งานรับปริญญาควรเป็นวันที่เต็มไปด้วยเสียงปรบมือ เป็นวันที่บรรดาเด็กจบใหม่ซึ่งใช้เวลาหลายปีในห้องเรียนได้นั่งฟังคำอวยพรครั้งสุดท้าย ก่อนเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไปเริ่มต้นชีวิตการทำงานอย่างเต็มตัว แต่ที่มหาวิทยาลัยแอริโซนาในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บรรยากาศกลับไม่เป็นเช่นนั้น
เมื่อ เอริก ชมิดต์ (Eric Schmidt) อดีตซีอีโอ Google และหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกเทคโนโลยี ก้าวขึ้นสู่เวทีรับปริญญา เสียงปรบมือดังขึ้นตามธรรมเนียม ..ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ.. เขาเล่าถึงสมัยที่ตัวเองยังเป็นนักศึกษา เล่าถึงยุคที่คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามาเปลี่ยนโลก จนมาสู่สมาร์ตโฟนที่อยู่ในมือผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก จากนั้นเขาพูดถึงการเข้ามาของ AI ทันทีที่หัวข้อนั้นถูกเอ่ยขึ้น เสียงโห่ก็ดังขึ้นจากกลุ่มบัณฑิตในฮอลล์
ไม่ใช่การโห่แค่ครั้งเดียว แต่เสียงโห่กลับดังขึ้นต่อเนื่องทุกครั้งที่เหล่าบัณฑิตจบใหม่ได้ยินคำว่า AI ใน Speech บนเวที จนผู้พูดต้องหยุดชั่วคราว
"ผมได้ยินพวกคุณ ผมรู้ว่าหลายคนกำลังรู้สึกอะไร ..มีความกลัวในรุ่นของคุณว่าอนาคตถูกกำหนดไว้แล้ว เครื่องจักรจะเข้ามา งานจะหายไป ..ขออนุญาตพูดสักหน่อยนะครับ.." ชมิดต์พยายามพูด Speech ให้จบบนเวที
แม้ว่าเขาจะพยายามอธิบายว่า AI จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกอาชีพ ทุกห้องเรียน ทุกโรงพยาบาล และเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในอนาคต แต่ยิ่งชมิดต์อธิบายว่าปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามามีบทบาทในทุกอาชีพมากขึ้นเท่าไร เสียงโห่อย่างไม่พอใจก็ยังดังขึ้นเป็นระยะตลอดการกล่าวสุนทรพจน์
เสียงโห่ต่อต้าน AI จากเด็กจบใหม่ เกิดขึ้นหลายมหา'ลัย ทั่วสหรัฐ
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วสหรัฐ ไม่ใช่เพราะอดีตซีอีโอ Google ถูกโห่ แต่เพราะมันสะท้อนความรู้สึกต่อต้านปัญญาประดิษฐ์ ที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจของเหล่าเด็กจบใหม่ และเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว
เมื่อค้นข้อมูลของเหตุการณ์ลักษณะนี้เพิ่มเติม ก็พบว่า ในช่วงฤดูรับปริญญาปี 2026 มหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วสหรัฐ กำลังเผชิญสถานการณ์คล้ายกัน เมื่อวิทยากร (ผู้บริหารจากองค์กรชื่อดัง) บนเวทีพูดถึง AI ในฐานะเทคโนโลยีแห่งอนาคต หรือพูดยกย่อง AI ในแง่ดี พวกเขากลับได้รับเสียงโห่แทนเสียงปรบมือ
โดยก่อนหน้ากรณีของ อดีตซีอีโอ Google เพียงไม่กี่วัน กลอเรีย คอลฟิลด์ (Gloria Caulfield) ผู้บริหารบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ Tavistock ก็เป็นอีกคนที่เผชิญเหตุการณ์คล้ายกัน ในพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลฟลอริดา
เมื่อเธอพูดว่า "การเติบโตของ AI คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป" เสียงโห่ก็ดังขึ้นทันที คอลฟิลด์ถึงกับหยุดพูด หันไปมองผู้ร่วมเวทีและยกมือขึ้นกลางอากาศ "เกิดอะไรขึ้น?" เธอถามพร้อมหัวเราะอย่างประหม่า ก่อนจะขออนุญาตพูดต่อ แต่ทันทีที่เธอพูดถึง AI ในเชิงปัญหา เธอกลับได้รับเสียงปรบมือ จนตัวเธอเองยังอดแซวไม่ได้ว่า "ดูเหมือนเราจะมีหัวข้อที่ทำให้คนแตกเป็นสองฝั่งนะ"
ฉากเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกครั้งที่ Middle Tennessee State University เมื่อ สก็อตต์ บอร์เชตตา (Scott Borchetta) ผู้บริหารค่ายเพลง Big Machine Records พูดว่า "AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีการผลิตผลงานในอุตสาหกรรมบันเทิง" เสียงโห่จากเด็กจบใหม่ดังขึ้นอีกครั้ง ..ราวกับคำว่า AI กลายเป็นคำต้องห้ามในงานรับปริญญาของอเมริกาไปแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายมหาวิทยาลัยทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดคนรุ่นที่เติบโตมากับเทคโนโลยีจึงต่อต้านการเข้ามาของ AI ขนาดนี้?
ตลาดแรงงานกำลังส่งสัญญาณอันตราย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่ถูกพร่ำบอกอยู่เสมอว่า การเรียนจบสูงๆ ระดับปริญญา คือบันไดสู่โอกาสทางอาชีพที่ดีกว่า แต่สำหรับบัณฑิตจำนวนมากในปี 2026 ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์ก (New York Federal Reserve Bank) ระบุว่า ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อัตราการว่างงานของผู้จบมหาวิทยาลัยอายุระหว่าง 22-27 ปี อยู่ที่ 5.6% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยแรงงานทั้งหมดที่ 4.2% และสูงกว่ากลุ่มผู้จบมหาวิทยาลัยทุกช่วงวัย ที่อยู่ที่ 3.1%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าคนที่เพิ่งเรียนจบกำลังเผชิญความยากลำบากในการหางานมากกว่าที่หลายคนคาดคิด
ขณะเดียวกัน รายงานของ ZipRecruiter ยังพบว่าการแข่งขันในตลาดแรงงานรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จาก "การคลิกสมัครงานต่อใบประกาศรับสมัครงาน 1 ใบ" มีจำนวนคลิกเพิ่มขึ้น 14.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากดูเฉพาะตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 21.7% นั่นหมายความว่า คนจำนวนมากขึ้นกำลังแข่งขันกันเพื่อชิงโอกาสที่มีอยู่อย่างจำกัด
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นคิดเป็นเพียง 38.6% ของประกาศรับสมัครงานทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนต่ำที่สุดในรอบอย่างน้อยสามปี ก็ไม่แปลกที่ในสายตาของคนจบใหม่จำนวนมาก จึงมองว่าเส้นทางสู่การทำงานไม่ได้เปิดกว้างเหมือนเดิมอีกต่อไป
บันไดขั้นแรกของอาชีพเริ่มหายไป เด็กจบใหม่โดน AI แย่งงาน!
สิ่งที่ทำให้ความกังวลของเด็กจบใหม่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ คือ หลายตำแหน่งงานที่เคยเป็นงานระดับเริ่มต้นของคนรุ่นใหม่ กำลังลดจำนวนลงเพราะหลายบริษัทหันมาใช้ AI ทำงานแทนคน ไม่ว่าจะเป็นงานค้นคว้าข้อมูล งานสรุปรายงาน งานวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น หรืองานด้านคอนเทนต์ บริษัทต่างๆ เริ่มนำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วย เพราะทำเสร็จเร็วกว่าได้ในเวลาไม่กี่นาที
สำหรับผู้บริหารองค์กร นี่อาจเป็นเรื่องของประสิทธิภาพ แต่สำหรับคนที่กำลังหางานแรกในชีวิต มันคือคำถามว่าพื้นที่สำหรับการเริ่มต้นอาชีพจะเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน
เมดิสัน ฟูเอนเตส (Madison Fuentes) บัณฑิตสาขาการเขียนเชิงสร้างสรรค์จากมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลฟลอริดา สรุปความรู้สึกนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า "ฉันไม่คิดว่านักศึกษามีปัญหากับ AI เพราะเราไม่รู้จักมัน แต่เรากำลังลำบากใจว่ามันกำลังลดโอกาสการทำงานของพวกเรามากกว่า"
นี่อาจอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในพิธีรับปริญญาหลายแห่งได้ดีที่สุด เพราะคนที่กำลังโห่ใส่ AI ไม่ใช่คนที่ไม่เข้าใจเทคโนโลยี ตรงกันข้าม พวกเขาคือคนรุ่นแรกที่ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดภายใต้ยุคเฟื่องฟูของ Generative AI
พวกเขาเรียนหนังสือในช่วงที่ ChatGPT เปิดตัว ใช้ AI ทำงานส่งอาจารย์ ทดลองเครื่องมือใหม่ และเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีนี้มาตลอด พวกเขารู้ดีว่า AI ทำอะไรได้ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขากังวลมากกว่าคนรุ่นอื่น
จากความตื่นเต้นกับ AI สู่ความวิตกกังวลของ Gen Z
ความเปลี่ยนแปลงของทัศนคติคนรุ่นใหม่ต่อ AI เริ่มปรากฏให้เห็นในข้อมูลสำรวจหลายชุด ผลสำรวจของ Gallup ที่สอบถาม Gen Z ชาวอเมริกันอายุ 14-29 ปี มากกว่า 1,500 คน พบว่า อารมณ์เชิงลบต่อ AI เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา
- สัดส่วนคนที่รู้สึกตื่นเต้นกับ AI ลดลงจาก 36% เหลือ 22%
- ในขณะที่ความโกรธต่อ AI เพิ่มขึ้นจาก 22% เป็น 31%
- ส่วนความวิตกกังวลยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 42%
- 48% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า AI ในสถานที่ทำงานมีความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์
ที่น่าสนใจคือ แม้แต่คนที่ใช้งาน AI เป็นประจำทุกวัน ก็มีมุมมองเชิงบวกต่อเทคโนโลยีลดลงเช่นกัน
ด้านผลสำรวจของ Institute of Politics แห่ง Harvard Kennedy School ในปี 2025 พบว่า บัณฑิตจบใหม่ส่วนใหญ่มอง AI เป็นภัยคุกคามต่อโอกาสการทำงานของตนเอง ความรู้สึกเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และข่าวการลดการจ้างงานในหลายอุตสาหกรรม
เมื่อปัจจัยทั้งหมดมารวมกัน AI จึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเครื่องมืออีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่แน่นอนที่กำลังรออยู่ข้างหน้า
คนบนเวทีพูดเรื่องโอกาส คนเพิ่งรับปริญญามองเห็นความเสี่ยง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของปรากฏการณ์นี้คือ ไม่มีใครในเรื่องนี้ต่อต้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ทั้งผู้พูดบนเวทีและบัณฑิตที่นั่งฟัง ต่างรับรู้ว่า AI กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคต แต่ความแตกต่างอยู่ที่มุมมองต่อผลลัพธ์ของมัน
สำหรับเอริก ชมิดต์ AI คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ต่างจากการเกิดขึ้นของคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต หรือสมาร์ตโฟน เขายอมรับบนเวทีว่าความกลัวของคนรุ่นใหม่เป็นเรื่อง "สมเหตุสมผล" แต่อย่างไรก็ตาม ในมุมของเขา อนาคตยังไม่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า มนุษย์ยังสามารถกำหนดทิศทางของ AI ได้
ในทางกลับกัน สำหรับคนที่กำลังจะส่งใบสมัครงานฉบับแรกในชีวิต คำพูดเหล่านั้นอาจฟังต่างออกไป เมื่อพวกเขาเห็นตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นลดลง เห็นการแข่งขันสูงขึ้น และเห็นบริษัทจำนวนมากใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพจึงไม่แปลกที่คำว่า "โอกาส" กับคำว่า "ความเสี่ยง" จะกลายเป็นเรื่องสวนทางกัน
ขณะที่ แดเนียล จ้าว (Daniel Zhao) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Glassdoor มองว่า เสียงโห่ในพิธีรับปริญญากำลังสะท้อนความกังวลที่แท้จริงของแรงงาน Gen Z หากเศรษฐกิจแข็งแรงกว่านี้ หากเด็กจบใหม่หางานได้ง่ายกว่านี้ ความกลัวเกี่ยวกับ AI อาจไม่รุนแรงเท่าที่เห็นในปัจจุบัน
นั่นอาจเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องทั้งหมด เพราะสิ่งที่ดังขึ้นในพิธีรับปริญญาหลายแห่งอาจไม่ใช่เสียงต่อต้านเทคโนโลยี หากเป็นเสียงของคนรุ่นหนึ่งที่กำลังพยายามบอกว่า พวกเขาไม่ได้กลัวอนาคตแต่กำลังกังวลว่าอนาคตที่กำลังมาถึงนั้น จะยังเหลือพื้นที่ให้พวกเขาได้เริ่มต้นต่างหาก
อ้างอิง: NBC News, TheGuardian, People, CNBC, Fox29


