วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

วิศวกรยังตกงาน! AI ทำพิษ จ้างงานลดลง 25% แม้อาชีพมั่นคงก็เสี่ยง

เรียนจบวิศวะก็ไม่การันตีมีงานทำ! AI เขย่าตลาดแรงงาน เปิด 2 สาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่ถูกจ้างงานลดลงมากที่สุด อาจต้องปรับตัวหางานสายอื่นๆ ทำก่อนเพื่อเอาตัวรอด

KEY POINTS

  • ข้อมูลจาก LinkedIn ชี้ว่าการจ้างงานบัณฑิตวิศวกรรมจบใหม่ลดลงถึง 25% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าสาขาอื่น โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากผลกระทบของ AI และการที่บริษัทเทคโนโลยีลดการจ้างงาน
  • สาขาวิศวกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ วิศวกรรมการบินและอวกาศ และ วิศวกรรมเคมี เนื่องจากนำทักษะไปต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่นได้ยาก
  • ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการวิศวกรที่มีทักษะหลากหลาย ไม่ใช่แค่ความรู้เชิงเทคนิค แต่ต้องมีทักษะการสื่อสารและความสามารถในการประยุกต์ใช้ AI เพื่อทำงานร่วมกับแผนกอื่น
  • บัณฑิตจบใหม่ต้องปรับตัวโดยไม่ยึดติดกับสาขาที่เรียนมา แต่ควรพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปต่อยอดในสายงานอื่นที่กำลังเติบโตได้

ครั้งหนึ่งการเข้า “เรียนวิศวะ” แทบเป็นคำตอบสำเร็จรูปสำหรับคนที่ต้องการอาชีพมั่นคง เพราะนอกจากมีรายได้เริ่มต้นสูงแล้ว ยังถูกมองว่าเป็นสายงานที่ตลาดแรงงานต้องการ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีและ AI กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ...แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป

ข้อมูลจาก LinkedIn ที่เปิดเผยกับ Forbes พบว่า ระหว่างเดือนธันวาคม 2019 ถึงเมษายน 2026 การจ้างงานเด็กจบใหม่โดยรวมลดลง 20% แต่สำหรับบัณฑิตจบใหม่สายวิศวกรรมกลับลดลงถึง 25% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในบรรดา 20 สาขาวิชาที่มีผู้เรียนมากที่สุดตามผลสำรวจบน LinkedIn ขณะที่การจ้างงานผู้จบสายการศึกษาและวิชาชีพสุขภาพลดลง 16% เท่านั้น

ปัญหานี้ไม่ได้แปลว่าวิศวกรรมศาสตร์หมดอนาคต เพราะผู้จบวิศวกรรมบางสาขาและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ในปี 2026 ยังถูกคาดว่าจะมีเงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ยมากกว่า 81,000 ดอลลาร์ต่อปี (ราวๆ 2,680,000 บาทต่อปี) ซึ่งสูงกว่าผู้เรียนจบจากสาขาธุรกิจ สังคมศาสตร์ และการสื่อสาร ที่มีเงินเดือนเฉลี่ยเพียง 69,000 ดอลลาร์ต่อปี (ราวๆ 2,280,000 บาทต่อปี) แต่ตัวเลขเงินเดือนเหล่านั้นจะมีความหมายก็ต่อเมื่อหางานได้ก่อน

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่ “วิศวกรไม่มีงาน” แต่เป็นตลาดแรงงานที่เลือกคนมากขึ้น และในบางสาขา การมีปริญญาวิศวกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

AI เขย่าตลาดงาน เด็กจบใหม่สายวิศวะเจอวิกฤติตกงานฉ่ำ!

ยกตัวอย่างเด็กจบใหม่ที่เจอสถานการณ์ตกงานแบบไม่คาดคิด ทั้งที่มีประสบการณ์ฝึกงานมาแล้ว นั่นคือ ไรอัน บอลด์วิน-วิลเลียมส์ (Ryon Baldwin-Williams) วัย 23 ปีจากเมืองดีทรอยต์  เขาเรียนสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ Michigan State University และมีประสบการณ์ฝึกงานทั้งในตำแหน่งนักวิเคราะห์ซอฟต์แวร์ที่ Accenture และวิศวกรซอฟต์แวร์ฝึกงานที่ Rocket Companies

รวมถึงเคยทำงานที่ศูนย์บริการอาชีพของมหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่หลังเรียนจบมากกว่าหนึ่งปี เขายังไม่ได้งานประจำด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์เลยสักครั้ง

ช่วงแรก บอลด์วิน-วิลเลียมส์ ทำตารางติดตามทุกบริษัทที่สมัครงาน จนจำนวนใบสมัครทะลุ 100 ตำแหน่ง เขาตัดสินใจลบข้อมูลการสมัครงานทิ้งทั้งหมด เพราะไม่อยากนับอีกต่อไปว่าได้รับการปฏิเสธจากนายจ้างมากี่ครั้ง

สถานการณ์ของเขาสอดคล้องกับสิ่งที่ โครี คันเทงกา (Kory Kantenga) หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ของ LinkedIn ในภูมิภาคอเมริกา ระบุว่า ครั้งหนึ่งเหล่านักศึกษาเคยถูกแนะนำให้ “เรียนเขียนโค้ด” เพราะมองว่าเป็นทักษะที่จบไปแล้วมีงานทำแน่ๆ และเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ปัจจุบันผู้จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ (สายวิศวกรซอฟต์แวร์) กลับกำลังเผชิญอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น

การที่เด็กจบใหม่สายวิศวะตกงานมากขึ้น ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังลดจำนวนพนักงาน และชะลอการเปิดตำแหน่งใหม่ด้วย ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 บริษัทเทคโนโลยีประกาศลดพนักงานรวม 139,156 ตำแหน่ง หรือเกือบ 1 ใน 3 ของการเลิกจ้างที่ประกาศในทุกอุตสาหกรรม

โดย Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า AI เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักในการลดพนักงาน ทั้งการปรับโครงสร้างองค์กร การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ และการโยกงบประมาณไปลงทุนด้าน AI

เมื่อพนักงานที่มีประสบการณ์พยายามรักษาตำแหน่งงานเดิมไว้ ขณะที่บริษัทก็ระมัดระวังการจ้างคนเพิ่ม ตำแหน่งงานสำหรับเด็กจบใหม่จึงยิ่งมีน้อยลง นั่นหมายความว่า คนที่กำลัง "หางานระดับเริ่มต้น" ต้องแข่งขันกับผู้สมัครที่มีประสบการณ์ ในตลาดที่มีตำแหน่งงานใหม่น้อยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

วิศวะสาขาไหนเจ็บหนักสุด? แนะ “ทักษะที่ต่อยอดงานอื่นได้” ยิ่งสำคัญ

อีกปัจจัยที่ทำให้วิศวกรบางสาขาเสียเปรียบคือ ความสามารถในการนำทักษะไปใช้ต่อยอดในสายงานอื่นๆ (Versatility) ที่ไม่ใช่สายอาชีพที่ตนเรียนจบมาโดยตรง ข้อมูล LinkedIn พบว่า ระหว่างปี 2022-2024 ผู้เรียนจบสายภาษาอังกฤษ นิเทศศาสตร์ และศิลปะการแสดง มากกว่าสองในสามทำงานไม่ตรงกับสายที่เรียนมา แม้รายได้อาจไม่ได้สูงเท่าสายวิศวกรรม แต่พวกเขามีทางเลือกที่มากกว่าในการหางาน

ในทางกลับกัน วิศวกรบางสาขามีเส้นทางอาชีพค่อนข้างเฉพาะ เมื่ออุตสาหกรรมหลักชะลอตัว การขยับไปทำงานอื่นจึงทำได้ยากกว่า โดยเฉพาะ วิศวกรรมการบินและอวกาศ และวิศวกรรมเคมี เป็นสองสาขาที่กำลังเผชิญความท้าทายมากที่สุด โดยการจ้างงานลดลงถึง 26% ในแต่ละสาขา เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2019 และทั้งสองสาขานี้ มีความสามารถในการโยกย้ายไปอุตสาหกรรมอื่นค่อนข้างจำกัด

วิศวกรยังตกงาน! AI ทำพิษ จ้างงานลดลง 25% แม้อาชีพมั่นคงก็เสี่ยง

แต่ไม่ได้หมายความว่าวิศวกรรมทุกสาขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เพราะตามรายงานฉบับนี้ ชี้ว่า ผู้ที่เรียนจบวิศวกรรมโยธา การจ้างงานลดลงเพียง 15% ซึ่งดีกว่าสองสาขาข้างต้น ส่วนหนึ่งเพราะภาคก่อสร้างยังมีความต้องการแรงงานจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน และดาต้าเซ็นเตอร์

ขณะเดียวกัน วิศวกรโยธาสามารถขยับไปทำหลายบทบาทภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น ผู้จัดการโครงการ วิศวกรโครงการ และวิศวกรภาคสนามได้ด้วย

ที่น่าสนใจคือการจ้างงาน วิศวกรภาคสนาม (Field Engineer) กลับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดโควิด เพราะต้องรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ในโครงการต่าง ๆ ตั้งแต่พลังงานแสงอาทิตย์ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เรียนวิศวะสาขาไหน” แต่คือ ทักษะที่มีสามารถพาเราไปสู่อาชีพได้กี่ทาง

ไม่ต้องทิ้งความรู้สายวิศวะ แต่ต้องรู้จักนำทักษะไปต่อยอด

คันเทงกา แนะนำให้วิศวกรจับตากลุ่มอาชีพที่กำลังเติบโตในสาขาของตัวเอง แล้วนำความรู้เดิมไปต่อยอดกับงานเหล่านั้น เช่น วิศวกรรมระบบอัตโนมัติ (Automation Engineering) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบที่ใช้ AI กำลังมีการจ้างงานสูงในตอนนี้

แม้การจ้างงานวิศวกรซอฟต์แวร์ในแวดวงสายเทคฯ จะลดลง 25% แต่ทักษะด้านเทคโนโลยียังมีข้อได้เปรียบ เพราะบริษัทนอกวงการเทคโนโลยีก็กำลังนำ AI มาใช้และต้องการคนที่เข้าใจทั้งระบบและการนำไปใช้งานจริง

สิ่งที่เพิ่มความได้เปรียบให้คนกลุ่มนี้คือ ทักษะการสื่อสาร เพราะองค์กรไม่ได้ต้องการเพียงคนที่สร้างเทคโนโลยีได้ แต่ต้องการคนที่อธิบายเทคโนโลยีให้คนอื่นเข้าใจ และช่วยเชื่อม AI เข้ากับการทำงานของแต่ละแผนกได้ด้วย

พูดง่าย ๆ คือ AI ไม่ได้ทำให้ทักษะวิศวกรรมหมดความสำคัญ แต่ตลาดงานกำลังมองหา “วิศวกรที่เหมาะสมกับงานที่หลากหลาย” ไม่ใช่งานที่เฉพาะทางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจ AI ทักษะการสื่อสาร และทักษะมนุษย์อื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

วิศวกรยังตกงาน! AI ทำพิษ จ้างงานลดลง 25% แม้อาชีพมั่นคงก็เสี่ยง

มหาวิทยาลัยต้องปรับหลักสูตร สอนให้เด็กเก่งแค่เทคนิค ไม่พอ!

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้มหาวิทยาลัยชั้นนำต้องปรับวิธีเตรียมนักศึกษาเช่นกัน ยกตัวอย่าง Georgia Institute of Technology หรือ Georgia Tech ได้เปิดหลักสูตรย่อยด้านการประยุกต์ใช้ AI และ Machine Learning ตั้งแต่ปี 2024 โดยให้นักศึกษาวิศวกรรมและศิลปศาสตร์เรียนรู้ทั้งการใช้ AI แก้ปัญหา และประเด็นด้านจริยธรรมและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี

มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับ "ทักษะมนุษย์" ที่จำเป็นมากขึ้นในโลกยุค AI เช่น การนำเสนอ การสื่อสาร และการแก้ปัญหา โดยมีการใช้ AI สร้างสถานการณ์จำลองให้นักศึกษาฝึกพูดคุยกับอวตารในบทบาทต่าง ๆ ตั้งแต่นักลงทุนที่ต้องฟังการนำเสนอธุรกิจ ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางเทคนิค

ด้าน Case Western Reserve University ก็เน้นให้เด็กวิศวะเรียนวิชานอกสาย เช่น ปรัชญาและมนุษยศาสตร์ เพื่อเพิ่มทักษะที่ AI ทดแทนได้ยาก โดยข้อมูลของมหาวิทยาลัยระบุว่า 98% ของบัณฑิตปี 2025 ได้งานทำภายใน 3 เดือน และในกลุ่มนักศึกษาวิศวกรรม 23% ได้งานที่มีเงินเดือนสูงแตะ 100,000 ดอลลาร์ต่อปี

อีกจุดที่น่าสนใจคือ นักศึกษาหลายคนเริ่มหางานล่วงหน้าประมาณ 10 เดือนก่อนเรียนจบ และไม่ได้จำกัดตัวเองเฉพาะตำแหน่งที่ตรงกับชื่อสาขา แต่เปิดทางไปสู่งานด้านที่ปรึกษา สุขภาพ และการเงินด้วย

เมื่อปริญญาไม่การันตีงาน เด็กจบใหม่ต้อง “เพิ่มทางเลือก” ให้ตัวเอง

เรื่องของ บอลด์วิน-วิลเลียมส์ อาจเป็นบทสรุปของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีที่สุด เพราะเมื่อหางานประจำด้านเทคโนโลยีไม่ได้ เขาไม่ได้ทิ้งความรู้ที่เรียนมา แต่เอาทักษะด้านเทคโนโลยีไปผสมกับความสนใจด้านแฟชั่นและการสื่อสาร แล้วเริ่มรับงานอิสระสร้างเว็บไซต์และทำแอปให้แบรนด์แฟชั่น จนกลายเป็นที่รู้จักในแวดวงครีเอทีฟที่เติบโตมาจากสายเทคฯ 

ตลาดงานยุค AI จึงเปลี่ยนสมการจากเดิม ที่หลายคนชอบคิดก่อนว่า “เรียนอะไรแล้วมีงานทำแน่?” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่าอย่าง “ทักษะที่เรามี สามารถนำไปใช้สร้างคุณค่าในงานแบบไหนได้อีก?”

เรื่องนี้กำลังบอกเด็กจบใหม่ทั้งหลายว่า อย่ายึดติดกับสาขาอาชีพที่เราเรียนจบมา แต่ให้ตระหนักรู้ว่า คนที่มีความรู้เฉพาะทางแล้วสามารถปรับตัว ขยายทักษะ และรู้จักย้ายความสามารถไปยังสายงานอื่นที่กำลังเติบโตต่างหาก ที่จะมีโอกาสมีงานทำได้มากกว่าหลายเท่าตัว! 

 

 

อ้างอิง: Forbes, naceweb.org, ChallengerGrayGeorgia Institute of Technologysalaries expected 2026