ทุกครั้งที่มีเครื่องมือ AI ตัวใหม่เปิดตัว คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว "พนักงานออฟฟิศ" ก็คือ "มันจะมาแทนงานของเราหรือเปล่า?" และไม่ใช่แค่พนักงานทั่วไปที่กังวลเรื่องนี้ แม้แต่ตำแหน่งงานระดับ CEO ก็อาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ยืนยันจากความเห็นของผู้บริหารในแวดวงเทคโนโลยีระดับโลกหลายคน ก็เห็นตรงกันว่า "วัยทำงานที่ใช้ AI เป็น" จะได้เปรียบในการแข่งขันครั้งใหม่ของโลกการทำงาน
หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงที่เห็นว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์เร็วๆ นี้ ก็คือ นิเคช อโรรา (Nikesh Arora) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Palo Alto Networks บริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ที่มีมูลค่า 2.78 แสนล้านดอลลาร์ เขาเปรียบช่วงเวลานี้ว่าเป็น "Darwinian Moment" หรือช่วงเวลาแห่งการคัดสรรผู้ที่จะอยู่รอดโดยธรรมชาติ ในที่นี้คือ คนทำงานทุกคนต้องพิสูจน์ความสามารถในการปรับตัวอีกครั้ง
เพราะเมื่อ AI เริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงานของแทบทุกอาชีพ มันสามารถทำงานประเภทที่เป็นข้อมูลเยอะๆ งานซ้ำซ้อน งานรูทีน แทนคนได้แล้ว ดังนั้น สิ่งที่นายจ้างยุคนี้จึงมองหาในตัวผู้สมัครงาน จึงไม่ใช่แค่ความสามารถที่ตรงกับสายงาน ประสบการณ์ หรืออายุงานอีกต่อไป แต่ต้องมีทักษะการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้รวดเร็ว และเก่งในการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์
"ผมคิดว่าเรากำลังกลับเข้าสู่ช่วงเวลาแบบดาร์วินอีกครั้ง ที่ทุกคนต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ใครคือคนที่เก่งจริง และมีทักษะที่เท่าทันยุคสมัย" อโรรา อธิบาย
ผู้บริหารคนนี้มองว่า พนักงานในองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมาก ยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคโลกงานใหม่ เขาประเมินว่า พนักงานราว 90% ยังไม่มีทักษะการใช้ AI ที่มากพอ และสิ่งนี้อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของอาชีพในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ไม่มีมหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรใดที่จะสอนทุกอย่างได้ทันกับความเร็วของเทคโนโลยี คนทำงานจึงต้องฝึกฝนทักษะเหล่านี้ด้วยตัวเองผ่านการทดลอง ลงมือใช้ และเรียนรู้จากการทำงานจริง
"ผมส่งพนักงานกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้ เพราะไม่มีมหาวิทยาลัยไหนสอนเรื่องนี้ และไม่มีหลักสูตรไหนที่จะตอบโจทย์ได้ ทุกคนต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง"
AI ไม่ได้แค่ลดต้นทุน แต่กำลังเปลี่ยนเกณฑ์การจ้างงาน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทมักแข่งขันกันด้วยการลงทุนในบุคลากร การอบรม และการพัฒนาทักษะของพนักงาน แต่เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลายองค์กรกลับเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า หากเทคโนโลยีสามารถทำงานจำนวนมากได้ในเวลาสั้นกว่า และต้นทุนต่ำกว่า รูปแบบการสร้างทีมงานควรเปลี่ยนไปหรือไม่
ผลสำรวจของ Orgvue ในปี 2025 สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน เมื่อผู้บริหารเกือบ 40% ยอมรับว่า องค์กรของตนมีการลดจำนวนพนักงานลงจากการนำ AI เข้ามาใช้งาน ขณะเดียวกัน หลายบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ก็ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งสัญญาณว่า จะสร้างทีมงานยุคใหม่ที่มีทักษะด้าน AI มากขึ้น
"พวกเขาลดคนลง 30-40% เพราะเชื่อว่าไม่มีทางพลิกสถานการณ์ได้แล้ว แทนที่จะฝึกคนเดิม พวกเขาเลือกหาคนที่พร้อมเข้ามาทำงานด้วย AI ตั้งแต่วันแรก" เขาบอก
อโรรา มองว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนด้านแรงงาน แต่คือ การเปลี่ยน "เกณฑ์การคัดเลือกคน" ทั้งระบบ หลายองค์กรไม่ได้มองหาพนักงานที่ทำงานหนักที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่กำลังมองหาคนที่สามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มคุณภาพงาน ลดเวลา และสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม
ในโลกที่เครื่องมืออัจฉริยะสามารถช่วยเขียนโคด วิเคราะห์ข้อมูล สรุปเอกสาร หรือสร้างเนื้อหาได้ภายในไม่กี่นาที ความสามารถในการทำงานแบบเดิมอาจไม่ใช่จุดได้เปรียบอีกต่อไป
หลายองค์กรไม่ได้ปลดคนออกทั้งหมด แต่กำลังค่อยๆ ผลัดเปลี่ยนรุ่น
แม้ข่าวการปลดพนักงานจำนวนมากจะกลายเป็นภาพจำของยุค AI แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายองค์กรอาจซับซ้อนกว่านั้น ยกตัวอย่างกรณีของ Palo Alto Networks เลือกใช้วิธีปรับลดพนักงานที่แตกต่างออกไป บริษัทไม่ได้เร่งลดพนักงานครั้งใหญ่ แต่ปล่อยให้เกิดการลาออกตามธรรมชาติ ซึ่งมีพนักงานออกจากองค์กรประมาณ 2% ในแต่ละเดือน จากนั้นจึงค่อยรับคนรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนกลุ่มใหม่เหล่านี้ไม่ได้ถูกคัดเลือกด้วยเรซูเม่เพียงอย่างเดียว หากแต่ผ่านการแข่งขันหรือกิจกรรมที่เรียกว่า "Hackathon" ที่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครได้แสดงความสามารถในการแก้ปัญหา และการใช้ AI กับสถานการณ์จริง
"เราแทบจะรับคนผ่าน Hackathon เท่านั้น ให้เวลาผม 12 เดือน ผมจะเปลี่ยนทีมได้ 20-25% และอีก 3 ปี ผมหวังว่าจะมีคนที่เข้าใจ AI มากพอทำงานอยู่ทั่วทั้ง Palo Alto" อโรรา ย้ำชัดเจนถึงเกณฑ์การคัดเลือกพนักงานยุคใหม่
แนวคิดนี้สะท้อนว่า หลายองค์กรอาจไม่ได้มองการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI เป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันเดียว แต่เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ เปลี่ยนองค์ประกอบของทีมทีละน้อย เมื่อเวลาผ่านไป สัดส่วนของคนที่มีทักษะ AI ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ขององค์กร
คนทำงานระดับ CEO ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะปลอดภัยจาก AI
การเปลี่ยนผ่านทีมเข้าสู่ยุค AI ไม่ได้เกิดกับกลุ่มพนักงานระดับปฏิบัติการเท่านั้น แต่ผู้บริหารหลายคนก็ยอมรับว่า ตำแหน่งของตัวเองก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน
ซุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Google เคยให้ความเห็นว่า ไม่มีอาชีพใดที่จะไม่ได้รับผลกระทบจาก AI แม้แต่บทบาทของ CEO เองก็มีหลายส่วนที่ AI อาจเข้ามาช่วยหรือทำแทนได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้มองว่า AI จะทำให้อาชีพต่างๆ หายไปทั้งหมด แต่เชื่อว่าทุกวิชาชีพจะเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน คนที่สามารถผสาน AI เข้ากับทักษะของตัวเองได้ จะเป็นคนที่สร้างคุณค่าได้มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นครู แพทย์ วิศวกร นักการตลาด หรือผู้บริหาร
มุมมองนี้สอดคล้องกับ มิคา คอฟแมน (Micha Kaufman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Fiverr ที่เคยส่งข้อความถึงพนักงานอย่างตรงไปตรงมาว่า AI กำลังเปลี่ยนทุกตำแหน่งงาน ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง พร้อมย้ำว่า การพูดถึง AI เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ทุกคนต้องลงมือใช้จริง ทดลองจริง และสร้างทักษะขึ้นมาด้วยตัวเอง
สำหรับผู้นำองค์กร เขายิ่งเห็นว่าการเป็นเพียง "กองเชียร์ AI" ไม่ใช่คำตอบ เพราะ หากผู้บริหารไม่ได้ใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการทำงานจริง ก็ยากที่จะผลักดันให้ทั้งองค์กรเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง
คนที่แย่งงานคุณ อาจไม่ใช่ AI แต่เป็นคนที่ใช้ AI เก่งกว่าคุณ
แม้หลายคนจะวิตกกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่ เจนเซน หวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia กลับเสนออีกมุมหนึ่งที่น่าขบคิดกว่านั้น กล่าวคือ เขาเชื่อว่าในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ไม่น่าจะตกงานเพราะ AI โดยตรง แต่มีโอกาสสูงกว่าจะเสียโอกาสให้กับ "คนที่ใช้ AI เป็น"
ประโยคนี้อาจอธิบายการแข่งขันในตลาดแรงงานยุคใหม่ได้ดีที่สุด เพราะเมื่อคนสองคนมีประสบการณ์ใกล้เคียงกัน มีความรู้เท่ากัน และทำงานตำแหน่งเดียวกัน แต่คนหนึ่งสามารถใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ค้นคว้า เขียนรายงาน สร้างไอเดีย หรือทำงานซ้ำๆ ได้เร็วกว่า ผลผลิตที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน อาจสะสมจนกลายเป็นความได้เปรียบอย่างมหาศาลในระยะยาว
ที่ผ่านมา คนทำงานจำนวนมากตั้งคำถามว่า AI จะมาแทนงานของเราหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าคำถามที่เหมาะกับโลกการทำงานในวันนี้ อาจเปลี่ยนเป็นว่า เมื่อองค์กรต้องเลือกระหว่างคนที่ทำงานแบบเดิม กับคนที่รู้จักใช้ AI เพื่อยกระดับศักยภาพของตัวเอง องค์กรจะเลือกใครมากกว่ากัน?
บางที "Darwinian Moment" ที่ อโรรา พูดถึง จึงอาจไม่ได้หมายถึงยุคที่มนุษย์กำลังพ่ายแพ้ให้กับปัญญาประดิษฐ์ แต่หมายถึง ช่วงเวลาที่โลกการทำงานกำลังคัดเลือกคนที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี เพราะในยุคที่ทุกคนเข้าถึง AI ได้เหมือนกัน ความแตกต่างอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีเครื่องมือที่ดีกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครรู้จักใช้เครื่องมือนั้นสร้างคุณค่าให้งานได้มากกว่า และนั่นอาจเป็นทักษะสำคัญที่สุดของโลกการทำงานในทศวรรษต่อจากนี้ไป
อ้างอิง: Fortune, 20VC with Harry Stebbings, Orgvue Report, AI wipes jobs, AI era, Lose your job
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


