หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ หรือหวังส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลาน แต่สำหรับ บิล เพอร์กินส์ (Bill Perkins) ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ นักลงทุน และผู้เขียนหนังสือ Die with Zero เขากลับมีแนวคิดที่ว่า การจากโลกนี้ไปพร้อมเงินจำนวนมหาศาล คือการปล่อยให้เงินสูญเสียคุณค่าที่แท้จริง
เพอร์กินส์เชื่อว่า เงินไม่ใช่สิ่งที่ควรเก็บสะสมไว้จนวันสุดท้ายของชีวิต แต่เป็น "เครื่องมือ" ที่ควรนำมาใช้สร้างประสบการณ์ ความสุข ความทรงจำ และทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ในตอนที่เรายังมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่
มหาเศรษฐีวัย 57 ปี ผู้มีทรัพย์สินสุทธิที่หลายสำนักประเมินว่า มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ และบางแห่งประเมินว่าสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ ให้สัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal ว่า หากสุดท้ายแล้วเงินไม่สามารถทำให้ชีวิตมีความหมายได้ การมีเงินมากมายก็แทบไม่มีประโยชน์
"เงิน" เป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างชีวิตที่เราอยากมี
แม้หลายคนจะมองว่าการมีเงินจำนวนมหาศาลคือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต แต่เพอร์กินส์กลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป สำหรับเขา เงินไม่ใช่เครื่องวัดความสำเร็จ และไม่ใช่สิ่งที่ต้องสะสมให้มากที่สุด แต่เป็นทรัพยากรที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ
เพอร์กินส์บอกว่า "ปรัชญาเรื่องเงินของผมเรียบง่ายมาก ผมว่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความเติมเต็มให้กับชีวิต เท่านั้นเอง ถ้าคุณไม่ได้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ หรือมีสิ่งที่อยากทำซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากขนาดนั้น"
เขามองว่าหลายคนตั้งเป้าหาเงินไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยถามตัวเองว่า แท้จริงแล้วต้องการเงินไปเพื่ออะไร นั่นอาจไม่ใช่เป้าหมายที่ถูกต้องนักในสายตาของเขา เพราะสุดท้าย เขามองว่าเงินจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้สร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับชีวิต
ปรัชญานักลงทุน "เงินไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป" อย่าอยู่เป็นทาสเงิน
ชีวิตของนักลงทุนแทบทุกคนล้วนรู้ดีว่า "เงินไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป" เพอร์กินส์เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเส้นทางสู่ความมั่งคั่งของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
เขาเริ่มต้นอาชีพในตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ของ New York Mercantile Exchange ก่อนจะทำงานเป็นเทรดเดอร์และผู้บริหารความเสี่ยงให้กับบริษัทพลังงานหลายแห่ง รวมถึงมีบทบาทสำคัญด้านการซื้อขายในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Centaurus Energy
ต่อมา เขาก่อตั้งธุรกิจของตัวเองหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Skylar Capital ซึ่งลงทุนในตลาดก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ บริษัทเงินร่วมลงทุน Small Ventures USA และ SkyFi ผู้ให้บริการข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มูลค่าทรัพย์สินของเขาขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เขาเรียนรู้ว่า ความมั่งคั่งไม่ใช่สิ่งถาวร เพอร์กินส์ อธิบายว่า เขามองตัวเองเป็นคนที่ชอบรับความเสี่ยง และรู้ดีว่าเงินสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้เสมอ จึงไม่มีเหตุผลที่จะเก็บมันไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์
จงใช้เหรียญให้หมด ก่อนเดินออกจากสวนสนุก
หนึ่งในคำอุปมาอุปไมยที่เพอร์กินส์ชอบใช้เพื่ออธิบายแนวคิดเรื่องเงิน คือ การเปรียบเทียบกับเหรียญของร้าน Chuck E. Cheese ร้านอาหารและสวนสนุกสำหรับเด็กชื่อดังในสหรัฐฯ
เขาอธิบายว่า "ลองนึกถึงเหรียญของ Chuck E. Cheese ใช้มันให้หมดตอนที่คุณยังอยู่ในร้าน เพราะเมื่อเดินออกมาแล้ว เหรียญเหล่านั้นก็แทบไม่มีค่าอะไรอีก" ก่อนที่เขาจะสรุปแนวคิดการเงินของตัวเองอีกครั้งว่า "มันสมเหตุสมผลกว่ามาก หากคุณใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มี เพื่อสร้างความเติมเต็มให้กับชีวิตในขณะที่คุณยังมีชีวิตอยู่"
สำหรับเพอร์กินส์ การปล่อยให้เงินนอนอยู่ในบัญชีจนถึงวันที่ตัวเองเสียชีวิต ก็ไม่ต่างจากการถือเหรียญสวนสนุกกลับบ้าน เพราะสุดท้ายมันไม่สามารถสร้างคุณค่าได้อีก
จงใช้เงินกับสิ่งที่ทำให้ชีวิตคุณมีความหมาย
แน่นอนว่า การใช้เงินของมหาเศรษฐีย่อมแตกต่างจากคนทั่วไป สำหรับเพอร์กินส์ เขาใช้เงินเพื่อสร้างความสุขให้ตัวเอง ด้วยการสะสมผลงานศิลปะมูลค่ารวมกว่า 22.5 ล้านดอลลาร์ และทุ่มเงินมากกว่า 250,000 ดอลลาร์ต่อปีไปกับการดูแลสุขภาพและเทคโนโลยีชะลอวัย ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยร่างกายเชิงลึก ไปจนถึงการดูแลสุขภาพในเชิง Longevity ยืดอายุและรักษาคุณภาพชีวิตให้ยาวนานที่สุด
แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาย้ำว่า สิ่งสำคัญกว่าการใช้เงินกับตัวเอง คือการได้เห็นว่าเงินสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนที่เรารักได้ในวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ เพอร์กินส์เล่าว่า มีอยู่ปีหนึ่งเขามอบเงินให้คนรอบตัวประมาณ 30-40 คน คนละ 16,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นวงเงินที่กฎหมายภาษีของสหรัฐฯ อนุญาตให้มอบเป็นของขวัญได้โดยไม่ต้องเสียภาษี
ขณะเดียวกัน เขาก็วางแผนส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกสาวทั้งสองคนของตัวเองเช่นกัน แต่ไม่ใช่ในรูปแบบของมรดกก้อนใหญ่หลังจากเขาเสียชีวิต เพอร์กินส์อธิบายว่า "ไม่ว่าคุณจะตั้งใจให้เงินลูกมากแค่ไหน คุณก็ควรให้ในช่วงเวลาที่เงินก้อนนั้นสร้างผลกระทบกับชีวิตของพวกเขาได้มากที่สุด ไม่ใช่รอจนคุณจากไป ซึ่งลูกคุณอายุมากแล้ว"
สำหรับเพอร์กินส์ การส่งต่อความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องของการทิ้งมรดกไว้เบื้องหลัง แต่คือการได้เห็นว่าเงินของตัวเองช่วยเปิดโอกาส เปลี่ยนชีวิต หรือทำให้คนที่รักมีความสุขได้จริงในวันที่เขายังมีโอกาสรับรู้สิ่งเหล่านั้น
ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว มหาเศรษฐีหลายคนกำลังใช้เงินให้หมดก่อนตาย
แนวคิดของเพอร์กินส์อาจฟังดูสวนทางกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีเพียงคนเดียวที่กำลังคิดแบบนี้ ปัจจุบัน มีนักธุรกิจและมหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนไม่น้อยที่ประกาศชัดว่า พวกเขาต้องการใช้หรือบริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดในช่วงที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ มากกว่าปล่อยให้กลายเป็นมรดกหลังเสียชีวิต
หนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคือ ชัค ฟีนีย์ (Chuck Feeney) ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจร้านค้าปลอดภาษี Duty Free Shoppers Group ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2023 ตลอดชีวิตของเขา ฟีนีย์บริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดจากความมั่งคั่งราว 9,000 ล้านดอลลาร์ให้กับมหาวิทยาลัย องค์กรการกุศล และมูลนิธิต่างๆ จนแทบไม่เหลือทรัพย์สินส่วนตัวในวันที่จากโลกนี้ไป
แทนที่จะใช้ชีวิตแบบมหาเศรษฐี เขาเลือกอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ขนาดสองห้องนอนกับภรรยาในช่วงบั้นปลายชีวิต และ กลายเป็นต้นแบบของการ "ให้ในขณะที่ยังมีชีวิต"
ก่อนหน้านั้น แอนดรูว์ คาร์เนกี (Andrew Carnegie) นักอุตสาหกรรมเหล็กผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐฯ ก็เคยประกาศแนวคิดคล้ายกัน เขาพยายามบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดก่อนเสียชีวิต และสามารถมอบเงินออกไปได้ถึง 350 ล้านดอลลาร์ เหลือทรัพย์สินเพียงประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ในช่วงสุดท้ายของชีวิต
อีกคนที่กำลังเดินตามแนวคิดนี้คือ แม็คเคนซี สก็อตต์ (MacKenzie Scott) นักลงทุน นักเขียน และอดีตภรรยาของ เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้ง Amazon แม้เธอจะยังเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่สก็อตต์กลับเร่งเดินหน้าบริจาคทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง
เฉพาะปี 2025 เธอบริจาคเงินมากถึง 7,200 ล้านดอลลาร์ให้กับมหาวิทยาลัย องค์กรด้านสภาพภูมิอากาศ และองค์กรพัฒนาชุมชนหลายแห่ง นิตยสาร Forbes ประเมินว่า ปัจจุบันสก็อตต์มีทรัพย์สินสุทธิราว 43,800 ล้านดอลลาร์ และได้บริจาคความมั่งคั่งของตัวเองออกไปแล้วประมาณ 46% ส่งผลให้เธอได้รับการจัดอันดับให้เป็นนักการกุศลที่ใจกว้างที่สุดอันดับ 3 ของโลกในปีนี้
แนวคิดเดียวกันนี้ยังได้รับการสนับสนุนจาก ไมเคิล บลูมเบิร์ก (Michael Bloomberg) มหาเศรษฐี ผู้ก่อตั้ง Bloomberg และอดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ปัจจุบัน บลูมเบิร์กมีทรัพย์สินสุทธิราว 109,400 ล้านดอลลาร์ และตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาบริจาคเงินแล้วมากกว่า 21,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนโครงการด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข
เฉพาะปี 2024 เพียงปีเดียว เขาบริจาคเงินถึง 3,700 ล้านดอลลาร์ จนได้รับการจัดอันดับจาก Chronicle of Philanthropy ให้เป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของปี บลูมเบิร์กประกาศว่า เมื่อถึงวันที่เขาจากโลกนี้ไป หรืออาจเร็วกว่านั้น บริษัท Bloomberg จะถูกส่งต่อให้กับ Bloomberg Philanthropies เพื่อเดินหน้าทำงานด้านสาธารณประโยชน์ต่อไป
เขาอธิบายเหตุผลไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า "ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงรอให้ตัวเองเสียชีวิตก่อน ถึงจะเริ่มบริจาคทรัพย์สิน เมื่อเงินของคุณสร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกได้ ผมเป็นคนที่โชคดีมาก และผมตั้งใจจะใช้สิ่งที่ตัวเองมี เปิดโอกาสให้กับคนอื่น พร้อมสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมให้กับลูกและหลานของผม"
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น บิล เพอร์กินส์, ชัค ฟีนีย์, แม็คเคนซี สก็อตต์ หรือไมเคิล บลูมเบิร์ก ต่างก็มีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือพวกเขาไม่ได้มองว่า "เงิน" คือสิ่งที่มีไว้สะสมให้มากที่สุด แต่เป็นทรัพยากรที่ควรถูกนำไปใช้สร้างโอกาส สร้างความสุข และสร้างความเปลี่ยนแปลง ในวันที่เจ้าของเงินยังมีชีวิตและมีโอกาสได้เห็นผลลัพธ์ของมันด้วยตัวเอง
อ้างอิง: Fortune, TheWallStreetJournal, GivingPledge.org, Forbes


