วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

TikTok IG สมรภูมิหางานสุดบูม! Gen Z เลิกหวังกับเว็บหางานแบบเดิม

เมื่อเรซูเม่ 1 หน้าอาจไม่เพียงพอในการหางานให้ได้งานอีกต่อไป สถานการณ์ตลาดงานที่ซบเซาบีบให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนการหางานให้กลายเป็นการ “ขายตัวเอง” บนโซเชียลมีเดีย เพื่อให้บริษัทมองเห็นพวกเขาได้โดดเด่นมากขึ้น ท่ามกลางผู้สมัครนับร้อยนับพันคน

สำหรับคนรุ่นก่อน การหางานอาจหมายถึงการนั่งปรับเรซูเม่ ส่งใบสมัคร และรออีเมลตอบกลับจากบริษัท แต่สำหรับคน Gen Z ในปี 2026 วิธีเหล่านั้นอาจไม่ได้ผลอีกแล้ว

ในตลาดแรงงานที่แข่งขันรุนแรงขึ้น ตำแหน่งงานเปิดรับน้อยลง และบริษัทจำนวนมากเริ่มใช้ AI คัดกรองผู้สมัครตั้งแต่ขั้นตอนแรก คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกำลังหันไปใช้วิธีที่ไม่เคยอยู่ในตำราหางานแบบดั้งเดิมมาก่อน เช่น การทำวิดีโอแนะนำตัวลง TikTok, การสร้างคอนเทนต์โชว์ทักษะตนเองบน Instagram, การส่งอีเมลตรงถึงผู้บริหาร, ไปจนถึง การใช้แอปหาคู่เพื่อสร้างคอนเนกชันทางอาชีพ

เมื่อทุกวันนี้ผู้สมัครงานต่างก็มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ดังนั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ความสามารถ อาจเป็นการทำให้ผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ HR ของบริษัทต่างๆ “จดจำเราได้” มากกว่าคนอื่น

เมื่อความกล้า กลายเป็นแต้มต่อในตลาดงานที่ยากที่สุดในรอบหลายปี

ซิบูซิซเว คูเป (Sibusisiwe Khupe) แรงงานรุ่น Gen Z ในวัย 26 ปี ต้องกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังเธอถูกเลิกจ้างจากบริษัทเอเจนซีด้านการตลาดในกรุงลอนดอน จากการปรับลดพนักงานครั้งใหญ่

เธอรู้ดีว่าการหางานใหม่คงไม่ง่าย เพราะช่วงสองสามปีมานี้ ตลาดแรงงานของสหราชอาณาจักรกำลังชะลอตัว จำนวนตำแหน่งงานเปิดรับลดลง ขณะที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี 

แต่แทนที่จะส่งใบสมัครแบบเดิมๆ คูเป เลือกใช้วิธีที่แตกต่างออกไป เธอโพสต์ข้อความบน LinkedIn พร้อมแนะนำตัวเองอย่างมั่นใจว่า ตนเองเป็น “สาว Gen Z ที่ทั้งสวย เก่ง และตลกมาก” จากนั้นเธอทำสไลด์แนะนำตัว ใส่รูปตัวเองเต็มหน้า นำเสนอประสบการณ์การทำงานด้วยสไตล์สนุกสนาน และส่งตรงไปยังผู้บริหารระดับสูงจำนวนมาก

“ตอนนี้คุณไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องมั่นใจในตัวเองเข้าไว้ เพราะทุกคนกำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ไม่งั้นก็ไม่ได้งาน” เธอกล่าว

หลังใช้เวลาหางานราว 4 เดือน ในที่สุดเธอก็ได้งานใหม่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าเดิม กลายเป็น Senior Creative ของเอเจนซีโฆษณา Gravity Road สำหรับคูเป บทเรียนสำคัญคือ ยิ่งการแข่งขันสูงเท่าไร ความกล้าที่จะโดดเด่นก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น “ถ้าคุณกล้าแสดงตัวตน คนก็จะจำคุณได้

เมื่อ AI ทำให้ทุกคนส่งใบสมัครได้ง่ายขึ้น การถูกมองเห็นจึงยากกว่าเดิม

ปัญหาที่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญ ซึ่งทำให้พวกเขาหางานยากขึ้น ไม่ได้อยู่ที่การขาดความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะจำนวนผู้สมัครงานกำลังมากกว่าจำนวนตำแหน่งที่เปิดรับอย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลจาก LinkedIn ระบุว่า อัตราการจ้างงานทั่วโลกลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่จำนวนผู้สมัครต่อหนึ่งตำแหน่งเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ในเวลาเดียวกัน หลายองค์กรเริ่มใช้ AI ช่วยคัดกรองเรซูเม่ ตรวจสอบใบสมัคร และบางแห่งถึงขั้นใช้ AI สัมภาษณ์ผู้สมัครเบื้องต้น ผลลัพธ์คือ ผู้สมัครจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังส่งเอกสารเข้าไปในระบบที่ไม่มีใครมองเห็น นั่นทำให้ Gen Z เริ่มมองหาเส้นทางใหม่ในการเข้าถึงนายจ้างโดยตรง

ด้าน วิกกี ซาเลมี (Vicki Salemi) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพจาก Monster มองว่า ปัจจุบันวิดีโอบน TikTok กำลังกลายเป็นเรซูเม่รูปแบบใหม่ในยุคนี้ไปแล้ว “คนรุ่นนี้เติบโตมากับการสร้างคอนเทนต์ พวกเขาไม่ได้มองการหางานเป็นแค่การส่งใบสมัคร แต่มองว่าเป็นการสร้างผลงานชิ้นหนึ่งเพื่อให้คนเห็นตัวตน

วิดีโอความยาว 94 วินาที ที่เปลี่ยนชีวิตนักศึกษาคนหนึ่ง

อีกหนึ่งเคสตัวอย่างคือ อันยา รูดนิตสกี (Anya Roodnitsky) นักศึกษาวัย 22 ปีจากมหาวิทยาลัย Dartmouth College เธอได้ส่งใบสมัครงานไปแล้วหลายร้อยแห่งในช่วงปีสุดท้ายก่อนเรียนจบ ซึ่งทุกครั้งเธอใช้เวลาหลายชั่วโมงปรับเรซูเม่ และจดหมายสมัครงานให้เหมาะกับแต่ละตำแหน่ง แต่หลังจากนั้นนานหลายเดือน เธอก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับจากบริษัทใดเลย

หลังส่งใบสมัครไปกว่า 300 แห่งแล้วไม่ได้งานสักที เธอเลยตัดสินใจลองทำอะไรใหม่ๆ ด้วยการนั่งอยู่ที่โต๊ะในครัว เปิด PowerPoint แล้วเปลี่ยนเรซูเม่ของตัวเองให้กลายเป็นวิดีโอแนะนำตัว โดยใส่ทั้งอีโมจิ มุกตลก ผสมผสานการเล่าเรื่องแบบไม่เป็นทางการ

เธอพูดถึงทุนวิจัยมูลค่า 6,000 ดอลลาร์สหรัฐที่เธอได้รับจากมหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ พร้อมแซวตัวเองว่า “ฉันรู้สึกว่าตัวเองเท่มากเลยนะ เหมือนเป็นออปเพนไฮเมอร์ (Oppenheimer) เลยล่ะ”  ในช่วงท้ายคลิป เธอบอกว่าเป็นคนชอบแต่งตัวแบบ Business Casual พร้อมนำขนมอบมาแบ่งเพื่อนร่วมงาน และขอคำแนะนำหรือโอกาสในการทำงานจากคนที่ดูคลิป

วิดีโอดังกล่าวมีความยาวเพียง 94 วินาที กลับมียอดชมมากกว่า 500,000 ครั้ง หลังจากนั้น เธอได้รับการเชิญชวนให้พูดคุยเรื่องอาชีพ 52 ครั้ง ได้รับการแนะนำงาน 20 ครั้ง ถูกเรียกสัมภาษณ์ 10 ครั้ง และสุดท้ายได้รับข้อเสนองานประจำในตำแหน่งนักวิเคราะห์พลังงานแสงอาทิตย์ “Instagram กลายเป็น LinkedIn ยุคใหม่ไปแล้วจริงๆ” เธอกล่าวติดตลก

คนรุ่นใหม่เหนื่อยกับการสมัครงาน หมดไฟก่อนจะได้งานเสียอีก

เบื้องหลังความพยายามในการสมัครงานของคนรุ่น Gen Z  คือ ความเหนื่อยล้าทางจิตใจที่คนหางานจำนวนมากกำลังเผชิญ ผลวิเคราะห์ล่าสุดจากเว็บไซต์หางาน The Interview Guys พบว่า ผู้สมัครงาน 72% ยอมรับว่ากระบวนการหางานส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ขณะที่เกือบ 2 ใน 3 รู้สึกหมดไฟตั้งแต่ยังไม่ได้งานด้วยซ้ำ

แดเนียล นิโคลสัน (Danielle Nicholson) โค้ชอาชีพสำหรับคน Gen Z อธิบายว่า ผู้สมัครจำนวนมากรู้สึกเหมือนส่งใบสมัครเข้าไปในความว่างเปล่า พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนอ่านใบสมัครจริงหรือไม่ บางครั้ง..ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตำแหน่งงานที่เห็นประกาศอยู่นั้นมีอยู่จริงไหม (อาจเป็นตำแหน่งงานผีที่ไม่มีจริง) 

“มันเป็นตลาดงานที่ทั้งน่าท้อใจและน่าหงุดหงิดมาก” โดยเฉพาะกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากกว่าคนทำงานทั่วไป

ข้อมูลจากธนาคารกลางนิวยอร์กชี้ว่า อัตราว่างงานของบัณฑิตจบใหม่อยู่ที่เกือบ 6% สูงกว่าอัตราว่างงานเฉลี่ยของแรงงานทุกช่วงวัยที่อยู่ที่ 4.2%

วิดีโอไวรัลอาจช่วยเพิ่มโอกาส แต่ไม่ใช่ทางลัดสู่การได้งาน

แม้เรื่องราวของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก จะดูเหมือนประสบความสำเร็จจากการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าวิธีเหล่านี้ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

ซาเลมีอธิบายว่า วิดีโอหรือสไลด์แนะนำตัวสามารถช่วยแสดงทักษะที่เรซูเม่ทั่วไปสื่อสารได้ยาก เช่น ความคิดสร้างสรรค์ บุคลิกภาพ ความกระตือรือร้น หรือทักษะการเล่าเรื่อง แต่สุดท้ายแล้ว ผู้สมัครยังต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกแบบเดิมอยู่ดี

“วิดีโอไม่สามารถแทนเรซูเม่ หรือระบบคัดกรองผู้สมัครของบริษัทได้”  ขณะเดียวกัน หากทำคอนเทนต์ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กรหรือสายงาน ก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน เพราะในบางอุตสาหกรรม ความเป็นทางการยังคงมีความสำคัญ แต่หากคุณส่งเรซูเม่แบบไม่เป็นทางการเข้าไป ก็อาจไม่ได้รับพิจารณา

สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ ไม่ใช่ทางลัด แต่คือโอกาสที่จะถูกมองเห็น

ลูนา เอสโกบาร์ (Luna Escobar) นักศึกษาวัย 20 ปีจาก University of California, Berkeley ใช้เวลาราว 240 ชั่วโมงในการสมัครฝึกงานเกือบ 30 แห่ง เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางโดดเด่นได้เลย หากใช้เพียงเรซูเม่แบบเดิม และหว่านใบสมัครงานแบบเดิมๆ จึงตัดสินใจโพสต์วิดีโอแนะนำตัวลง Instagram

หลังจากนั้น บริษัทแห่งหนึ่งที่เคยเงียบหายไปหลายเดือน ก็กลับมาติดต่อเธอเพื่อเข้าสัมภาษณ์รอบแรก “ฉันคิดว่าวิดีโอนั้นน่าจะช่วยผลักดันให้ฉันก้าวไปอีกขั้น”

เรื่องนี้อาจสะท้อนความจริงอย่างหนึ่งของตลาดแรงงานยุคใหม่ นั่นคือ คนรุ่นใหม่ไม่ได้อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์เพื่อให้ได้งาน แต่ในวันที่ผู้สมัครมีมากกว่าตำแหน่งงานหลายเท่า และแทบทุกบริษัทก็ใช้ AI คัดกรองผู้สมัครงานจำนวนมหาศาลตั้งแต่หน้าด่าน การทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองถูกมองเห็น อาจกลายเป็นทักษะสำคัญไม่แพ้การมีเรซูเม่ที่ดีเลย

 

 

อ้างอิง: TheGuardian, Linkedin thelmasibusisiwe, Monster, Fortune, Economicgraph, Newyorkfed.org