รุ่นพี่ในที่ทำงานอาจมองว่า Gen Z เป็นคนรุ่นที่เชื่อมต่อกับผู้คน เชื่อมต่อการทำงาน ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พวกเขาเติบโตมากับโซเชียลมีเดีย พูดคุยกับผู้คนได้ผ่านหน้าจอ และสามารถเข้าถึงใครก็ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส แต่ผลการศึกษาชิ้นใหม่กลับสะท้อนภาพที่ตรงกันข้ามอย่างน่าประหลาดใจว่า คนรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนจะเชื่อมต่อกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ง่ายที่สุด กลับกลายเป็นคนรุ่นที่รู้สึกโดดเดี่ยวที่สุดในที่ทำงาน
รายงานล่าสุดจาก Workday พบว่า Gen Z เป็นกลุ่มพนักงานที่รู้สึกผูกพันกับเพื่อนร่วมงานน้อยที่สุดในทุกเจนเนอเรชัน โดยมีแนวโน้มรู้สึก "ตัดขาด" จากคนในองค์กรสูงกว่าพนักงาน Gen X ถึง 12 เท่า
ขณะที่ความไว้วางใจก็อยู่ในระดับน่ากังวล พวกเขารายงานว่า ไม่ไว้ใจเพื่อนร่วมงานมากกว่าคนรุ่นพ่อแม่ถึง 16 เท่า ..ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การทำงานเพียงอย่างเดียว แต่กำลังลุกลามไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในที่ทำงาน
วัยทำงาน Gen Z ใช้ชีวิตออนไลน์ตลอดเวลา แต่กลับเหงากว่าเดิม
แม้ Gen Z จะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนโลกดิจิทัล แต่การสื่อสารออนไลน์ไม่ได้แปลว่าจะสร้างความผูกพันได้เสมอไป แคร์รี วาโรเคียร์ส (Carrie Varoquiers) ประธานเจ้าหน้าที่ด้านผลกระทบของ Workday อธิบายว่า โลกปัจจุบันทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่ในเวลาเดียวกันกลับเกิดความเหงาและความวิตกกังวลในอัตราที่สูงขึ้น
เธอมองว่า Gen Z อาจเป็นคนรุ่นที่รับรู้ความขัดแย้งนี้ได้ชัดเจนที่สุด เพราะพวกเขาเติบโตมาพร้อมเครื่องมือดิจิทัลที่ทรงพลัง แต่เมื่อเข้าสู่โลกการทำงานในชีวิตจริงกลับพบว่า สภาพแวดล้อมในองค์กรไม่ได้เปิดพื้นที่ให้เกิดความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากนัก
ผลสำรวจพบว่าพนักงาน Gen Z กว่า 40% แทบไม่เคยพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องอื่นนอกจากงาน ไม่ว่าจะเป็นรายการสิ่งที่ต้องทำ กำหนดส่งงาน หรือการติดตามความคืบหน้าโครงการ ขณะที่บทสนทนาเบาๆ ที่เคยเกิดขึ้นตามธรรมชาติในออฟฟิศจึงค่อยๆ หายไป เช่น การถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ, การแนะนำเรื่องงานในแบบไม่เป็นทางการ, การคุยสนุกสนานในห้องครัวของออฟฟิศ ฯลฯ
กลายเป็นว่าที่ทำงานในยุคนี้..เหลือเพียงการสื่อสารที่มุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นหลัก เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ Gen X Gen Y และรุ่นน้อง Gen Z ก็เลยไม่มีโอกาสรู้จักตัวตนของกันและกัน ความไว้วางใจก็เกิดขึ้นได้ยากตามไปด้วย
บทเรียนบางอย่างในโลกการทำงาน ไม่สามารถเรียนรู้ผ่านหน้าจอได้
ความท้าทายของ Gen Z ไม่ได้เกิดจากความไม่พยายามเข้าสังคมเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากจังหวะเวลาที่พวกเขาเข้าสู่ตลาดแรงงาน คนรุ่นนี้จำนวนมากเริ่มต้นชีวิตการทำงานในช่วงการระบาดของโควิด-19 พวกเขาเรียนจบ ฝึกงาน และเริ่มงานใหม่ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ แทนที่จะได้นั่งข้างรุ่นพี่ เดินตามหัวหน้าเข้าประชุม หรือเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรผ่านประสบการณ์จริง
Workday ระบุว่า พนักงานรุ่นก่อนๆ ได้เรียนรู้ทักษะการทำงานผ่านพิธีกรรมเล็กๆ ในออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตวิธีที่หัวหน้าตัดสินใจ การฟังบทสนทนาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นรอบตัว หรือการพูดคุยกันหลังจบประชุม สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็กน้อย แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม
ปัญหาอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในออฟฟิศเท่านั้น เทสซา เวสต์ (Tessa West) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก มองว่า คนรุ่นใหม่กำลังขาดโอกาสฝึกทักษะความสัมพันธ์ในชีวิตจริงด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์แบบคนรัก การจัดการความขัดแย้ง หรือการประนีประนอมกับคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน
ประสบการณ์เหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องส่วนตัว แต่กลับเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยให้คนเรียนรู้การอ่านบรรยากาศ การสื่อสาร และการรับมือกับความอึดอัดใจที่เกิดขึ้นในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เวสต์ชี้ว่า การเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานในองค์กร กลับไม่ใช่เรื่องที่คนรุ่นใหม่มีโอกาสซึมซับเหมือนคนรุ่นก่อน หรือไม่เคยได้รับประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้พวกเขายังอยู่ระหว่างการเรียนรู้ว่า จะพึ่งพาเพื่อนร่วมงานอย่างไร หรือสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวในองค์กรได้แบบไหน
ผลที่ตามมาคือพนักงาน Gen Z เกือบ 1 ใน 5 ระบุว่ารู้สึกเหงาในที่ทำงานอยู่บ่อยครั้ง และ 39% บอกว่าการหาเพื่อนในที่ทำงานเป็นเรื่องยาก ขณะที่หนึ่งในห้าของผู้ตอบแบบสำรวจยอมรับว่า เคยลางานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือถูกตัดขาดจากคนในที่ทำงาน
ความโดดเดี่ยวของ Gen Z ไม่เพียงกระทบสุขภาพจิต แต่กระทบเส้นทางอาชีพด้วย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Gen Z มักถูกมองว่าเป็นคนรุ่นที่ไม่ทุ่มเทกับงาน ชอบทำงานจากบ้านมากกว่าเข้าออฟฟิศ แต่งตัวสบายเกินไปมาทำงาน และให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตมากกว่าความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพ
ทว่าในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่ง กลับมองว่า การตัดสินคนรุ่นนี้ด้วยมาตรฐานเดิมอาจไม่ยุติธรรมนัก
ซูซี เวลช์ (Suzy Welch) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ระบุว่า คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญโลกที่แตกต่างจากรุ่นพ่อแม่อย่างสิ้นเชิง ราคาบ้านพุ่งสูงเร็วกว่ารายได้ ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น โอกาสเลื่อนตำแหน่งลดลง ขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว
ด้าน เมล ร็อบบินส์ (Mel Robbins) นักเขียนและพิธีกรพอดแคสต์ชื่อดัง มองว่า คนรุ่นก่อนอาจไม่เข้าใจว่าการก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ของ Gen Z ในปัจจุบันยากเพียงใด เพราะเส้นทางชีวิตที่เคยชัดเจนในอดีต แต่ตอนนี้กำลังหายไป
"พ่อแม่ของคนรุ่นนี้เติบโตมาในเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมั่นคง พวกเขาเข้าออฟฟิศทุกวัน มีเครือข่ายเพื่อนจากที่ทำงาน และมองเห็นอนาคตที่คาดเดาได้ แต่ประสบการณ์แบบนั้น จะไม่เกิดขึ้นกับคนทำงานกลุ่มอายุ 20+ ในวันนี้อีกต่อไป"
เมื่อโลกการทำงานเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความรู้สึกโดดเดี่ยวจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านอารมณ์เท่านั้น แต่มันกำลังกลายเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ การสร้างเครือข่าย และการเติบโตในอาชีพของคนรุ่นใหม่ด้วย
"วันลาพักร้อน" อาจไม่สำคัญเท่ากับ "ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย"
แคร์รี วาโรเคียร์ส มองว่า องค์กรควรเลิกมองข้ามสัญญาณที่ Gen Z กำลังส่งออกมา เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของโลกการทำงานยุคใหม่ เธอเสนอว่า ควรใช้ AI เพื่อลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้พนักงานมีเวลามากขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การขอคำปรึกษา และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัยในองค์กร
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้คนอยากอยู่กับองค์กรไปนานๆ อาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่คือความรู้สึกว่ามีใครสักคนที่พร้อมรับฟัง ให้คำแนะนำ และทำให้พวกเขารู้ว่าตัวเองไม่ได้กำลังต่อสู้กับโลกการทำงานเพียงลำพัง
บางที Gen Z อาจไม่ได้อยากตัดขาดกับสังคมในที่ทำงาน แต่ต้นเหตุของการปลีกตัวหรือการลางานเพราะเหงา เป็นเพราะว่าพวกเขาไม่เคยมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ในที่ทำงานแบบที่คนรุ่นก่อนเคยได้รับ ซึ่งนั่นอาจเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น และส่งผลต่ออนาคตการทำงานของคนรุ่นหนึ่งมากกว่าที่หลายคนคิด
อ้างอิง: Workday, Fortune, Intelligent, MelRobbins, Criteriacorp Research


