วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม 2569

Login
Login

หางานจากแพสชันไม่พอ คนประสบความสำเร็จต้องมีทักษะที่โลกต้องการ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เด็กจบใหม่จำนวนมากเติบโตมากับคำแนะนำที่ฟังดูสวยงามว่า "จงทำในสิ่งที่รัก" หรือ "ตามหาแพสชันของตัวเองให้เจอ" แต่รู้หรือไม่? ในโลกการทำงานยุคนี้ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คำแนะนำนี้อาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

โดยเฉพาะในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว จนคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า อาชีพในฝันที่กำลังมองหา หรืออาชีพที่อยากทำในวันนี้จะยังมีอยู่หรือไม่ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

โจดี แคนเตอร์ (Jodi Kantor) นักข่าวสืบสวนแห่ง The New York Times เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ และผู้เขียนหนังสือ How to Start: Discovering Your Life's Work ยอมรับว่า ตลาดงานในปัจจุบันดูมืดมนอย่างมาก สำหรับคนหนุ่มสาวสมัยนี้ แต่เธอก็ไม่อยากให้พวกเขาหมดหวังที่จะหางานที่สร้างความพึงพอใจและความสุขได้ อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าการเลือกอาชีพโดยยึด "Passion" เป็นศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่แนวทางการหางานทำที่เหมาะกับโลกยุคปัจจุบันอีกแล้ว

เธอแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวว่า ครั้งหนึ่งเธอได้มีโอกาสพูดคุยกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ขณะที่เธอกำลังเตรียมตัวกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาตรีในปี 2025

“นักเรียนคนนั้นถามคำถามที่ดีที่สุดคำถามหนึ่งเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา นั่นคือ ‘เราจะหางานที่ใช่ในชีวิตของเรา ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการทำงานในยุคนี้ได้อย่างไร?’ นั่นทำให้ฉันอยากหาคำตอบให้ได้เช่นกัน” แคนเตอร์ เล่า

หลังจากนั้น เธอใช้เวลาหลายปีรายงานข่าวเกี่ยวกับโลกการทำงาน และพูดคุยกับผู้คนหลากหลายอาชีพ เพื่อพยายามหาคำตอบว่า คนแบบไหนที่ทั้งประสบความสำเร็จและมีความสุขกับงานของตัวเองจริงๆ ซึ่งคำตอบที่ได้กลับเรียบง่ายกว่าที่คิด คนเหล่านั้นมักมี 2 สิ่งร่วมกันเสมอ นั่นคือ Craft (ทักษะที่เชี่ยวชาญ) และ Need (งานที่โลกต้องการ, ช่วยแก้ PainPoint ผู้คนได้)

คนทำงานที่จะอยู่รอดได้ยาว ไม่ได้มีแค่ Passion แต่มี "ทักษะที่เชี่ยวชาญ"

แคนเตอร์เล่าว่า คนที่เธอนึกถึงเมื่อพูดถึงความสำเร็จและความสุขในการทำงาน มีตั้งแต่จิตแพทย์เด็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง นักเขียน นักแต่งเพลง ไปจนถึงเชฟเจ้าของตำราอาหารสุดโด่งดัง

แม้บุคคลเหล่านั้นจะทำงานคนละสาย แต่ทุกคนต่างมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือ Craft หรือการพัฒนาทักษะในสายงานของตนเองให้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้คำว่า Craft สำหรับเธอ ไม่ได้หมายถึงแค่ความรู้หรือประสบการณ์ แต่คือการผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และทักษะความเป็นมนุษย์

มันคือทักษะที่ช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยอุบัติเหตุได้อย่างแม่นยำ เป็นความสามารถที่ทำให้นักเขียน นักแต่งเพลง หรือผู้กำกับสามารถดึงความสนใจของผู้ชมได้หลายชั่วโมง และเป็นเหตุผลว่าทำไมอาหารจากเชฟผู้เชี่ยวชาญจึงมีรสชาติแตกต่างจากอาหารทั่วไป

ในยุคที่ AI สามารถสร้างข้อความ เขียนบทความ เขียนโค้ด หรือวิเคราะห์ข้อมูลได้ในเวลาไม่กี่วินาที การมีทักษะที่ลึกพอจนกลายเป็น Craft นั้น กลับยิ่งสำคัญมากขึ้น เพราะคนที่มีความเชี่ยวชาญจริง มักไม่ถูกมองว่าเป็นแรงงานที่สามารถทดแทนได้ง่าย

แคนเตอร์เชื่อว่า แม้ AI จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ทักษะความเป็นมนุษย์จำนวนมากยังคงมีคุณค่าอย่างยิ่ง เธอยกตัวอย่างว่า แม้ AI จะสามารถสรุปข้อมูลได้อย่างถูกต้อง แต่หลายครั้งผลงานที่มันทำออกมากลับดู "ว่างเปล่า" เมื่อเทียบกับงานที่มนุษย์เขียนขึ้น เพราะมันขาดทั้งมุมมอง น้ำเสียง และความคิดเฉพาะตัวของผู้สร้างสรรค์

งานที่สำคัญ+มีความหมาย คือ งานที่โลกต้องการ งานที่ช่วยแก้ปัญหาให้ผู้คน

อย่างไรก็ตาม ทักษะความเชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ อีกหนึ่งคุณสมบัติที่แคนเตอร์พบในคนที่ประสบความสำเร็จสูง คือ พวกเขากำลัง "ไล่ตามความต้องการบางอย่าง" อยู่เสมอ

พวกเขามองเห็นปัญหาในสังคม ในอุตสาหกรรม ในธุรกิจ หรือในชีวิตประจำวัน แล้วนำความสามารถของตัวเองเข้าไปช่วยแก้ไข เธอเรียกสิ่งนี้ว่า Need หรือความต้องการที่โลกกำลังรอคำตอบ

แทนที่จะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า "ฉันชอบอะไร" เพียงอย่างเดียว แต่คนที่ประสบความสำเร็จมักถามเพิ่มว่า "ตอนนี้ผู้คนกำลังต้องการอะไร" พวกเขาพยายามสังเกตโลกด้วยตัวเอง มองเห็นปัญหาที่คนอื่นอาจจะมองข้าม และคิดว่าตัวเองสามารถเข้าไปสร้างคุณค่าในจุดๆ นั้นได้อย่างไร

ไม่ว่าจะเป็นความต้องการด้านสุขภาพ การศึกษา เทคโนโลยี ข้อมูล ความปลอดภัย หรือคุณภาพชีวิต ล้วนเป็นโอกาสที่อาจกลายเป็น "งานที่มีความหมาย" ในอนาคต

AI กำลังเปลี่ยนโลกงาน คนรุ่นใหม่ยิ่งกังวลกับชีวิตอนาคต

เหตุผลที่แนวคิดนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลเรื่อง AI ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยืนยันจากรายงานของ Mercer ที่สำรวจคนทำงานกว่า 12,000 คนทั่วโลก พบว่า สัดส่วนพนักงานที่มองว่า "การสูญเสียงานเพราะ AI" เป็นความกังวล No.1 ในที่ทำงาน เพิ่มขึ้นจาก 28% ในปี 2024 เป็น 40% ในปี 2026

ขณะที่ผลสำรวจของ Gallup พบว่า คนทำงาน Gen Z เกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 48% เชื่อว่าความเสี่ยงจาก AI มีมากกว่าประโยชน์ที่เทคโนโลยีดังกล่าวจะมอบให้

แม้จะเข้าใจความกังวลเหล่านี้ แคนเตอร์กลับเตือนว่า คนรุ่นใหม่ไม่ควรตัดสินใจเรื่องอาชีพจากความกลัวเพียงอย่างเดียว เพราะไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่าโลกการทำงานจะมีหน้าตาอย่างไรในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า

สิ่งที่ดูเหมือนเป็นอาชีพแห่งอนาคตในวันนี้ อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ขณะที่งานบางประเภทที่ยังไม่เกิดขึ้นในตอนนี้ อาจกลายเป็นอาชีพสำคัญในอนาคตก็ได้

Passion อย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเชื่อมกับความต้องการของโลก แล้วจะเกิดอาชีพตามมา

สำหรับแคนเตอร์ คำแนะนำอย่าง "Follow Your Passion" อาจฟังดูแล้วรู้สึกว่าช่วยสร้างแรงบันดาลใจ แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็ไม่ใช่คำตอบที่ใช้ได้กับทุกคน เธอมองว่า คนรุ่นใหม่หรือเด็กจบใหม่ ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสิ่งที่ตัวเองสนใจ กับสิ่งที่โลกต้องการ เพราะเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุดมักอยู่ตรงจุดตัดของทั้งสองอย่าง

เมื่อความสนใจส่วนตัวถูกพัฒนาให้กลายเป็นความเชี่ยวชาญ และความเชี่ยวชาญนั้น ถูกนำไปตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน งานก็จะไม่ใช่แค่สิ่งที่ทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่กลายเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าให้ทั้งตัวเองและสังคมไปพร้อมกัน

บางทีคำถามสำคัญที่สุดสำหรับคนที่กำลังหางานในยุค AI จึงอาจไม่ใช่ "ฉันรักอะไร" แต่เป็น "สิ่งที่ฉันสนใจ สามารถช่วยแก้ปัญหาอะไรให้โลกได้บ้าง" นี่ต่างหากที่จะช่วยให้วัยทำงานสามารถ "หางานใช่" ท่ามกลางโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไวได้อย่างยั่งยืนกว่าเดิม

 

 

อ้างอิง: CNBC, HachettebookGroup, News GallupINFO Marsh