วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ทำตัวให้ก้าวหน้าทุกวัน สูตรความสำเร็จ Jay Shetty เศรษฐีร้อยล้าน

จากอดีตพระฮินดูสู่ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการพอดแคสต์ ถอดบทเรียนความสำเร็จของ Jay Shetty ในวันที่ได้เซ็นสัญญากับ Spotify และ Netflix มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

KEY POINTS

  • เจย์ เชตตี้ จากอดีตพระสู่นักธุรกิจร้อยล้าน เขาผันตัวสร้างอาณาจักรสุขภาพกาย-ใจ "Conscious Empire" ผ่านดีลยักษ์ใหญ่กับ Spotify และ Netflix มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์
  • จากห้องนอนสู่พื้นที่สื่อระดับโลก เขาปลุกปั้นพอดแคสต์ "On Purpose" จากจุดเริ่มในห้องนอน จนได้สัมภาษณ์คนดังระดับโลกอย่าง โคบี ไบรอันต์ และโอปราห์ วินฟรีย์
  • หลักการทำงานของเขา มักจะเน้นบริหารพลังงาน เหนือกว่าการบริหารเวลา ส่งพลังงานเต็ม 100% ให้คนรอบข้าง และใช้ระบบ Block Creation ผลิตคอนเทนต์รวดเดียวเพื่อรักษาพลังงานสร้างสรรค์
  •  'ความก้าวหน้า' สำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ เขาแนะให้พัฒนาทักษะทันทีก่อนมีคนจ้าง มองความล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดา และโฟกัสที่การเติบโตทีละก้าวแทนความสมบูรณ์แบบ

จากอดีตพระฮินดูที่เคยใช้ชีวิตเรียบง่าย วันนี้ เจย์ เชตตี้ (Jay Shetty) กลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการพอดแคสต์ระดับโลก หลังเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ Spotify และ Netflix มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจไปไกลกว่าการเป็นครีเอเตอร์

ในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่พรมแดนระหว่างคอนเทนต์ สุขภาพกาย และสุขภาพจิต เริ่มหลอมรวมเข้าด้วยกัน ชื่อของ เจย์ เชตตี้ (Jay Shetty) เจ้าของรายการพอดแคสต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง "On Purpose" ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสายอาชีพที่น่าทึ่งที่สุดแห่งยุค

ล่าสุด นิตยสารธุรกิจระดับโลกอย่าง Forbes ได้นำเขาขึ้นปกพร้อมยกย่องในฐานะ "Monk-Turned-Mogul" หรือ "จากอดีตพระฮินดูสู่นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล" หลังจากการสร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนอุตสาหกรรมสื่อ ด้วยการเซ็นสัญญามูลค่ารวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ภายในระยะเวลา 3 ปี) ร่วมกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Spotify และ Netflix เพื่อเผยแพร่รายการพอดแคสต์ยอดฮิตของเขา สะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าของผู้จัดรายการระดับแถวหน้านั้น ไม่ได้ต่างไปจากค่าตัวของดาราฮอลลีวูดในยุคทองเลยแม้แต่น้อย

เส้นทางของอดีตพระฮินดูผู้นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่เป็นผลลัพธ์ของจุดเริ่มต้นอันเรียบง่าย สู่การสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เขาขนานนามว่า "Conscious Empire" หรืออาณาจักรแห่งความตระหนักรู้ 

จากคอนเทนต์ในห้องนอนเล็กๆ สู่ดีลประวัติศาสตร์ มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์

หากย้อนกลับไปในวัยหนุ่ม เชตตี้ เติบโตมาภายใต้แรงกดดันรอบตัวที่มีทางเลือกชีวิตเพียงแค่การเป็นหมอ ทนายความ หรือผู้ล้มเหลว ทว่าในวัย 18 ปี เขาได้พบกับพระรูปหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้เขาหันมาใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่น และหลังจากจบการศึกษาจาก Cass Business School ในลอนดอน เขาก็ได้ตัดสินใจใช้เวลา 3 ปีบวชเรียนและใช้ชีวิตเป็นพระทั้งในอินเดียและยุโรป

หลังจากตัดสินใจลาสิกขาในปี 2013 เขาได้ก้าวเข้าสู่การเป็นโค้ชด้านโซเชียลมีเดียให้กับผู้บริหารที่ Accenture ก่อนจะถูกดึงตัวไปร่วมงานกับ Huffington Post ในนิวยอร์ก และในที่สุดเขาก็เลือกที่จะเดินออกมาสร้างคอนเทนต์ของตัวเองด้วยเป้าหมายที่จะทำให้ "ปัญญาความรู้กลายเป็นกระแสไวรัล"

ในปี 2016 เขาเริ่มต้นสร้างคลิปสั้นๆ บน Instagram และ YouTube เพื่อแบ่งปันข้อคิดชีวิต และเปิดตัวพอดแคสต์ "On Purpose" ในปี 2019 ซึ่งในตอนนั้น เชตตี้เริ่มต้นทำรายการจากห้องนอนเล็กๆ ของตัวเอง โดยทีมงานต้องช่วยกันย้ายเฟอร์นิเจอร์เพื่อให้มีที่วางกล้องและไฟที่เช่ามาใช้งาน โดยมีช่างภาพเพียงคนเดียวที่คุมกล้องสามตัวพร้อมกัน จนเขาเอ่ยปากว่าตอนนั้นพวกเขาไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พอดแคสต์ของเขาโด่งดังไปทั่วโลก คือการได้รับโอกาสสัมภาษณ์เจาะลึกกับ ตำนานบาสเกตบอลผู้ล่วงลับอย่าง โคบี ไบรอันต์ (Kobe Bryant) ในปี 2019 ซึ่งกลายเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกครั้งสุดท้ายของไบรอันต์ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในต้นปี 2020

ทำตัวให้ก้าวหน้าทุกวัน สูตรความสำเร็จ Jay Shetty เศรษฐีร้อยล้าน

ไม่หยุดอยู่แค่พอดแคสต์ แต่ยังขยายสู่ธุรกิจสื่อ และธุรกิจสุขภาพ

จากนั้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผู้คนเผชิญความวิตกกังวลสูงและหันมาใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น ส่งผลให้รายการของเขาเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนสามารถดึงดูดแขกรับเชิญระดับโลกมาร่วมเปิดใจในประเด็นที่เปราะบาง เช่น โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey), วิลล์ สมิธ (Will Smith) และเจนนิเฟอร์ โลเปซ (Jennifer Lopez)

ส่งผลให้รายการของเขากลายเป็นพื้นที่สนทนาที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่ง และเมื่อเขาตัดสินใจย้ายรายการมาเปิดตัวบ้านหลังใหม่บน Netflix แขกรับเชิญคนแรกที่เขาคว้าตัวมาร่วมรายการก็คือ มิลลี บ็อบบี บราวน์ (Millie Bobby Brown) นักแสดงสาวชื่อดังจากซีรีส์ Stranger Things

ปัจจุบัน เชตตี้ ในวัย 38 ปี ไม่ได้เป็นเพียงแค่คนทำพอดแคสต์ แต่เขาก็ยังเป็นเจ้าของหนังสือขายดีระดับโลกอย่าง Think Like a Monk ที่มียอดขายมากกว่า 2 ล้านเล่มทั่วโลก รวมถึงขยายพอร์ตธุรกิจของตัวเอง แตกไลน์ไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ มากมาย

ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในบริษัทตรวจเลือดเพื่อประเมินสุขภาพอย่าง Function Health เปิดตัวแบรนด์ชา Juni และก่อตั้งบริษัทโปรดักชัน Perfect Strangers ทำหน้าที่ผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ เช่น รายการ "Friends Keep Secrets" และ รายการโทรทัศน์อีกหลายเรื่อง

เจาะลึก 6 หลักคิดและวิธีทำงานสู่ความสำเร็จสไตล์ Jay Shetty

ความสำเร็จของ เจย์ เชตตี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนผ่านตัวเลขในบัญชีทรัพย์สิน แต่ยังฝังรากอยู่ใน "วิธีคิด" และ "วินัยการทำงาน" ที่เขามักสอดแทรกผ่านมุมมองและคำคมสำคัญดังนี้ 

1. ยืดหยุ่น ยอมรับตัวตน ปรับบทบาทอาชีพใหม่

ในการทำงานและการทำธุรกิจ หลายคนมักติดอยู่กับ "กรอบจำลองเดิม" หรือภาพจำในอดีต แต่สำหรับเชตตี้ การเติบโตต้องการความชัดเจนในบทบาทปัจจุบันเพื่อขับเคลื่อนงานไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง เขาจึงยอมรับการเปลี่ยนผ่านของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

“ผมไม่ใช่พระอีกต่อไป วันนี้ผมมองตัวเองเป็นผู้ประกอบการ และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้”  

การยอมรับบทบาทใหม่นี้ทำให้เขาสามารถบริหารองค์กรและเจรจาดีลธุรกิจระดับร้อยล้านดอลลาร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยไม่ปล่อยให้ภาพจำเดิมมาเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต

2. เปลี่ยน ‘เงิน’ ให้เป็น ‘ทรัพยากรขับเคลื่อนคุณค่า’

เมื่อก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจที่มั่งคั่ง เชตตี้ ไม่ได้มองว่าตัวเลขในบัญชีคือตัววัดความสำเร็จสูงสุด แต่เขากลับปรับมุมมองความคิดที่มีต่อระบบทุนนิยม โดยใช้เงินเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก (Social Impact) ภายใต้วิสัยทัศน์ "Conscious Empire"

“มันทำให้ผมสามารถใช้เงินในฐานะทรัพยากร เพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้กับโลก และสร้างผลกระทบในแบบที่เราเลือกจะทำ”  

หลักคิดนี้ช่วยให้นักบริหารรุ่นใหม่ตระหนักว่า ยิ่งธุรกิจสร้างกำไรได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีพลังและทรัพยากรในการขับเคลื่อนและเยียวยาสังคมได้มากเท่านั้น

3. ทำลายมายาคติเรื่องสูตรสำเร็จ แต่ศึกษาเพื่อให้เรียนรู้

สำหรับเชตตี้ หัวใจสำคัญของการก้าวข้ามผ่านจุดเปลี่ยนในชีวิต คือการค้นคว้าหาข้อมูลอย่างหนัก เขาไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ใช้วิธีศึกษาและทำความเข้าใจกระบวนการคิดของต้นแบบที่เขาชื่นชมอย่างลึกซึ้ง:

“เวลาที่ผมกำลังจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิต สิ่งที่ผมให้ความสำคัญที่สุดคือการศึกษาหาข้อมูล ผมชอบใช้เวลาศึกษาเส้นทางของคนที่ผมชื่นชม ตั้งคำถามว่า คนนี้ทำอย่างไร เขาคิดแบบไหน และอะไรทำให้เขาเลือกเดินในเส้นทางนั้น”

ยิ่งเขาได้ศึกษาชีวิตของผู้คนมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งค้นพบสัจธรรมว่า ไม่มีทางลัดหรือสูตรสำเร็จรูปที่ใช้ได้กับทุกคน “เมื่อคุณศึกษาชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ คุณจะพบว่า ไม่มีรูปแบบตายตัว ไม่มีสูตรสำเร็จ และไม่มีเส้นทางแบบทีละขั้นที่ทุกคนเดินเหมือนกัน”

4. พัฒนาทักษะใหม่ทันทีโดยไม่ต้องรอโอกาส

หลายคนมักติดกับดักความคิดที่ว่า "ต้องได้งานใหม่หรือตำแหน่งใหม่ก่อน ถึงจะเริ่มเรียนรู้ทักษะงานนั้นๆ" แต่สำหรับเชตตี้ เคล็ดลับของการเปลี่ยนผ่านสายอาชีพได้สำเร็จ คือการสร้างความเชี่ยวชาญล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ยังไม่มีใครมองเห็นคุณ 

“อย่ารอให้ได้เปลี่ยนงานก่อนแล้วค่อยพัฒนาตัวเองเพื่อให้เชี่ยวชาญในทักษะนั้นๆ แต่จงเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ก่อนจะมีใครจ้าง หรือก่อนที่ใครจะสังเกตเห็นเสียอีก”  แนวคิดนี้สอนให้คนทำงานรุ่นใหม่เป็นฝ่ายรุก (Proactive) ในการกำหนดอนาคตของตนเอง แทนที่จะเป็นฝ่ายตั้งรับ

5. มุ่งเน้น ‘ความก้าวหน้า’ แทน ‘ความสมบูรณ์แบบ’

ในการทำงานและการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คนส่วนใหญ่มักล้มเลิกกลางคันเพราะคาดหวังความไร้ที่ติ ความเพอร์เฟกต์ที่สุด แต่เชตตี้เชื่อว่าหัวใจสำคัญของการรักษาแรงผลักดันในอาชีพการงาน คือการมองเห็นการเติบโตทีละก้าวของตัวเองในทุกวัน

“เราไม่จำเป็นต้องค้นหาความสมบูรณ์แบบ แค่รู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวหน้าก็เพียงพอแล้ว”

เมื่อเราเปลี่ยนโฟกัสจากการวิ่งหาผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ มาเป็นการชื่นชมความก้าวหน้าเล็กๆ น้อยๆ ในการทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เราจะเริ่มสนุกกับการทำงาน และความก้าวหน้านี้เองที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง

6. บริหารพลังงานและจิตใจเพื่อความยั่งยืน

การสื่อสารก็เป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญของการทำงาน เชตตี้ บอกว่า คุณภาพของการปฏิสัมพันธ์หรือสื่อสารกับผู้คน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณชั่วโมง แต่ขึ้นอยู่กับ "ระดับพลังงาน" ที่เรามอบให้แก่ผู้คนรอบข้าง 

“เมื่อพูดถึงการบริหารเวลา ผมมักจะพูดถึงการบริหารพลังงานมากกว่า ผมพยายามให้พลังงานกับผู้คนเต็ม 100% แม้ว่าผมจะมีเวลาพวกเขาเพียงเล็กน้อยก็ตาม”

นอกจากนี้ ในการทำงานแต่ละวัน ย่อมมีบ้างที่วัยทำงานเจอกับวันแย่ๆ และการรับมือความรู้สึกเหล่านี้ก็สำคัญ เชตตี้แนะนำว่า “หากคุณรู้สึกหดหู่ ล้มเหลว หรือผิดหวัง อย่าพยายามหลบเลี่ยงอารมณ์เหล่านั้น เพราะมันคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตที่มีความหมาย”

เมื่อคนทำงานเข้าใจหลักการบริหารพลังงานและเตรียมใจยอมรับความล้มเหลวในฐานะเรื่องปกติธรรมดา ก็จะช่วยสร้างภูมิต้านทานทางจิตใจ (Resilience) ให้พร้อมลุกขึ้นสู้ใหม่ได้เร็วขึ้น

การเปลี่ยนสายอาชีพ ประสบความสำเร็จได้จริง!

บทเรียนด้านชีวิตการทำงานของ เจย์ เชตตี้ ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนสายอาชีพ (Career Transition) ไปสู่งานที่มีคุณค่าและประสบความสำเร็จนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง

หากมีความมุ่งมั่นตั้งใจและการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ โดยเขาย้ำว่าสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านมีอยู่ 2 ประการหลัก คือการศึกษาหาข้อมูล (Research) จากเส้นทางของคนที่หลากหลาย และการลงมือพัฒนาทักษะทันทีตั้งแต่แรกเริ่มโดยไม่ต้องรอโชคชะตา

เมื่อผสานเข้ากับทักษะความเชี่ยวชาญ และเป้าหมายการทำงานที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม และมองหาความหมายในสิ่งที่เราทำอย่างจริงจัง ผลตอบแทนในรูปของความสำเร็จและมูลค่าทางธุรกิจก็จะตามมาเองโดยปริยาย

ดังเช่นที่อดีตพระสงฆ์ผู้นี้ได้พิสูจน์ให้โลกเห็น ผ่านเส้นทางการสร้าง "อาณาจักรแห่งความตระหนักรู้" ที่เขาวางเป้าหมายว่าจะทำต่อไปจนถึงอายุ 70 ปี

 

 

อ้างอิง: Forbes, Jay's Top 3 Tips Career Advice, ThriveGlobal