ปริญญาไม่ช่วยอัปฐานะสู่ชนชั้นกลางอีกต่อไป เด็กจบใหม่กลายเป็น “พรีคาริเอท” ตกอยู่ในสภาวะความไม่มั่นคงเชิงโครงสร้าง อาชีพต่ำว่าดีกรี รายได้ผันผวน ขาดสวัสดิการคุ้มครอง
KEY POINTS
- ใบปริญญาไม่สามารถรับประกันอาชีพที่มั่นคงและรายได้ที่ดีได้อีกต่อไป ทำให้การยกระดับสถานะทางสังคมของเด็กจบใหม่เป็นไปได้ยากขึ้น
- เด็กจบใหม่จำนวนมากกำลังเผชิญกับภาวะ "พรีคาริเอท" (Precariat) ซึ่งเป็นชนชั้นใหม่ที่ชีวิตไร้ความมั่นคงทั้งด้านอาชีพ รายได้ และสวัสดิการ แม้จะมีการศึกษาสูง
- ต้นทุนการศึกษาที่สูงขึ้นสวนทางกับตลาดแรงงาน ทำให้เกิดภาวะการศึกษาสูงเกินกว่างานที่ทำ (Over-education) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในอาชีพ
- ตลาดแรงงานที่ไม่แน่นอน ทำให้คนรุ่นใหม่บางคนหันไปสู่สายอาชีพและงานช่างฝีมือมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างรายได้ที่เร็วกว่าและไม่ต้องแบกรับหนี้การศึกษา
ครั้งหนึ่ง "การศึกษาระดับปริญญา" คือคำสัญญาที่ชัดเจนที่สุดข้อหนึ่งของสังคม คนที่เลือกเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างก็คาดหวังว่า การเรียนจบสูงๆ จะทำให้มีอาชีพที่ดี รายได้มั่นคง และมีชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นพ่อแม่ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวร่ำรวย การเข้ามหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อได้ความรู้ แต่คือความหวังว่าจะใช้ "ใบปริญญา" เป็นบันไดขยับสถานะทางสังคมขึ้นไปสู่ชนชั้นกลางที่มีรายได้และสวัสดิการรองรับ
แต่วันนี้ ความคาดหวังดังกล่าวของเด็กจบใหม่กำลังพังทลายลง เพราะแม้พวกเขาเรียนจบสูงขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ทำงานตรงวุฒิการศึกษา ได้งานรายได้ดี หรือมีความมั่นคงมากขึ้นตามมา หลายคนต้องทำงานต่ำกว่าระดับการศึกษา เปลี่ยนงานบ่อย หรือพัฒนาทักษะใหม่อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ยังแข่งขันในตลาดแรงงานได้
นี่คือบริบทที่ทำให้แนวคิดของชนชั้นที่เรียกว่า “พรีคาริเอท” (Precariat) กลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะมันช่วยอธิบายสภาวะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากกำลังเผชิญ เมื่อการศึกษาและชีวิตการงานในยุคนี้ ไม่สามารถพาไปสู่ความมั่นคงได้อย่างที่รุ่นพ่อแม่เคยเป็น
“พรีคาริเอท” คืออะไร? เมื่อคนรุ่นใหม่เผชิญชีวิตที่ไร้ความมั่นคง
แนวคิด Precariat ถูกนำเสนอโดย กาย สแตนดิง (Guy Standing) นักเศรษฐศาสตร์การเมือง ผู้เขียน The Precariat: The New Dangerous Class ซึ่งใช้อธิบายการก่อตัวของชนชั้นใหม่ในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ ซึ่งหมายถึง ชนชั้นที่ต้องตกอยู่ในสภาวะความไม่มั่นคงเชิงโครงสร้าง ทั้งไร้รากทางอาชีพ รายได้ผันผวน และปราศจากสวัสดิการคุ้มครอง
ทั้งนี้ Precariat ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มคนจนหรือคนตกงาน แต่ยังรวมถึงกลุ่มคนที่การศึกษาสูงแต่ไม่สามารถเปลี่ยนวุฒิการศึกษาให้กลายเป็นงานที่มั่นคงได้
ตรงข้ามกับ “Salariat” ที่หมายถึง กลุ่มคนทำงานประจำที่มีเงินเดือนและสวัสดิการ เช่น เงินบำนาญ วันลาพักร้อน และวันลาป่วย ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์การเมืองคนนี้มองว่ากำลังหดตัวลง ขณะที่ Precariat กำลังขยายตัวมากขึ้นในสังคม
หนึ่งในกลุ่มที่ กาย สแตนดิง ให้ความสนใจคือ คนรุ่นใหม่ที่เลือกเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย เพราะพวกเขาเติบโตมากับความเชื่อว่า การศึกษาสูงจะมอบอาชีพและอนาคตที่ดีได้ แต่เมื่อเรียนจบมาจริงๆ กลับพบว่า ใบปริญญาในมือนั้นพ่วงมากับ “หนี้สิน” และความไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า
การศึกษาต้นทุนสูงขึ้น แต่ปริญญากลับรับประกันความมั่นคงน้อยลง
ความย้อนแย้งของ "ต้นทุนค่าเล่าเรียนสูงลิ่ว แต่กลับไม่การันตีอาชีพมั่นคงหลังเรียนจบ" นั้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ อาจต้องย้อนไปดูตั้งแต่ต้นทางของ "ตลาดการศึกษา" โดยมีข้อมูลชี้ว่า ตลาดการศึกษาทั่วโลกกำลังเติบโตเป็นอุตสาหกรรมขนาดมหาศาล Morgan Stanley ประเมินว่า มูลค่าตลาดการศึกษาทั่วโลกอาจเพิ่มจากราว 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 เป็น 8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030
สำหรับผู้เรียน การเติบโตของตลาดการศึกษาที่พุ่งสูงขนาดนี้ มันหมายถึงต้นทุนที่พวกเขาต้องจ่ายเพื่อเข้าสู่ระบบการเรียนมหาวิทยาลัยที่สูงขึ้นตามไปด้วย
โดยในสหรัฐฯ ค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาระดับปริญญาตรี เพิ่มขึ้นอย่างมากตลอดหลายทศวรรษ ขณะที่ตลาดแรงงานกลับมีแต่งานที่ต่ำกว่าวุฒิการศึกษาระดับปริญญา เมื่อช่องว่างนี้ถ่างกว้างมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ Over-education หรือ "ภาวะที่คนทำงานมีการศึกษาสูงกว่างานที่ทำ"
ขณะที่ในอังกฤษ มีบัณฑิตจบใหม่ถึง 30% ที่ตกอยู่ในภาวะ Over-educated โดยบัณฑิตจำนวนมากยังทำงานในตำแหน่งที่ไม่ได้ต้องการวุฒิปริญญา แม้จะผ่านพ้นช่วงเริ่มต้นของชีวิตการทำงานไปแล้วก็ตาม นั่นหมายความว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่ลงทุนไปกับการศึกษา ไม่ได้ถูกเปลี่ยนกลับมาเป็น “ความก้าวหน้า” ในอัตราเดียวกันเสมอไป
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่า ใบปริญญายังมีค่า แต่ปริญญาเพียงอย่างเดียว อาจไม่รับประกันว่าเด็กจบใหม่จะได้งานดีๆ หรือได้งานรายได้สูงพอที่จะช่วยไต่ฐานะทางเศรษฐกิจตามที่คาดหวัง
เรียนจบสูง แต่ทำไมยังไต่ขึ้นสู่ฐานะชนชั้นกลางไม่ได้?
ปัญหา Over-education ไม่ได้จบที่การมีงานทำ แต่มันยังจุดชนวนต่อไปถึงปัญหาอีกเรื่อง นั่นคือ Social Mobility หรือการเลื่อนสถานะทางสังคม โดยงานวิจัยจาก University of Oxford และ Sutton Trust พบว่า Social Mobility กำลังหยุดนิ่งในหลายประเทศ แม้คนจากครอบครัวยากจนจะเข้าถึงมหาวิทยาลัยได้มากขึ้นแล้วก็ตาม
เนื่องจากหลังเรียนจบ คนแต่ละคนยังมีต้นทุนไม่เท่ากัน บางคนมีครอบครัวช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายระหว่างหางาน มีเครือข่าย มีโอกาสฝึกงาน หรือสามารถรอเลือกงานดีๆ ที่เปิดทางสู่อนาคตได้ ขณะที่อีกคนอาจต้องรับงานแรกที่หาได้ทันที แม้จะไม่ตรงกับวุฒิหรือทักษะที่เรียนมา เพราะฐานะไม่ดียิ่งต้องดิ้นรนหนักกว่าเด็กที่บ้านรวย
เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างเหล่านี้จึงสะสมกลายเป็นความแตกต่างของรายได้ ประสบการณ์ และโอกาสในการขยับสถานะขึ้นสู่ชนชั้นกลาง
โดย ชิติช กาปูร์ (Shitij Kapur) รองอธิการบดี King’s College London เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า ใบปริญญาในวันนี้ไม่ควรถูกมองเป็น “passport” ที่ช่วยเลื่อนสถานะทางสังคม แต่เป็นเพียงแค่ “visa” ที่ทำให้คนมีโอกาสเข้าสู่สนามแข่งขันเท่านั้น
เมื่อความหวังพังลง ความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไป
เมื่อสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่ได้รับจริงแตกต่างกันมากขึ้น ความผิดหวังจึงไม่ได้อยู่แค่ในเรื่องเงินเดือน แต่กลายเป็นความรู้สึกว่า แม้จะพยายามมากเท่าไหร่ก็อาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้
The Guardian รายงานถึงปรากฏการณ์ “graduate without a future” หรือบัณฑิตที่ไม่มีอนาคต ซึ่งสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากกำลังตั้งคำถามกับเส้นทางเดิมที่เคยเชื่อว่า การเรียนสูงจะนำไปสู่ชีวิตที่มั่นคง ยกตัวอย่างความคิดเห็นของบัณฑิตจบใหม่คนหนึ่ง สะท้อนความรู้สึกนี้ออกมาได้อย่างชัดเจนว่า
“แนวคิดของพ่อแม่ที่ว่า 'ถ้าทำงานหนัก ก็จะได้ในสิ่งที่หวัง' มันใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ความคาดหวังของคนรุ่นก่อนที่ว่าแค่มีปริญญาดีๆ มีทักษะดีๆ ชีวิตก็จะสบาย เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป ฉันรู้สึกเหมือนกำลังวิ่งชนกำแพงอิฐ”
ความรู้สึกนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ กาย สแตนดิง เคยอธิบายไว้ว่า คนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยถูกขายความหวังว่า การศึกษาจะพาไปสู่อาชีพที่ดี แต่เมื่อเรียนจบกลับต้องเผชิญกับหนี้สินและอนาคตที่ไม่แน่นอน จนเกิดความคับข้องใจต่อสถานะของตัวเอง
เด็กรุ่นใหม่เรียนมหาวิทยาลัยลดลง หันหางานสายอาชีพแทน
ความไม่แน่นอนดังกล่าว เริ่มกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อการเรียนมหาวิทยาลัย ในสหรัฐฯ อัตราการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยทันทีของผู้ที่เพิ่งจบมัธยมปลายลดจาก 70% ในปี 2016 เหลือ 62% ในปี 2022 โดยในปี 2022 มีผู้จบมัธยมปลายราว 3 ล้านคน และมีประมาณ 62% เท่านั้นที่เข้าเรียนวิทยาลัยภายในปีเดียวกัน
ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่บางส่วนกำลังมองหาเส้นทางอื่นที่ไม่จำเป็นต้องใช้ใบปริญญา โดยเฉพาะสายอาชีพและงานช่างฝีมือ (Skilled Trades) อย่างช่างไฟ ช่างประปา ช่างเชื่อม และงานก่อสร้าง ซึ่งใช้การฝึกอบรมหรือระบบฝึกงาน แทนการเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี
ข้อมูลจาก Gusto พบว่า คนหนุ่มสาวอายุ 18-25 ปีในสหรัฐฯ หันเข้าสู่งานสายอาชีพมากขึ้น ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ งานที่ไม่ต้องใช้ปริญญาบางประเภทไม่ใช่ว่ารายได้ต่ำเสมอไป งานวิจัยของ Burning Glass Institute ที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ นำมาอ้างอิงพบว่า เกือบ 20% ของแรงงานที่ไม่มีใบปริญญา มีรายได้มากกว่า 70,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเทียบเท่าหรือมากกว่าคนจบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ
เหตุผลสำคัญไม่ได้มีเพียงเรื่องไม่อยากเรียนต่อ แต่เป็นการคำนวณความคุ้มค่าใหม่ เมื่อการเรียนมหาวิทยาลัยต้องใช้ทั้งเวลาและเงิน ขณะที่สายอาชีพเปิดทางให้เริ่มมีรายได้เร็วกว่าและไม่ต้องแบกรับหนี้การศึกษา
แม้แนวคิดเรื่อง “พรีคาริเอท” ของ กาย สแตนดิง จะพัฒนาขึ้นจากบริบทของประเทศตะวันตก แต่ปรากฏการณ์ที่เขาชี้ให้เห็นกำลังเกิดขึ้นในหลายสังคมทั่วโลก เมื่อคนรุ่นใหม่มีการศึกษาสูงขึ้น แต่กลับต้องเผชิญกับงานไม่มั่นคง รายได้ผันผวน และเส้นทางอาชีพที่ยากจะคาดเดา
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “เด็กควรเรียนอะไรเพื่อให้ได้งาน” แต่คือ เราจะทำอย่างไรให้การศึกษาไม่กลายเป็นเพียงกระบวนการผลิตคนเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ไม่มั่นคง เพราะการศึกษาควรเปิดโอกาสให้คนสร้างอนาคตของตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ต้องใช้ทั้งชีวิตวิ่งตามหาความมั่นคงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกสัญญาไว้ว่าจะได้รับจากการเรียนสูงและการทำงานหนัก
อ้างอิง: weforum, thepeople, theguardian, Guy Standing, tandfonline, education.ox.ac.uk, timeshighereducation, theguardian2





