วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม 2569

Login
Login

วงจรอุบาทว์โลกงาน! คนหางานซื้อ AI ช่วยยิงใบสมัครทีละพันตำแหน่ง

ในอดีต การสมัครงานอาจหมายถึง การค่อยๆ เขียนใบสมัครให้น่าสนใจสุดๆ นั่งปรับเรซูเม่ให้เหมาะกับแต่ละตำแหน่ง เขียนจดหมายแนะนำตัว และกดส่งใบสมัครทีละบริษัท จากนั้นก็รอด้วยความหวังว่าจะมีสักแห่งเรียกสัมภาษณ์

แต่สำหรับตลาดแรงงานในปัจจุบัน การใช้วิธีเดิมๆ อาจเป็นเรื่องเสียเวลาไปแล้ว เพราะยุคนี้ขนาดบางคนส่งใบสมัครจำนวนมากเป็นร้อยๆ ใบ รอเรียกสัมภาษณ์หลายเดือน แต่ก็ยังไม่มีบริษัทไหนตอบกลับสักที!

จึงไม่แปลกที่ในโลกการทำงานยุคนี้ ผู้สมัครงานหลายคนกลับเลือกใช้วิธีการส่งใบสมัครที่แตกต่างออกไป นั่นคือ ยอมจ่ายเงินเพียงประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 700 บาท ซื้อเครื่องมือ AI เพื่อใช้ช่วยส่งใบสมัครงานแทนแบบอัตโนมัติ สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ ..มันสามารถส่งใบสมัครไปยังทุกตำแหน่งที่เปิดรับในเว็บหางานโดยผู้สมัครแทบไม่ต้องลงแรงทำเอง

ปรากฏการณ์ AI Doom Loop วงจรอุบาทว์ของ AI ในโลกงาน

แม้วิธีนี้จะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มจำนวนใบสมัครได้มหาศาล แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้ทำให้การหางานง่ายขึ้น ตรงกันข้าม มันกำลังสร้างปัญหาใหม่ให้ทั้งคนหางานและฝ่ายสรรหาบุคลากร จน แดเนียล เชต (Daniel Chait) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Greenhouse แพลตฟอร์มจัดการระบบสรรหาพนักงาน ที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "AI Doom Loop" หรือ วงจรอุบาทว์ของ AI

"นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครมีความสุขเลย ตลาดแรงงานตอนนี้ ไม่เวิร์กอีกต่อไป ทั้งกับคนสมัครงานและนายจ้าง" เชต บอกเล่าถึงปรากฏการณ์นี้กับ Fortune

เขาอธิบายอีกว่า ปัจจุบันผู้สมัครงานจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังส่งเรซูเม่เข้าไปใน "หลุมดำ" ไม่ว่าจะส่งใบสมัครงานไปมากแค่ไหน ก็แทบไม่ได้รับการตอบกลับ หลายคนถูกปฏิเสธโดยไม่มีคำอธิบาย หรือแย่กว่านั้นคือ..ไม่เคยได้รับการติดต่อกลับเลย 

เมื่อความพยายามแบบเดิมไม่เห็นผล คนจำนวนไม่น้อยจึงหันไปพึ่งเครื่องมือ AI ที่ช่วยค้นหางานและส่งใบสมัครแบบอัตโนมัติ เพียงจ่ายเงินประมาณ 20 ดอลลาร์ ก็สามารถปล่อยให้ระบบสมัครงานนับร้อยหรือนับพันตำแหน่งได้ในเวลาอันสั้น

สำหรับผู้สมัคร วิธีนี้อาจเป็นการเพิ่มโอกาสท่ามกลางตลาดแรงงานที่แข่งขันดุเดือด แต่ในมุมของนายจ้าง มันกำลังสร้างภาระมหาศาล

เรซูเม่หลายพันฉบับไหลเข้าไม่หยุด นายจ้างรับมือไม่ไหว หาคนที่ต้องการยากขึ้น

ปัจจุบัน Greenhouse มีตำแหน่งงานเปิดรับอยู่ราว 175,000 ตำแหน่ง และโดยเฉลี่ยการประกาศรับสมัครงาน 1 ตำแหน่ง จะมีผู้สมัครประมาณ 254 คน ดังนั้น จากตัวเลขตำแหน่งงานที่เปิดรับข้างต้น ส่งผลให้จำนวนใบสมัครที่ฝ่ายสรรหาต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้นถึง 412%

ผลที่ตามมาคือ นายจ้างได้รับใบสมัครหลักหลายร้อยหรือหลายพันฉบับภายในเวลาเพียงหนึ่งหรือสองวัน จนไม่สามารถตรวจสอบได้ทัน

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผู้สมัครจำนวนมากใช้ AI ช่วยเขียนเรซูเม่และจดหมายสมัครงาน เอกสารที่ส่งเข้ามาก็เริ่มมีรูปแบบคล้ายกันไปหมด ฝ่ายสรรหาจึงแยกแทบไม่ออกว่าใครตั้งใจสมัครงานจริง และใครเพียงปล่อยให้ AI ส่งใบสมัครแบบหว่านแหไปหลายพันตำแหน่งในคืนเดียว

เมื่อฝ่ายบุคคลรับมือไม่ไหว พวกเขาจึงต้องนำ AI มาใช้คัดกรองใบสมัครอีกทอดหนึ่ง ขณะที่ผู้สมัครซึ่งไม่ได้รับการติดต่อกลับก็ยิ่งส่งใบสมัครผ่าน AI มากขึ้นเรื่อยๆ 

"วงจรนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง แต่สุดท้าย กลับยิ่งทำให้ระบบสรรหาบุคลากรทั้งระบบแย่ลง เราจึงเรียกมันว่า AI Doom Loop ทุกคนกำลังใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง แต่ผลลัพธ์คือระบบทั้งหมดกลับยิ่งพัง" เชต อธิบายด้วยความกังวล

แม้แต่คนเรียนจบสูงก็หางานยาก พบปรากฏการณ์นี้ในหลายประเทศ! 

ข้อมูลจากหลายแหล่งสะท้อนว่าปัญหานี้กำลังเกิดขึ้นจริง ยกตัวอย่างในสหราชอาณาจักร มีการส่งใบสมัครงานมากกว่า 1.2 ล้านครั้ง เพื่อแย่งตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ที่มีอยู่ไม่ถึง 17,000 ตำแหน่ง ขณะที่ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งจบปริญญาโท ใช้เวลากว่า 6 เดือน สมัครงานหลายพันตำแหน่ง แต่ไม่เคยได้รับการเรียกสัมภาษณ์แม้แต่ครั้งเดียว

ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับฝั่งผู้สมัครเท่านั้น ด้าน อาร์วินด์ เจน (Arvind Jain) อดีตวิศวกร Google และผู้ก่อตั้ง Glean สตาร์ทอัพ AI มูลค่ากว่า 7.2 พันล้านดอลลาร์ เปิดเผยว่า บริษัทของเขาได้รับใบสมัครงานหลายพันฉบับทุกวัน แต่กลับยังหาคนที่ต้องการไม่ได้

"นักศึกษาคิดว่าหางานยาก แต่สำหรับเรา เรากลับรู้สึกว่าหาคนเก่งยากไม่แพ้กัน" สาเหตุสำคัญคือ ผู้สมัครที่มีศักยภาพสูง มักถูกบริษัทอื่นดึงตัวไปก่อนที่ทีมสรรหาจะมีเวลาตรวจใบสมัครครบทั้งหมดเสียอีก

แม้แต่นักแสดงชื่อดังอย่าง แอนน์ แฮทาเวย์ (Anne Hathaway) ก็เจอปัญหาในลักษณะเดียวกัน หลังจากเปิดรับสมัครพนักงาน เธอได้รับอีเมลขอบคุณที่เขียนด้วย ChatGPT จำนวนมากจนแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นผู้สมัครตัวจริง

เธอจึงเตือนคนหางานว่า การใช้ AI มากเกินไปอาจไม่ได้ช่วยสร้างความประทับใจเสมอไป เพราะบางครั้งกลับทำให้ตัวตนและความตั้งใจของผู้สมัครหายไป

ยุค AI คนที่โดดเด่น อาจไม่ใช่คนที่ส่งใบสมัครมากที่สุด

แม้ เชต จะยอมรับว่าเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะให้ทุกคนเลิกใช้ AI ในยุคนี้ แต่เขาเชื่อว่ายังมีวิธีที่จะ "ทำให้ระบบกลับมามีประสิทธิภาพ" มากขึ้น Greenhouse จึงเปิดตัวฟีเจอร์ My Dream Job ที่อนุญาตให้ผู้สมัครเลือก "งานในฝัน" ได้เพียง 1 ตำแหน่งต่อเดือน จากทุกบริษัทที่ใช้แพลตฟอร์ม เพื่อส่งสัญญาณให้นายจ้างรู้ว่าตำแหน่งนั้นคือเป้าหมายที่ผู้สมัครตั้งใจจริง ไม่ใช่การกดสมัครแบบหว่านแห

นับตั้งแต่เปิดใช้งาน มีผู้ใช้ส่งใบสมัครผ่านฟีเจอร์นี้เกือบ 500,000 ครั้ง และผู้สมัครกลุ่มนี้มีโอกาสได้รับการจ้างงานสูงกว่าผู้สมัครทั่วไปประมาณ 5 เท่า

นอกจากนี้ Greenhouse ยังเข้าซื้อกิจการ Ezra AI Labs เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครทุกคนได้สัมภาษณ์ผ่าน AI ตั้งแต่ต้น แทนที่จะคัดคนจากเรซูเม่เพียงอย่างเดียว ซึ่ง เชต เชื่อว่าจะช่วยลดอคติในการคัดเลือก และทำให้ผู้สมัครที่ตั้งใจจริงโดดเด่นขึ้น

ในวันที่ AI ทำให้ทุกคนสมัครงานได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่มีคุณค่าที่สุด คือ "ทักษะมนุษย์"

สำหรับคนที่กำลังหางานท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือด ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่า การสร้างความแตกต่างด้วย "ความพยายาม" ยังคงได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการเขียนข้อความขอบคุณด้วยตัวเอง การปรับเรซูเม่ให้เหมาะกับแต่ละตำแหน่ง หรือการแสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจที่แท้จริงในการร่วมงานกับองค์กร

ขณะที่ ซานเจย์ เบรี (Sanjay Beri) ซีอีโอของ Netskope มองว่า วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการหางานทุกวันนี้ อาจไม่ใช่การส่งใบสมัครให้มากขึ้น แต่คือการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์

เขาแนะนำให้คนรุ่นใหม่ออกไปพบปะผู้คน สร้างคอนเนกชันอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพราะงานดี ๆ จำนวนไม่น้อยไม่ได้ถูกนำมาประกาศรับสมัครต่อสาธารณะ หรือประกาศผ่านแพลตฟอร์มเว็บหางานเลย

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาของตลาดแรงงานในยุค AI อาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การที่ทุกฝ่ายต่างพยายามใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของตัวเองมากเกินไป จนลืมไปว่า การจ้างงานไม่ใช่เกมเอาชนะด้านจำนวนใบสมัคร หรือเอาชนะด้านความเร็ว แต่คือการค้นหา "คนที่เหมาะสม" กับ "งาน" มากที่สุด

ดังนั้น เมื่อทุกวันนี้ทุกคนสามารถใช้ AI เขียนเรซูเม่ ส่งใบสมัคร หรือแม้แต่เขียนอีเมลแทนตัวเองได้ สิ่งที่ทำให้ผู้สมัครโดดเด่นกว่าใครจริงๆ อาจจะเป็น "ความตั้งใจจริง บุคลิก และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน" ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่าง ให้คุณสามารถเพิ่มโอกาสการได้งานได้มากกว่าที่เคย

 

 

อ้างอิง: Fortune, Gen Z job crisis, applied to over 1,000 jobsinflux of jobless