ถอดบทเรียนภาวะ ‘หมดไฟตั้งแต่ยังไม่เริ่ม’ เมื่อสมรภูมิสมัครงานในตลาดงานยุคนี้ผันผวนหนัก งานหายากเข้าขั้นวิกฤติ บั่นทอนจิตใจจนวัยทำงานถอดใจ หันกลับมาเซฟตัวเองด้วยการกอดงานเดิมไว้ก่อน ส่งผลให้อัตราคนอยากย้ายงานดิ่งฮวบเหลือ 43%
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ คำว่า “ลาออกไปตายเอาดาบหน้า” เคยเป็นคติประจำใจของคนทำงานที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง แต่ตัดภาพมาที่ปี 2026 สถานการณ์กลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง เมื่อเหล่าคนหางานกำลังเผชิญกับสภาวะ ‘จุดแตกหัก’ ทางอารมณ์ ความรู้สึกเหนื่อยล้าและหมดไฟ (Burnout) ไม่ได้เกิดขึ้นตอนนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศด้วยซ้ำ
แต่มันเกิดขึ้นทันที ‘ตั้งแต่ในหัว’ เพียงแค่จินตนาการถึงขั้นตอนการเตรียมเรซูเม่และกระบวนการสมัครงานที่ยืดเยื้อ ท่ามกลางสภาวะการจ้างงานที่เหงาหงอยมาตลอดทั้งปี บวกกับตลาดแรงงานที่บั่นทอนกำลังใจขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากเลือกที่จะถอนตัวออกจากสมรภูมินี้ พับโครงการส่งใบสมัคร และยอมเกาะงานเดิมไปก่อน
สัญญาณความหวัง (ได้งานใหม่) ดิ่งฮวบสู่ภาวะหมดไฟ
ข้อมูลล่าสุดจาก Monster Research แพลตฟอร์มจัดหางานชื่อดัง เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานจำนวน 1,504 คน พบตัวเลขที่สะท้อนความจริงอันน่าตกใจว่า มีคนทำงานเพียง 43% เท่านั้นที่วางแผนจะหางานใหม่ในปี 2026 นี้ ซึ่งตัวเลขนี้ดิ่งฮวบลงมาอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มีสัดส่วนสูงถึง 93%
วิกกี ซาเลมี (Vicki Salemi) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพของ Monster อธิบายว่า ภาพรวมและทิศทางของการย้ายงานในช่วงปี 2025 เคยส่งสัญญาณความเชื่อมั่นและเต็มไปด้วยความหวังในระดับที่สูงมาก ซึ่งใกล้เคียงกับปรากฏการณ์ลาออกครั้งใหญ่ หรือ ‘Great Resignation’ ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้
โดยปัจจัยหลักในตอนนั้นมาจากแรงผลักดันเรื่องค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น บีบให้คนทำงานต้องมองหางานใหม่ เพื่ออัปเกรดเงินเดือนให้สูงขึ้น แต่พอมาถึงปีนี้ แม้ว่าแรงกดดันและการบีบคั้นทางการเงินจากภาวะเงินเฟ้อจะยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่หายไปคือความเชื่อมั่น
คนทำงานไม่ได้รู้สึกมองโลกในแง่ดีอีกต่อไปว่า พวกเขาจะสามารถคว้าตำแหน่งงานใหม่ได้ อย่าว่าแต่เรื่องหวังเงินเดือนที่สูงขึ้นหรือสวัสดิการที่ดีกว่าเดิมเลย แค่หาที่ลงใหม่ให้ได้ในเวลานี้ยังเป็นเรื่องริบหรี่
ปี 2025 ย่ำแย่ที่สุดในแง่การหางานใหม่ ลามกระทบถึงปี 2026
เมื่อหันไปมองในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ มีการระบุผ่านสำนักข่าว ซีเอ็นบีซี (CNBC) ว่า ปัจจุบันตลาดแรงงานกำลังติดหล่มอยู่ในภาวะ “Hiring Recession” หรือวิกฤตการณ์ชะลอตัวด้านการจ้างงาน โดยตัวเลขทางสถิติชี้ชัดว่าปี 2025 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ย่ำแย่ที่สุดในแง่ของการเพิ่มตำแหน่งงานใหม่ในระบบ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา
ความหดหู่และบรรยากาศความสิ้นหวังในภาพรวมนี้เอง ที่ส่งผลให้คนทำงานเลือกที่จะเซฟตัวเอง ปรับโหมดเข้าสู่พฤติกรรมที่เรียกว่า ‘Job Hugging’ หรืออาการกอดเก้าอี้ตัวเดิมไว้แน่น เพราะความหวาดกลัวที่จะต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับความผันผวนภายนอก
โดย 52% ของผู้ตอบแบบสำรวจตามรายงานข้างต้น คาดการณ์ว่า อัตราการเลิกจ้าง (Layoffs) จะทวีความรุนแรงและเพิ่มจำนวนขึ้นอีกในปี 2026 ขณะที่ 40% เชื่อว่าตลาดงานจะยิ่งแย่ลงกว่าเดิม และอีก 40% มองแบบไร้ความหวังว่า มันคงไม่มีอะไรดีขึ้นไปกว่านี้แล้ว
สอดคล้องกับรายงานอีกฉบับของ มอนสเตอร์ (Monster) ที่เก็บข้อมูลไว้ก่อนหน้านี้ระบุว่า พนักงานถึง 75% วางแผนทางรอดด้วยการตั้งเป้าว่าจะอยู่กับบริษัทเดิมยาวไปจนถึงปี 2027 เป็นอย่างน้อย
งานใหม่หายาก! วัยทำงานเลยกอดงานประจำ แล้วซุ่มทำงานเสริม
เมื่อโอกาสในการก้าวหน้าในสายงาน-ขยับฐานเงินเดือน ผ่านการเปลี่ยนงานกลายเป็นเรื่องยาก (พนักงานเกือบครึ่งหนึ่งต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า เงินเดือนที่ได้รับโตไม่ทันเงินเฟ้อและค่าครองชีพ) คนทำงานยุคนี้จึงต้องดิ้นรนหาทางรอดด้วยการสร้างท่อน้ำเลี้ยงย่อย หารายได้ช่องทางอื่นเข้ามาเสริม แทนการหวังพึ่งเงินเดือนเพียงอย่างเดียว
สถิติจากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า เกือบ 2 ใน 3 ของคนทำงาน หันมาหาแหล่งรายได้เสริมเพื่อประคองตัว โดย 32% มีอาชีพเสริม (Side Hustle) ที่ลงมือทำและสร้างรายได้อยู่แล้วในปัจจุบัน และอีก 30% กำลังวางแผนและเตรียมความพร้อมที่จะเริ่มทำอาชีพที่สองภายในปี 2026 นี้
ซาเลมี วิเคราะห์ว่า คนทำงานยุคนี้เลือกที่จะให้ความสำคัญกับความมั่นคงของงานหลัก และปกป้องเพดานรายได้ของตัวเองมาเป็นอันดับหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การซุ่มทำอาชีพเสริมอย่างเงียบๆ (Quietly picking up side hustles) ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะตัวเองผ่านการอัปสกิล (Upskilling) และคัดกรองงานที่จะสมัครอย่างระมัดระวังมากขึ้น ไม่ส่งใบสมัครสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนเมื่อก่อน
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกระแสอาชีพเสริมนี้ อาจกลายเป็นชนวนสำคัญที่ช่วยจุดประกายให้คนทำงานกล้าตัดสินใจเปลี่ยนงานใหม่ในระหว่างปีได้ หากทิศทางและแนวโน้มของตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว
เพราะกลุ่มคนที่ทำอาชีพเสริมเหล่านี้ได้มีโอกาสทดลองก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่แตกต่าง ได้เรียนรู้โครงสร้างธุรกิจใหม่ๆ ได้สร้างเครือข่ายคอนเนกชัน และเผลอๆ บางคนก็อาจจะสามารถต่อยอดโปรเจกต์ที่มาจาก Passion ส่วนตัว ให้กลายมาเป็นงานประจำแบบเต็มเวลา (Full-time role) ได้ในท้ายที่สุด
ไม่ได้ปล่อยจอย แค่ ‘เล่นเกมยาว’ เพื่อความอยู่รอด
สำหรับคนทำงานที่ประเมินสถานการณ์แล้วรู้สึกว่าตัวเองยังไม่มีแต้มต่อ หรือยังไม่มีพลังงานมากพอที่จะกระโดดเข้าสู่ตลาดงานในเวลานี้ ซาเลมี แนะนำว่า อย่าเพิ่งปล่อยเกียร์ว่างหรือทำงานแบบหมดอาลัยตายอยาก แต่ให้เปลี่ยนวิกฤตินี้เป็นโอกาส ในการตักตวงทรัพยากรและพื้นที่ในองค์กรปัจจุบันให้คุ้มค่าที่สุด
ตั้งแต่การเสนอตัวเองทำโปรเจกต์ที่ท้าทาย การหาคอร์สเรียนอัปสกิล หรือหาลู่ทางฝึกฝนทักษะใหม่ๆ ที่บริษัทมีให้ การทำความรู้จักและสร้างคอนเนกชันกับผู้คนทั้งในและนอกแผนก รวมถึงการเดินหน้าเปิดอกคุยกับหัวหน้างานตรงๆ ถึงแนวทางและเป้าหมายที่ต้องทำ เพื่อเป็นเงื่อนไขในการปรับตำแหน่งหรือขึ้นเงินเดือนในรอบถัดไป
ส่วนกลุ่มคนอีกประมาณ 40% ที่ยังคงปักธงเด็ดเดี่ยวว่า “ปีนี้ยังไงก็ต้องย้ายงานใหม่ให้ได้” คำแนะนำระดับกลยุทธ์คือ คุณต้องปรับเปลี่ยนวิธีการค้นหางานที่ต้องการให้มีความจำเพาะเจาะจง มีเป้าหมายที่ชัดเจน และแยบยลมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ตนเองให้มากที่สุด
โดยใช้ข้อดีจากการที่ "คู่แข่งในตลาดลดลง" (เนื่องจากคนส่วนใหญ่เลือกที่จะถอนตัวและนั่งนิ่งๆ) มาเป็นแต้มต่อ ตั้งแต่การลงรายละเอียดปรับปรุงเรซูเม่ให้สอดรับและตรงกับคำอธิบายลักษณะงานของตำแหน่งนั้นๆ ใส่คีย์เวิร์ดที่ทรงพลัง เน้นชูทักษะความยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวทำงานข้ามสายงานได้ รวมไปถึงการพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงมีความต้องการแรงงานและมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง เช่น สายงานด้านสุขภาพและบริการทางการแพทย์ (Healthcare) เป็นต้น
แม้ว่าภาพรวมและตัวเลขของตลาดแรงงานในปัจจุบันจะดูหม่นหมองและชวนให้ท้อแท้ แต่นี่ไม่ใช่สัญญาณที่บอกว่าคนทำงานกำลังหมดไฟจนละทิ้งความก้าวหน้าในอาชีพ ตรงกันข้าม พวกเขาไม่ได้ยอมแพ้ แต่พวกเขากำลัง “เล่นเกมยาว” ในแง่ของการวางแผนอนาคตอย่างรอบคอบ
ในวันที่การเดินออกจากเซฟโซนไม่ใช่คำตอบเดียวของการเติบโต การกอดเก้าอี้ตัวเดิมเพื่อสะสมอาวุธ ลับฝีมือให้คม และสร้างท่อน้ำเลี้ยงสำรอง รอจนกว่าลมจะเปลี่ยนทิศ อาจเป็นกลยุทธ์การเดินเกมที่ชาญฉลาดที่สุดของคนทำงานยุคนี้ก็เป็นได้
อ้างอิง: CNBC, Monster, Hiring Recession, Job Hugging


