หากย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีก่อน ภาพของพนักงานออฟฟิศที่มีความเป็นมืออาชีพอาจหมายถึง การแต่งกายเรียบร้อย พูดจาเป็นทางการ และระมัดระวังกิริยาท่าทางให้เหมาะสมในที่ทำงาน แต่ในช่วงหลายปีมานี้ คนทำงานรุ่น Gen Z เริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น บรรยากาศในออฟฟิศก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทุกวันนี้ การใช้ศัพท์สแลงในที่ประชุม การแต่งตัวสบายๆ ไปทำงาน หรือการพูดคุยเรื่องส่วนตัวอย่างเปิดเผยในที่ทำงาน กลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะในหมู่พนักงานคนรุ่นใหม่
สำหรับบางคน นี่คือสัญญาณของวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดกว้างขึ้น เป็นกันเองมากขึ้น และให้ผู้คนได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมในที่ทำงาน แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มีคนตั้งคำถามว่า ในขณะที่โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลง เรากำลังเผลอละเลย "ความเป็นมืออาชีพ" ที่ยังคงสำคัญต่อการเติบโตในสายอาชีพหรือไม่
คำถามนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงบนโลกออนไลน์ หลังจาก โอลยา (Olya) สาวชาวนิวยอร์กวัย 20 ปลายๆ ซึ่งทำงานในสายงานที่ปรึกษาธุรกิจ (Consulting) ออกมาแชร์คลิปผ่าน TikTok เกี่ยวกับ "5 พฤติกรรม Cringe Behaviorsในออฟฟิศของพนักงาน Gen Z ที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ" ซึ่งเธอเองก็เป็นวัยทำงานรุ่น Gen Z ด้วยกัน
แต่ในฐานะคนที่ทำงานในโลกธุรกิจมาระยะหนึ่ง โอลยา มองว่าวัฒนธรรมการทำงานในปัจจุบันมีความเป็นกันเองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และหลายครั้งก็ทำให้หลายคนแยกไม่ออกว่า อะไรคือการเป็นตัวของตัวเอง และอะไรคือความเป็นมืออาชีพที่ยังจำเป็นในโลกการทำงาน
ทั้งนี้ คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา และพบว่ามียอดรับชมคลิปวิดีโอสั้นดังกล่าวหลายแสนครั้ง พร้อมความคิดเห็นอีกหลายร้อยข้อความ สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องที่ผู้คนถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง
5 พฤติกรรมในที่ทำงาน Gen Z บอกว่า "อายแทน" คนรุ่นเดียวกัน
ในคลิปดังกล่าว โอลยา ได้รวบรวมพฤติกรรม Cringe Behaviors 5 ข้อที่เธอมองว่าพบเห็นบ่อยขึ้นในหมู่คนทำงานรุ่นใหม่ และอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ในการทำงาน และกระทบความก้าวหน้าทางอาชีพโดยไม่รู้ตัว
1. ใช้ศัพท์สแลงเยอะเกินไปในที่ทำงาน
ตัวอย่างที่โอลยายกขึ้นมาคือ การใช้คำอย่าง "Slay" หรือ "Vibes" ระหว่างการประชุม หรือระหว่างการพูดคุยเรื่องงาน ซึ่งแม้จะเป็นคำที่คนรุ่นใหม่คุ้นเคยและใช้กันเป็นปกติในชีวิตประจำวัน แต่ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อต้องสื่อสารกับผู้บริหาร ลูกค้า หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกองค์กร ก็อาจทำให้ภาพลักษณ์ดูไม่เป็นมืออาชีพได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คำศัพท์เหล่านี้ แต่คือการรู้ว่าเมื่อไรควรใช้ และเมื่อไรควรเลี่ยงไปก่อน
2. แต่งกายไม่เหมาะสมกับบริบทของงาน
แม้หลายองค์กรจะยกเลิกกฎการแต่งกายแบบเคร่งครัดไปแล้ว และเปิดโอกาสให้พนักงานแต่งตัวสบายๆ มากขึ้น แต่โอลยามองว่า การอ่านบรรยากาศยังคงเป็นเรื่องสำคัญ เสื้อผ้าที่เหมาะกับวันทำงานปกติในออฟฟิศ อาจไม่เหมาะกับการประชุมลูกค้า หรือการนำเสนองานต่อผู้บริหาร สำหรับเธอ การแต่งตัวไม่ใช่เรื่องของแฟชั่นเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารว่า เราให้ความสำคัญกับสถานการณ์ตรงหน้าแค่ไหน
3. คุยเรื่องส่วนตัวเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง
ข้อนี้เป็นประเด็นที่ได้รับการถกเถียงมากที่สุดหลังคลิปถูกเผยแพร่ โอลยามองว่า ในหลายออฟฟิศ เธอเริ่มเห็นพนักงานบางคนพูดคุยเรื่องความรัก ปัญหาชีวิต หรือเรื่องส่วนตัวต่างๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดังจนคนทั้งแผนกได้ยิน ซึ่งอาจสร้างความรบกวนให้กับเพื่อนร่วมงานที่กำลังต้องการสมาธิในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม ผู้ชมจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับเธอในประเด็นนี้ โดยมีคอมเมนต์หนึ่งที่ได้รับความสนใจระบุว่า "ฉันเห็นด้วยเกือบทุกข้อ ยกเว้นเรื่องนี้ เพราะการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีม" นั่นทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนว่า เส้นแบ่งระหว่าง "ความเป็นกันเอง" กับ "ความเป็นมืออาชีพ" อาจแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร
4. เปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากเกินไปในที่ทำงาน
นอกจากการพูดคุยเรื่องส่วนตัวเสียงดังแล้ว โอลยายังมองว่า คนทำงานรุ่นใหม่บางส่วนมีแนวโน้มเปิดเผยรายละเอียดชีวิตส่วนตัวมากกว่าคนรุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความสัมพันธ์ ปัญหาครอบครัว หรือเรื่องละเอียดอ่อนในชีวิตส่วนตัว แม้ความเปิดกว้างจะช่วยให้ผู้คนเข้าใจกันมากขึ้น มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นในที่ทำงาน แต่โอลยามองว่า การแบ่งปันทุกเรื่องกับทุกคนอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นอาชีพการงานที่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือ
5. ดื่มจนเมามากเกินไปในปาร์ตี้บริษัท
งานเลี้ยงบริษัทหรือกิจกรรมสังสรรค์หลังเลิกงาน อาจถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ผ่อนคลายกว่าการทำงานปกติ แต่โอลยาเตือนว่า หลายคนมักลืมไปว่า แม้จะอยู่นอกเวลางาน ก็ยังอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และผู้บริหารคนเดิม เธอมองว่า การดื่มมากเกินไปจนควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือเผลอแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ในระยะยาวได้มากกว่าที่หลายคนคิ
อย่างไรก็ตาม โอลยาไม่ได้บอกว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องผิดเสมอไป แต่เธอมองว่าคนจำนวนมากอาจประเมินผลกระทบของพฤติกรรมเหล่านี้ต่ำเกินไป โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของอาชีพการงาน
ปัญหาไม่ใช่เรื่องมารยาท แต่คือ "ภาพลักษณ์" ที่ดีที่มีผลต่อความก้าวหน้า
สิ่งที่น่าสนใจคือ โอลยาไม่ได้โต้แย้งว่าคนรุ่นใหม่ควรกลับไปทำงานแบบเคร่งครัดเหมือนในอดีต เธอกลับมองว่า คนทำงานสามารถท้าทายกฎเก่า ๆ ขององค์กรได้ แต่ควรเข้าใจก่อนว่า กฎเหล่านั้นยังส่งผลต่อวิธีที่คนอื่นมองเราอยู่
"หลายคนประเมินต่ำไปว่าภาพลักษณ์ยังมีผลต่อโอกาสในอาชีพมากแค่ไหน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน" โอลยากล่าว
เธออธิบายว่า ไม่มีใครห้ามพนักงานรุ่นใหม่ตั้งคำถามกับวัฒนธรรมองค์กร หรือผลักดันให้ที่ทำงานเปิดกว้างต่อความหลากหลายมากขึ้น แต่ก่อนจะเปลี่ยนกฎ ก็ควรเข้าใจก่อนว่ากฎเหล่านั้นทำงานอย่างไร
เพราะในโลกความเป็นจริง การได้รับโอกาสไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ในหลายๆ องค์กร ยังคงให้ความสำคัญกับวิธีแต่งตัว วิธีสื่อสาร วิธีส่งอีเมล หรือแม้แต่วิธีวางตัวในสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ยังส่งผลต่อการสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาหัวหน้า ลูกค้า และผู้บริหาร และถือเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความพร้อมในการรับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้น
ความเป็นตัวเอง กับ ความเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คลิปของโอลยากลายเป็นไวรัล คือหลายคนมองว่าแนวคิดของเธอกำลังสนับสนุนวัฒนธรรมองค์กรแบบเก่า และบังคับให้พนักงานต้องปรับตัวจนสูญเสียความเป็นตัวเอง แต่โอลยามองต่างออกไป เธอบอกว่า ปฏิกิริยาที่รุนแรงที่สุดมักมาจากคนที่รู้สึกว่า การปรับพฤติกรรมในการทำงานเท่ากับการไม่เป็นตัวของตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง การเข้าใจบริบทและเลือกวิธีสื่อสารให้เหมาะกับสถานการณ์ ไม่ได้หมายความว่าต้องละทิ้งตัวตน
คนส่วนใหญ่ล้วนใช้วิธีพูดคุยแตกต่างกันตามสถานการณ์อยู่แล้ว เราอาจคุยกับเพื่อนแบบหนึ่ง คุยกับลูกค้าอีกแบบหนึ่ง และคุยกับผู้บริหารอีกแบบหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การเสแสร้ง หากเป็นทักษะในการอ่านสถานการณ์และปรับตัวให้เหมาะสม
โอลยาจึงแนะนำให้คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ให้ความสำคัญกับการแต่งกาย การสื่อสาร ความมั่นใจ และทัศนคติในการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงแรกของอาชีพ โดยเธอย้ำว่า "คุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความประทับใจแรกยังคงสำคัญเสมอ"
หลังคลิปถูกเผยแพร่ ความคิดเห็นบน TikTok ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน บางคนเห็นด้วยกับโอลยา โดยมองว่าความเป็นมืออาชีพยังเป็นสิ่งจำเป็นในโลกการทำงาน หนึ่งในความคิดเห็นระบุว่า "ฉันเห็นด้วยแทบทุกข้อ ยกเว้นเรื่องการพูดคุยกันในออฟฟิศ เพราะบทสนทนาแบบไม่เป็นทางการช่วยสร้างความสัมพันธ์ในทีมได้" ขณะที่อีกคนเขียนว่า "ทุกคนกำลังโกรธเธอ แต่เธอพูดถูก"
ในทางกลับกัน ก็มีอีกไม่น้อยที่มองว่า แนวคิดดังกล่าวกำลังสนับสนุนวัฒนธรรมองค์กรที่ล้าสมัย หนึ่งในผู้ใช้งาน TikTok แสดงความคิดเห็นว่า "คุณกำลังสนับสนุนวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ"
โลกการทำงานยังมี "กติกาที่มองไม่เห็น" อยู่อีกมาก
ความเห็นที่แตกต่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของโลกการทำงานในปัจจุบัน บางคนเชื่อว่า ความเป็นมืออาชีพคือสิ่งจำเป็นในการสร้างความก้าวหน้า ขณะที่อีกหลายคนเชื่อว่า การทำงานควรเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และไม่ควรถูกตัดสินจากเรื่องภายนอกมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าใครถูกหรือผิด หากมองให้ลึกลงไป ประเด็นสำคัญจริงๆ ของกระแสดราม่านี้ อาจไม่ใช่เรื่องการแต่งตัว การใช้ศัพท์สแลง หรือการเมาท์เรื่องส่วนตัวในออฟฟิศ แต่เป็นเรื่องของการเข้าใจว่า โลกการทำงานยังมี "กติกาที่มองไม่เห็น" อยู่จำนวนมาก
กติกาบางข้ออาจล้าสมัยและควรถูกตั้งคำถาม กติกาบางข้ออาจเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ในระหว่างที่การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น กติกาเหล่านั้นก็ยังคงส่งผลต่อวิธีที่ผู้คนมองเราอยู่ดี
เพราะในโลกการทำงาน ความสามารถอาจเป็นสิ่งที่พาเราเข้าประตู แต่หลายครั้ง วิธีวางตัว วิธีสื่อสาร และภาพลักษณ์ที่ผู้คนจดจำ กลับเป็นสิ่งที่กำหนดว่าคุณจะได้รับโอกาสให้เดินต่อไปไกลแค่ไหน โดยเฉพาะถ้าสายอาชีพของคุณยังคงให้คุณค่ากับกฎดั้งเดิมเหล่านั้น
อ้างอิง: @princessolya111, Newsweek


