ภาพจำของ “ใบปริญญา” เคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง เป็นตั๋วทองสู่ชีวิตการทำงานที่ดี งานเงินเดือนสูง แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ในวันนี้ ความเชื่อนั้นกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก เห็นได้จากกรณีเด็กจบใหม่เคสหนึ่งในสหราชอาณาจักรที่ต้องแบกหนี้กู้ยืมการศึกษาสูงถึง 420,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ 13,400,000 บาท เทียบแล้วสูงกว่าราคาซื้อบ้านในอังกฤษได้ทั้งหลังเสียอีก
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขที่น่าตกใจ แต่กลายเป็นภาพสะท้อนของวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นกับบัณฑิตจบใหม่ทั่วโลก ซึ่งวันนี้พวกเขาหลายคนได้เปลี่ยนคำถามในใจจากเดิมที่ว่า “เรียนจบแล้วจะได้งานไหม?” มาเป็น “เงินที่ลงทุนเรียนสูงๆ ระดับปริญญา วันนี้มันคุ้มค่าอยู่ไหม?”
หนี้พุ่ง ค่าใช้จ่ายสูง เริ่มต้นวัยทำงาน = ภาระชีวิตระยะยาว
ข้อมูลจาก Student Loans Company เปิดเผยว่า บัณฑิตจบใหม่รายหนึ่งในสหราชอาณาจักรมีหนี้สะสมสูงถึง 314,356 ปอนด์ หรือประมาณ 420,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 13,400,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าราคาบ้านเฉลี่ยในประเทศที่อยู่ราว 270,000 ปอนด์ (ประมาณ 11,700,000 บาท)
แม้กรณีนี้จะเป็นเพียงตัวอย่างที่รุนแรงที่สุด แต่ภาพรวมของปัญหาก็กำลังขยายวงกว้างขึ้นอย่างชัดเจน บัณฑิตจบใหม่ส่วนใหญ่ยังคงมีหนี้เฉลี่ยราว 45,000 ปอนด์ (ประมาณ 1,960,000 บาท) และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่มีหนี้ทะลุหลักแสนปอนด์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยอดหนี้เกิน 100,000 ปอนด์ (ประมาณ 4,300,000 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่นาน
เมื่อดอกเบี้ยจากหนี้สินค่าเล่าเรียนยังคงทบต้นอย่างต่อเนื่อง ภาระเหล่านี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ช่วงเรียนจบ แต่กลายเป็นแรงกดดันระยะยาวที่ติดตัวคนทำงานไปอีกหลายปี ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นกลับวิ่งเร็วกว่ารายได้ ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยภาวะ “ติดลบ” ตั้งแต่วันแรก
ผลกระทบจึงไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่ลามไปถึงการใช้ชีวิตจริง หลายคนต้องเลื่อนการย้ายออกจากบ้าน เลื่อนการสร้างครอบครัว และชะลอแผนการเงินในระยะยาว เพราะยังไม่สามารถตั้งหลักได้จากภาระหนี้ที่แบกอยู่
งานหาย แข่งขันสูง โลกการทำงานยุคนี้ไม่รองรับคนจบใหม่
แม้จะยอมแบกรับต้นทุนการศึกษาที่สูงขึ้น แต่สิ่งที่คนจบใหม่ต้องเผชิญกลับไม่ใช่โอกาสที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อดูภาพรวมเด็กจบใหม่ในสหราชอาณาจักร พบว่า มีการยื่นสมัครงานมากกว่า 1.2 ล้านครั้ง เพื่อชิงตำแหน่งงานบัณฑิตเพียงราว 17,000 ตำแหน่ง ตามข้อมูลของ Institute of Student Employers ซึ่งสะท้อนการแข่งขันในตลาดแรงงานที่รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่บางกรณี พบว่า บัณฑิตจบใหม่ต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งปี สมัครงานนับพันครั้ง แต่ยังไม่ได้รับข้อเสนอแม้แต่ครั้งเดียว
สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเดียว แต่กำลังเป็นแนวโน้มระดับโลก มาดูทางฝั่งเด็กจบใหม่ในสหรัฐฯ กันบ้าง มีรายงานว่าพวกเขามีหนี้การศึกษารวมทะลุ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้
ข้อมูลจาก Bureau of Labor Statistics ยังชี้ว่า คน Gen Z กำลังกลายเป็นแรงงานสัดส่วนใหญ่ในอนาคต แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในสถานะ NEETs หรือไม่ได้ทำงาน ไม่ได้เรียน และไม่ได้ฝึกอบรม เมื่อโอกาสลดลง ขณะที่จำนวนผู้แข่งขันเพิ่มขึ้น ความกดดันจึงตกอยู่กับคนจบใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่ออีกแรงกดดันสำคัญอย่าง AI เริ่มเข้ามาแทนที่งานระดับเริ่มต้น ซึ่งเคยเป็นก้าวแรกของการเติบโตในอาชีพ
Steve Preston จาก Goodwill ยังระบุว่า องค์กรกำลังเตรียมรับมือกับจำนวนคนว่างงานรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของเทคโนโลยี ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว
ปริญญายังสำคัญ แต่ “ไม่คุ้มค่า” สำหรับหลายคนอีกต่อไป
ท่ามกลางแรงกดดันทั้งด้านหนี้สินและโอกาสในการทำงาน แนวคิดเรื่อง “ความคุ้มค่า” ของการศึกษากำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้น จากรายงานจาก Nexford University ระบุว่า 1 ใน 3 ของบัณฑิตจบใหม่มองว่า ปริญญาของตนไม่คุ้มค่าในเชิงการเงิน ส่งผลให้หลายคนต้องเลื่อนแผนชีวิตสำคัญออกไป ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน การสร้างครอบครัว หรือแม้แต่การเริ่มต้นเก็บออมเงินเพื่ออนาคต
ในขณะเดียวกัน แนวคิดขององค์กรก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ซีอีโอจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับ “ทักษะจริง” มากกว่าวุฒิการศึกษา ทำให้ใบปริญญาไม่ใช่ข้อได้เปรียบแบบที่คนรุ่นก่อนๆ เคยได้รับอีกต่อไป
ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนการสั่นคลอนของ “สัญญาทางสังคม” ที่เคยเชื่อว่า การเรียนมหาวิทยาลัยคือเส้นทางสู่ความมั่นคง แต่ในความเป็นจริง คนจำนวนมากที่ทำตามเส้นทางนั้นกลับไม่ได้รับผลลัพธ์อย่างที่คาดหวัง เมื่อเปรียบเทียบกับบางอาชีพที่ไม่ต้องใช้ปริญญา แต่สามารถสร้างรายได้สูงได้เร็วกว่า ความเชื่อเดิมจึงยิ่งถูกตั้งคำถามมากขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่
พูดได้ว่าในวันที่หนี้สินเพิ่มขึ้น โอกาสการมีทำงานลดลง และทักษะจริงกลายเป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญมากขึ้น ใบปริญญาในวันนี้จึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “หลักประกันความสำเร็จ” ได้เหมือนในอดีต
สำหรับคนรุ่นใหม่ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การเลือกเรียนจบสูง แต่คือการหาวิธีสร้างคุณค่าให้ตัวเองในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และไม่ยึดติดกับเส้นทางเดิมอีกต่อไป ขณะเดียวกัน สำหรับสังคมและระบบการศึกษา คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรเพื่อไม่ให้การลงทุนด้านการศึกษาของคนรุ่นใหม่ กลายเป็นภาระที่ต้องแบกไปตลอดชีวิต





