วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569

Login
Login

มีใบ ‘ปริญญา’ แต่ได้เงินเท่าเด็กมัธยม วิกฤติเด็กจบใหม่ 'ทำงานต่ำศักยภาพ'

มีใบ ‘ปริญญา’ แต่ได้เงินเท่าเด็กมัธยม วิกฤติเด็กจบใหม่ 'ทำงานต่ำศักยภาพ'

ทำตามสูตรสำเร็จของชีวิต มีใบ ‘ปริญญา’ แต่ได้เงินเท่าเด็กมัธยม วิกฤติเด็กจบใหม่ 43% 'ทำงานต่ำศักยภาพ' AI กระทบงานระดับเริ่มต้น-ทักษะบัณฑิตไม่ตรงที่ตลาดงานต้องการ

เหล่าบัณฑิตต่างก็มั่นใจว่า การเดินตาม “สูตรสำเร็จของชีวิต” มาอย่างถูกต้อง ทั้งกู้เงินเรียน ยอมอดนอนติวสอบและทำแล็บตลอด 4 ปี เพื่อแลกกับ “ใบปริญญา” ใบเดียว

ทว่าความจริงที่น่าเจ็บปวดคือ บัณฑิตจบใหม่หลายคนกลับต้องไปทำงานที่คนจบแค่ชั้นมัธยมก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานแคชเชียร์ร้านเสื้อผ้า บาริสต้าชงกาแฟ หรือรับจ้างเลี้ยงเด็ก เพียงเพื่อให้มีเงินประทังชีวิตไปวันๆ

นี่คือปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Underemployed หรือ กลุ่มบัณฑิตที่ติดอยู่ในงานที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพตามวุฒิการศึกษา ข้อมูลจาก ธนาคารกลางสหรัฐหรือว่าเฟด สาขานิวยอร์ก ณ เดือนธันวาคม 2025 ระบุว่า มีบัณฑิตจบใหม่ในสหรัฐ ในช่วงอายุ 22-27 ปี  ถึง 43% ที่อยู่ในสภาวะนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 3% ภายในปีเดียว ถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 แม้จะยังไม่รุนแรงเท่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 ก็ตาม

มีใบ ‘ปริญญา’ แต่ได้เงินเท่าเด็กมัธยม วิกฤติเด็กจบใหม่ 'ทำงานต่ำศักยภาพ'

AI และความไม่สมดุลของ 'ทักษะ'

หลายคนอาจพุ่งเป้าไปที่ AI  ซึ่งงานวิจัยจาก Stanford Digital Economy Lab และ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยืนยันว่า AI กำลังเข้ามาแย่งงานระดับเริ่มต้น  ในสายงานที่ต้องใช้สมอง เช่น การเขียนโปรแกรม งานบริการลูกค้า และการตลาด

แต่ลึกไปกว่านั้น ปัญหานี้สะสมมานานถึง 20 ปี ข้อมูลจาก Lightcast บริษัทวิเคราะห์แรงงาน พบความลักลั่นที่น่ากลัว คือในขณะที่คนจบมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 54% แต่งานระดับที่รองรับบัณฑิตเหล่านี้กลับเพิ่มขึ้นเพียง 42% เท่านั้น 

Elena Magrini หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Lightcast ถึงกับกล่าวว่า "เส้นทางจากการศึกษาไปสู่การทำงานดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเป็นครั้งแรก"

เมื่ออุปทานล้น แต่อุปสงค์ขาดแคลน

สิ่งที่นักศึกษาเรียนมากับความต้องการของเศรษฐกิจโลกเริ่มเดินสวนทางกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ตำแหน่งงานในสายสุขภาพ เพราะมีตำแหน่งว่างถึง 1.9 ล้านตำแหน่ง แต่คนจบด้านนี้กลับเพิ่มขึ้นเพียง 5% ในรอบ 10 ปี

รวมทั้ง ตำแหน่งงานในสายวิทยาการคอมพิวเตอร์  ที่มีคนจบเพิ่มขึ้นถึง 110% แต่ตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นเพียง 6% เท่านั้น

ความไม่สมดุลนี้ทำให้บริษัทใหญ่ๆ เช่น Amazon หรือ Atlassian เริ่มชะลอการจ้างงาน หรือเปลี่ยนไปใช้ AI แทน 

ขณะที่รายงานจาก Forrester มองว่าการอ้าง AI เพื่อเลิกจ้างบางครั้งก็เป็นเพียง "การฟอกขาว" เพื่อลดต้นทุนทางการเงินเท่านั้น

โคดี้ วิสคาร์ดิส วัย 29 ปี เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด เขาจบด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และส่งใบสมัครไปเกือบ 1,000 แห่ง แต่ได้สัมภาษณ์เพียง 6 ครั้ง สุดท้ายเขาต้องผันตัวไปเป็น "ช่างไฟฟ้า" ในสหภาพแรงงาน ซึ่งจ่ายให้เขาสูงถึงชั่วโมงละ 63 ดอลลาร์  ประมาณ 2,200 บาท ซึ่งมากกว่างานออฟฟิศระดับเริ่มต้นหลายเท่า

โคดี้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า "มหาวิทยาลัยควรช่วยให้คุณได้งานที่ดี เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องติดหนี้แสนดอลลาร์แต่ได้ค่าแรงขั้นต่ำ" แม้ตอนนี้เขาจะรายได้ดีจากการใช้แรงงาน แต่เขาก็ยังฝันที่จะเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ตามที่เรียนมา

ความหวังที่ปลายอุโมงค์?

แม้สถานการณ์จะดูแย่ แต่ เจสัน อาเบล จากธนาคารกลางนิวยอร์ก ให้ข้อมูลปลอบใจว่า จากสถิติหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 บัณฑิตส่วนใหญ่มักจะสามารถไต่เต้ากลับไปทำงานที่ตรงสายได้ภายใน 5 ปี การทำงานต่ำกว่าศักยภาพในช่วงแรกอาจเป็นเพียง "เรื่องชั่วคราว" สำหรับหลายๆ คน

อย่างไรก็ตาม ภาระการปรับตัวตอนนี้ตกอยู่ที่ตัวนักศึกษาเอง เห็นได้จากที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งปีนี้ยอดจองเรียนวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มมองเห็นแล้วว่าโลกแห่งความเป็นจริง... ใบปริญญาใบเดียวอาจไม่พออีกต่อไป