วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

“อย่ารอแค่ทำงานตามหน้าที่” ซีอีโอ PwC แชร์เคล็ดลับความสำเร็จ

อย่าทำงานแค่ตามหน้าที่! Paul Griggs ซีอีโอ PwC แชร์เคล็ดลับความสำเร็จแก่คนรุ่นใหม่ แนะ คนที่ “กล้าตอบรับงานยาก” และหาความรู้เพิ่ม อยากรู้อยากเห็น จะคว้าโอกาสได้ก่อนใคร

KEY POINTS

  • Paul Griggs ซีอีโอ PwC แชร์เคล็ดลับความสำเร็จแก่คนรุ่นใหม่ ว่า ต้องมีความอยากรู้อยากเห็น ไม่หยุดแค่ที่งานได้รับมอบหมาย และค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเองเสมอ
  • การเป็นคนที่พร้อมตอบรับโอกาสใหม่ๆ หรือ "Say YES" กับงานที่ท้าทาย จะทำให้หัวหน้านึกถึงเป็นคนแรกเมื่อมีโปรเจกต์สำคัญ
  • นอกจากนี้ ซีอีโอคนอื่นๆ ก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ อย่างเช่นซีอีโอของ AMD แนะ Gen Z ให้วิ่งเข้าหาปัญหาที่ยากที่สุด เพราะเป็นแหล่งของโอกาสทางอาชีพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
  • หัวใจสำคัญไม่ใช่การทำงานหนัก แต่คือการมีทัศนคติที่พร้อมเรียนรู้ กล้าออกจากคอมฟอร์ตโซน และรับผิดชอบงานที่ท้าทายเพื่อการเติบโตของตนเอง

สำหรับวัยทำงานที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน เส้นทางจากพนักงานระดับเริ่มต้นไปสู่ตำแหน่งบริหาร อาจดูเหมือนต้องใช้เวลาหลายปี และไม่มีสูตรสำเร็จว่าต้องทำอย่างไรจึงจะได้รับโอกาสก่อนคนอื่น

แต่ พอล กริกส์ (Paul Griggs) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ PwC สหรัฐฯ มองว่า หนึ่งในสิ่งที่ทำให้คนทำงานโดดเด่นขึ้นมาได้ คือการไม่หยุดอยู่แค่งานที่ตัวเองได้รับมอบหมาย และมีความอยากรู้อยากเห็นมากพอที่จะเดินต่อไปอีกก้าวด้วยตัวเอง

เขาอธิบายแนวคิดนี้ผ่านประโยคง่าย ๆ ว่า
“สิ่งที่คุณทุ่มเทลงไปในการทำงานทุกๆ วัน นั่นคือสิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาในอนาคต”
สำหรับกริกส์ ประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงการทำงานให้ครบจำนวนชั่วโมงมากที่สุด แต่หมายถึงการเป็นคนที่พร้อมตอบรับโอกาสใหม่ ๆ พร้อมลงมือทำทุกงาน และพร้อมเรียนรู้แม้ในเวลาที่ไม่มีใครกำลังจับตาดูอยู่

“อย่ารอแค่ทำงานตามหน้าที่” ซีอีโอ PwC แชร์เคล็ดลับความสำเร็จ

“สำหรับผม การพูดตอบรับเรื่องงานว่า ‘ได้ครับ-ได้ค่ะ ขอทำงานนี้’ ให้บ่อยขึ้น คือการลงมือทุ่มเทเวลาให้งานเต็มที่ แม้ไม่มีใครกำลังจับตามองอยู่ และนั่นถือว่าเป็นคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่เสมอ”

ทักษะ “ความอยากรู้อยากเห็น” จึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาตนเอง เพราะในสายตาของกริกส์ คนที่มีความอยากรู้จะไม่ปล่อยให้เรื่องที่ตัวเองยังไม่เข้าใจผ่านไปเฉย ๆ แต่จะกลับไปค้นคว้า เรียนรู้ ตั้งคำถาม และพยายามหาคำตอบด้วยตัวเอง

ไม่ใช่แค่ทำงานเพิ่มหรือทำงานหนัก แต่ต้องเป็นคนที่ “อยากรู้มากกว่าเดิม”

กริกส์ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่า ลองนึกถึงคนทำงาน 2 คน ที่เลิกงานในเย็นวันศุกร์พร้อมกัน ทั้งคู่ต่างก็ต้องกลับบ้านเหมือนกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น อาจทำให้เส้นทางการทำงานของทั้งสองคนเริ่มแตกต่างกัน

“คุณลองดูทางเลือกเหล่านี้ก่อน พอถึงคืนวันศุกร์ พนักงานสองคนนี้ต่างก็กลับบ้านเหมือนกัน คนหนึ่งเกิดความสงสัยจากงานบางเรื่องที่เจอมาตลอดสัปดาห์ เขาจดบางอย่างเอาไว้ในกระดาษ และในวันหยุดสุดสัปดาห์ก่อนที่จะออกไปข้างนอก เขาใช้เวลาอีกนิดหน่อยค้นคว้าเรื่องนั้นเพิ่มเติม แล้วค่อยไปวิ่ง ไปยิม ไปกินข้าว หรือทำอะไรก็ตาม ...ส่วนอีกคนเลือกที่จะไม่ทำอะไรกับงานต่อ แต่ออกไปใช้ชีวิตในวันหยุดของเขาเลย”

สิ่งที่กริกส์กำลังเปรียบเทียบให้เห็น ไม่ใช่แค่ว่าใครทำงานในวันหยุดมากกว่ากัน แต่คือ ใครยังรักษาความอยากรู้เกี่ยวกับงานของตัวเองเอาไว้ แม้ไม่มีใครสั่งให้ทำ พนักงานคนที่หนึ่งอาจสงสัยว่า ทำไมลูกค้าถึงตัดสินใจแบบนั้น? ตัวเลขนี้เกิดจากอะไร? ทำไมทีมถึงเลือกวิธีนี้? หรือเรื่องที่ได้ยินในการประชุมมีข้อมูลอะไรที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ?

จากคำถามเล็ก ๆ เหล่านี้ เขาอาจใช้เวลาว่างค้นข้อมูลเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อกลับมาทำงานในวันจันทร์ เขาจะมีความเข้าใจในเรื่องนั้นมากขึ้นไปอีกขั้น และเมื่อพฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ความก้าวหน้าในงานก็จะค่อย ๆ สะสมจนเกิดสกิลที่แตกต่างและโดดเด่น

“แล้วพนักงานคนนั้นก็จะได้รับมอบหมายงานมากขึ้น แล้วจากนั้นไม่นาน คุณจะเห็นว่าคนนั้นขยับขึ้นไปสู่ตำแหน่งถัดไป แล้วก็ตำแหน่งถัดไปเรื่อยๆ” ..นี่คือสิ่งที่กริกส์มองว่า คนที่ได้รับโอกาสเพิ่ม ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ทำงานหนักที่สุดในทุกช่วงเวลา แต่เป็นคนที่แสดงให้เห็นซ้ำ ๆ ว่า พร้อมเรียนรู้ พร้อมรับผิดชอบ และสามารถทำสิ่งที่ยากขึ้นได้

“อย่ารอแค่ทำงานตามหน้าที่” ซีอีโอ PwC แชร์เคล็ดลับความสำเร็จ

“พนักงานแบบ Say YES” จะเป็น “คนที่หัวหน้านึกถึง” เมื่อมีโอกาสใหม่

แนวคิดเรื่องการตอบรับทุกโอกาสงานเพื่อความก้าวหน้านั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ซีอีโอ PwC ที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่ยังมีผู้นำองค์กรและซีอีโอคนอื่นๆ อีกหลายคนที่เห็นด้วยเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น คริส เคมป์ชินสกี (Chris Kempczinski) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ McDonald’s ก็เคยให้คำแนะนำกับ Gen Z ที่เพิ่งจะเริ่มต้นชีวิตการทำงานในทำนองเดียวกันว่า อย่ารอให้คนอื่นมาดูแลเส้นทางอาชีพแทนตัวเอง “ไม่มีใครใส่ใจเรื่องอาชีพของคุณมากเท่ากับตัวคุณเอง”

สำหรับ เคมป์ชินสกี การที่จะเติบโตในอาชีพได้ ต้องเริ่มจากการลงมือทำให้ตัวเองเกิดโอกาส ไม่ใช่รอให้หัวหน้ามองเห็นแล้วหยิบยื่นโอกาสมาให้

เขาเคยอธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “การเป็นคนที่พูดว่า ‘YES’ กับทุกงานที่ถูกขอให้ทำ ดีกว่าการเป็นคนที่ ‘ปฏิเสธงาน’ อย่างมาก เพราะเมื่อเส้นทางอาชีพมีทั้งทางแยกและการเปลี่ยนแปลง คนที่ถูกมองว่าเป็นคนพร้อมตอบรับและพร้อมลงมือทำ ก็จะเป็นคนที่ได้รับการเรียกตัวก่อนใครในโอกาสครั้งต่อไป”

ความหมายของ “Yes” ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่า ต้องตอบตกลงกับทุกอย่างจนไม่มีขอบเขต แต่คือการไม่รีบปฏิเสธสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากงานประจำเพียงแค่เป็นงานที่ไม่คุ้นเคย เพราะบางครั้ง งานที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเส้นทางอาชีพในวันนี้ อาจกลายเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้พบคนใหม่ ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ หรือได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่คนระดับสูงขององค์กรมองเห็นศักยภาพของเรา

“อย่ารอแค่ทำงานตามหน้าที่” ซีอีโอ PwC แชร์เคล็ดลับความสำเร็จ

อย่าหนีงานยาก เพราะบางครั้งโอกาสใหญ่ที่สุดซ่อนอยู่ตรงนั้น

ขณะที่ ลิซา ซู (Lisa Su) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AMD มองเรื่องนี้ผ่านอีกมุมหนึ่ง นั่นคือ ถ้าคนรุ่นใหม่อยากเติบโตเร็วขึ้น อย่าเลือกแต่เส้นทางที่ง่ายที่สุด เธอเคยให้คำแนะนำกับบัณฑิตของ Rensselaer Polytechnic Institute ว่า

“จงวิ่งเข้าหาปัญหาที่ยากที่สุด ไม่ใช่แค่เดินเข้าไป แต่วิ่งเข้าไป เพราะตรงนั้นคือที่ที่คุณจะพบโอกาสที่ใหญ่ที่สุด ได้เรียนรู้มากที่สุด ทำให้ตัวเองแตกต่างจากคนอื่น และที่สำคัญที่สุด คือได้เติบโต”

สำหรับคนเริ่มต้นทำงาน คำแนะนำนี้อาจฟังดูสวนทางกับสัญชาตญาณ เพราะเมื่อได้รับมอบหมายงานใหม่ หลายคนมักอยากเลือกงานที่ตัวเองถนัดที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าจะทำออกมาได้ดี แต่ปัญหาคือ หากเรารับเฉพาะงานที่ตัวเองทำเป็น เราก็อาจกำลังสร้างผลงานเพิ่มขึ้นโดยที่ตัวเองไม่ได้พัฒนาความสามารถเพิ่มขึ้นมากนัก

งานที่ยากๆ มีคุณค่ามากกว่านั้น แม้จะทำให้เราเหนื่อยกว่าเดิม แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็บังคับให้เราเจอกับสิ่งที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน และเปิดโอกาสให้เราได้พิสูจน์ว่าตัวเองสามารถรับมือกับเรื่องที่ยากขึ้นได้หรือไม่

“อย่ารอแค่ทำงานตามหน้าที่” ซีอีโอ PwC แชร์เคล็ดลับความสำเร็จ

จากพนักงานขนของ สู่ CEO Walmart เพราะกล้ายกมือรับโอกาส

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเรื่องราวของ ดั๊ก แมคมิลลอน (Doug McMillon) อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Walmart ก็ถือเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนว่าการ 'ตอบรับโอกาสงานใหม่ๆ แบบไม่เกี่ยง' ทำให้เขาเติบโตก้าวหน้าได้มากขึ้นจริงๆ

แมคมิลลอน เริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับ Walmart ด้วยการทำงานในคลังสินค้าและขนของ โดยได้รับค่าจ้างเพียง 6.50 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับขึ้นมารับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้น จนในที่สุดได้ขึ้นเป็นซีอีโอของบริษัทเป็นเวลานานเกือบ 12 ปี

สิ่งหนึ่งที่เขามองย้อนกลับไปและพบว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาก้าวมาถึงจุดนี้ ก็คือ การรู้จักยกมือรับผิดชอบในช่วงเวลาที่คนอื่นอาจไม่ได้อยากทำ

“เหตุผลหนึ่งที่ผมได้รับโอกาสต่าง ๆ ที่ได้รับมา ก็เพราะผมจะยกมือขอทำงานต่างๆ แทน ในเวลาที่หัวหน้าของผมไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาหรือเธอต้องเดินทางไปเยี่ยมสาขาหรือทำงานอย่างอื่น”

การทำเช่นนั้นทำให้แมคมิลลอนได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องรับผิดชอบงานจริง และทำให้ผู้บริหารระดับสูงได้เห็นว่าเขาสามารถทำหน้าที่นั้นได้อย่างไร เขาบอกอีกว่า “จากนั้นผมมักจะได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ ที่ทำให้ผมกลายเป็นคนที่เลื่อนตำแหน่งได้ง่าย เพราะผู้คนเคยเห็นผมทำงานนั้นมาแล้ว”

การกระทำของเขาสะท้อนความจริงอย่างหนึ่งของโลกการทำงาน ว่า บางครั้งโอกาสไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่บริษัทมีตำแหน่งว่าง แต่เกิดขึ้นจากการที่เราอาสารับผิดชอบบางอย่างจนคนอื่นเริ่มเห็นว่าเราทำได้ ดังนั้น การเติบโตในอาชีพอาจไม่ได้เกิดจากการรอให้ใครสักคนมาค้นพบศักยภาพของเรา แต่เป็นการค่อย ๆ สร้างหลักฐานให้คนอื่นเห็นว่า เมื่อมีงานที่ใหญ่ขึ้น เราคือคนที่พวกเขาสามารถไว้วางใจให้รับผิดชอบได้

“อย่ารอแค่ทำงานตามหน้าที่” ซีอีโอ PwC แชร์เคล็ดลับความสำเร็จ

อย่าเข้าใจผิดว่า “ทำให้มากกว่า” คือการต้องทำงานตลอดเวลา

คำแนะนำของซีอีโอเหล่านี้อาจฟังดูเหมือนกำลังบอกให้คนรุ่นใหม่ทำงานหนักขึ้น และยอมสละเวลาส่วนตัวเพื่อความก้าวหน้า แต่แก่นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนชั่วโมงที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่พวกเขาอยากจะบอกจริงๆ ก็คือ “การมีทัศนคติที่ดีต่องาน”

คนหนึ่งอาจทำงานครบ 8 ชั่วโมงทุกวัน แต่ทำเฉพาะสิ่งที่ได้รับมอบหมายและไม่เคยสนใจว่าทำไมต้องทำ ขณะที่อีกคนอาจใช้เวลาเท่ากัน แต่ตั้งคำถามกับงาน ค้นคว้าเรื่องที่ไม่เข้าใจ เสนอตัวเมื่อมีโอกาส และเลือกวิ่งเข้าหางานที่ท้าทายกว่า

เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างเล็ก ๆ เหล่านี้จะสะสมเป็นประสบการณ์ ความรู้ และความไว้วางใจจากคนรอบตัว สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพ หากอยากเติบโตเร็วก็อย่าไปมัวแต่สงสัยว่า “ทำอย่างไรถึงจะได้เลื่อนตำแหน่งเร็วที่สุด?” แต่อาจเริ่มจากการบอกตัวเองก่อนว่า “วันนี้มีอะไรที่เรายังไม่รู้ แล้วหาคำตอบด้วยตัวเองได้บ้าง?” แล้วก็ลงมือทำเต็มที่ในทุกวัน

ในวันที่คนทำงานจำนวนมากมีคุณสมบัติพื้นฐานใกล้เคียงกัน คนที่ถูกนึกถึงก่อนเมื่อมีโอกาสใหม่ อาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เป็นคนที่ทำให้คนอื่นเห็นมาตลอดว่า เมื่อมีเรื่องใหม่เข้ามา เขาพร้อมเรียนรู้ พร้อมรับผิดชอบ และพร้อมก้าวออกจากพื้นที่ที่ตัวเองคุ้นเคย

นั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของ “มนุษย์งานแบบ Say Yes” ในมุมของซีอีโอเหล่านี้ ไม่ใช่การตอบตกลงกับทุกอย่างจนไม่มีเวลาของตัวเอง แต่คือการไม่ปล่อยให้ความกลัว ความไม่คุ้นเคย หรือคำว่า “นี่ไม่ใช่งานของฉัน” ปิดประตูโอกาสที่อาจทำให้เราเติบโต

 

 

อ้างอิง: Fortune, BusinessInsider, The right mindsetRyan Roslansky