อเกิดคำว่า Neurointelligence หรือ NQ ขึ้นมาในโลกการทำงานยุคนี้ ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการเข้าใจ และใช้ประโยชน์จากการทำงานของสมองอย่างมีประสิทธิภาพ โดย EQ ถือเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของ NQ เท่านั้น

NQ คือทักษะที่ช่วยให้มนุษย์ทำงานร่วมกับ AI ได้ดีกว่าเดิม

การมี NQ ไม่ได้หมายถึงการเรียนประสาทวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง แต่คือการเข้าใจข้อจำกัดและศักยภาพของสมองมนุษย์ เพื่อนำไปใช้ในการทำงานและการบริหารคน ยกตัวอย่างเช่น ผู้นำควรเข้าใจว่าความสามารถในการประมวลผลข้อมูลของมนุษย์มีขีดจำกัด จึงต้อง "ออกแบบการทำงาน" ที่ไม่ทำให้ทีมรับข้อมูลมากเกินไป

ควรเข้าใจว่าความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อสร้างไอเดียใหม่ที่แตกต่าง แทนที่จะปล่อยให้ทุกคนใช้ AI จนได้คำตอบคล้ายกันไปหมด หรือเกิดภาวะ "GroupThink" ที่ทุกคนคิดไปในทิศทางเดียวกัน

อีกทักษะที่สำคัญคือ ความสามารถในการแยกแยะว่า "อะไรคือการคิดวิเคราะห์คุณภาพสูงของมนุษย์" และ "อะไรเป็นเพียงคำตอบที่คัดลอกมาจาก AI" จนขาดมุมมองใหม่ เพราะในอนาคต คนที่สร้างคุณค่าให้งานได้ จะไม่ใช่คนที่ใช้ AI เป็น แต่คือคนทำงานที่รู้ว่าเมื่อไรควรเชื่อ AI หรือไม่ควรเชื่อ AI และเมื่อไรควรคิดต่อยอดจากสิ่งที่ AI สร้างขึ้น

นอกจากนี้ ผู้นำยังควรเข้าใจแรงจูงใจภายในของผู้คน อคติที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว รวมถึงวิธีสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจและสุขภาวะที่ดี ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลต่อคุณภาพของการตัดสินใจในระยะยาว

McKinsey ชี้ "สุขภาพสมอง" คือ ข้อได้เปรียบองค์กรยุคใหม่

แนวคิดนี้ไม่ได้มาจากผู้เขียนเพียงคนเดียว แต่สอดคล้องกับงานวิจัยของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง McKinsey ซึ่งระบุว่า ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป การลงทุนด้าน "สุขภาพสมอง" (Brain Health) จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับองค์กร

ขณะเดียวกัน ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นพบว่า เพียงการเรียนรู้ว่ามนุษย์ใช้สมองอย่างไร ก็สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อของสมอง เสริมความสามารถในการรับมือกับความเครียด และช่วยให้ผู้คนมีความยืดหยุ่นทางจิตใจมากขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของการทำงานในยุคที่ AI เปลี่ยนแปลงทุกอย่างอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ไม่ได้บอกให้ผู้นำเลิกพัฒนา EQ แต่อย่างใด เพราะทักษะความฉลาดทางอารมณ์ ยังคงเป็นทักษะที่มีคุณค่าเสมอ แต่ในโลกที่ AI เข้ามามีบทบาทกับการตัดสินใจ การสร้างสรรค์ และการทำงานแทบทุกด้าน ผู้บริหารหรือซีอีโอก็จำเป็นต้องขยายขอบเขตการเรียนรู้ให้กว้างกว่าเดิม จากการเข้าใจ "อารมณ์" ไปสู่การเข้าใจ "วิธีคิด" ของมนุษย์ทั้งหมด

เพราะในอนาคต สิ่งที่จะทำให้ผู้นำแตกต่าง อาจไม่ใช่คนที่มี EQ สูงที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจการทำงานของสมอง (NQ) และรู้ว่าจะใช้ศักยภาพของมนุษย์ร่วมกับ AI ได้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่างหาก

 

 

อ้างอิง: Fortune, McKinsey Health Institude, Emotional intelligenc, NeuroLeadership, Nature, Cognitive CapacityEmployees’ Motivation