วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม 2569

Login
Login

Gen Z จะเปลี่ยนงานกว่า 10 ครั้ง อาชีพไม่มั่นคง ไม่มีบ้าน ไม่แต่งงาน

หากย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน ชีวิตของคนวัยทำงานแทบจะมีแผนที่วางไว้ให้เสร็จสรรพ เรียนจบ เข้าทำงานบริษัทเดียว สะสมเงิน ซื้อบ้าน แต่งงาน มีลูก แล้วค่อยๆ ไต่ระดับหน้าที่การงานไปจนเกษียณ เส้นทางอาจไม่ได้ง่าย แต่คนส่วนใหญ่พอมองเห็นปลายทางว่าความเป็น "ผู้ใหญ่" หน้าตาเป็นอย่างไร แต่มาในยุคนี้ ภาพเหล่านั้นกำลังเลือนหายไป เมื่อ Gen Z เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวได้ช้ากว่าคนรุ่นก่อนๆ 

มีข้อมูลงานวิจัยหลายแหล่ง ระบุว่า คนรุ่นใหม่มีอายุงานเฉลี่ยเพียง 1.1 ปีต่อหนึ่งงาน และตลอดช่วงชีวิตการทำงาน คนรุ่นนี้มีแนวโน้มต้องเปลี่ยนงานมากกว่า 10 ครั้ง ตัวเลขดังกล่าวทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า คนรุ่นใหม่กำลังขาดความอดทนหรือไม่ ทำไมถึงเปลี่ยนงานเร็ว และทำไมไม่สร้างเส้นทางอาชีพที่มั่นคงเหมือนคนรุ่นก่อน

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น การเปลี่ยนงานบ่อยอาจไม่ใช่ "ต้นเหตุ" หากเป็นเพียง "สัญญาณ" ว่าโลกทั้งใบกำลังเปลี่ยนกติกา

เมื่อการทำงานไม่มั่นคง การวางแผนชีวิตก็สะดุดตามไปด้วย การซื้อบ้านที่เคยเป็นเป้าหมายแรกของวัยทำงาน กลายเป็นสิ่งที่เอื้อมไม่ถึง อีกทั้งการแต่งงานก็ถูกมองว่าไม่ใช่เส้นตายของชีวิต หลายคนยังอาศัยอยู่กับครอบครัวแม้อายุเข้าเลขสาม และยังตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอีกห้าปีข้างหน้าจะทำอาชีพอะไร?

ทั้งหมดนี้ทำให้หลายคนรู้สึกเหมือน "อายุมาถึงวัยที่โตแล้ว แต่มิติของความมั่นคงในชีวิต ครอบครัว ทรัพย์สิน กลับยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวได้ตามวัย"

นักสังคมวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Liquid Adulthood หรือ "ความเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้กรอบ ไร้แบบแผนตายตัว" โดยมีคำอธิบายว่า วันนี้ความเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้มีเส้นทางเดียว ไม่มีเช็กลิสต์ตายตัว และไม่มีช่วงเวลาที่แน่นอนเหมือนในอดีต ไม่ใช่เพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากเติบโต แต่เพราะราคาของการเป็นผู้ใหญ่นั้นสูงลิ่ว และเงื่อนไขของการเติบโตในยุคนี้มันเปลี่ยนไปแทบทุกด้าน 

เมื่อ "งานประจำ" ไม่ใช่หลักประกันของชีวิตอีกต่อไป

ครั้งหนึ่ง งานประจำคือจุดศูนย์กลางของชีวิตวัยผู้ใหญ่ เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ตำแหน่งที่ค่อยๆ ขยับสูงขึ้น และองค์กรที่พร้อมดูแลพนักงานจนเกษียณ ทำให้คนรุ่นก่อนสามารถวางแผนเรื่องอนาคต ทั้งการซื้อบ้าน การเงิน และครอบครัว ได้อย่างมั่นใจ 

แต่ยุคนี้กลับพบว่าโลกการทำงานเปลี่ยนไปมาก คนรุ่นใหม่แทบจะหางานประจำที่มีหลักประกันแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว ขณะเดียวกัน การเติบโตของงานแบบฟรีแลนซ์ งานสัญญาจ้างชั่วคราว และ Gig Economy กลับเติบโตมากขึ้น ประกอบกับ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างแรงงาน ทำให้ "ความมั่นคง" กลายเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก แม้แต่งานระดับเริ่มต้น ก็เริ่มหดหายไปจากตลาดงาน ทำให้คนรุ่นใหม่หางานยากกว่าเดิมมาก

ในปี 2025 ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic ถึงกับประเมินว่า AI อาจเข้ามาแทนงานระดับเริ่มต้นได้มากถึงครึ่งหนึ่งในสายงานออฟฟิศ และอาจทำให้เกิดอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น 10-20% ภายใน 5 ปีข้างหน้า แม้คำทำนายนี้ยังเป็นเพียงการคาดการณ์ และมีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเห็นต่าง แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ความไม่แน่นอนกำลังกลายเป็นความจริงที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญแล้วในวันนี้

เมื่อองค์กรไม่สามารถรับประกันอนาคตได้ คนรุ่นใหม่จึงเลือกสร้างความมั่นคงด้วยตัวเอง การเปลี่ยนงานเพื่อเร่งอัปเงินเดือนให้สูง การเรียนรู้ทักษะใหม่ หรือการย้ายสายอาชีพ จึงไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่ "ไม่อดทน" แต่เป็นการปรับตัวในโลกที่ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะยังมีงานให้ทำอยู่หรือไม่

พูดให้เห็นภาพมากขึ้น ก็คือ บทบาทของ "งาน" ในยุคนี้ มีลักษณะไม่แน่นอนและแตกย่อยเป็นงานระยะสั้นๆ มากขึ้น จนไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักของชีวิตได้เหมือนยุคก่อน ผลลัพธ์คือ คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มมองหาความหมาย ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และการยืนยันตัวตนจากพื้นที่อื่นนอกเหนือจากการทำงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญของ Liquid Adulthood 

ไม่มีบ้าน ไม่กล้าแต่งงาน ต้นทุนการเป็นผู้ใหญ่แพงขึ้นกว่าที่เคย

ยุคนี้งานที่มั่นคงกำลังหายไป ต้นทุนของการสร้างเนื้อสร้างตัวก็สูงขึ้นกว่ายุคก่อนๆ ยกตัวอย่างรายงานชิ้นหนึ่ง ระบุว่า ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1990 ในสหราชอาณาจักร ราคาบ้านเคยอยู่ที่ประมาณ 3.5 เท่าของรายได้เฉลี่ย  แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 8 เท่า ขณะที่สหรัฐอเมริกา ราคาบ้านเฉลี่ยขยับจาก 3.2 เท่าของรายได้ครัวเรือน เป็น 5 เท่า ในช่วงเวลาเดียวกัน

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อรายได้ที่เติบโตช้ากว่าค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ทำให้พบว่า ค่าเช่าบ้านในเมืองใหญ่ทั่วโลกกัดกินรายได้ของวัยทำงานไปกว่าครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ในนิวยอร์กวัยทำงานโดนค่าเช่าบ้านกินเงินเดือนไปถึง 81% ขณะที่คนทำงานในลอนดอนโดนไป 75% และคนทำงานในดูไบโดนไป 59% ของเงินเดือน

ขณะเดียวกัน ความฝันที่หลายคนอยากจะสร้างชีวิตดีๆ และมั่นคง ก็เริ่มถูกย่อขนาดลง จากเดิมที่คนรุ่นก่อนเก็บเงินดาวน์บ้าน วันนี้หลายคนให้รางวัลตัวเองด้วยมัทฉะแก้วโปรด เครื่องสำอาง หรือรองเท้าคู่ใหม่ ไม่ใช่เพราะไม่คิดถึงอนาคต แต่เพราะความสุขระยะสั้นเป็นเป้าหมายที่ยังพอควบคุมได้ ในวันที่เป้าหมายระยะยาวดูไกลเกินเอื้อม

หากเปรียบชีวิตเป็นการวิ่งมาราธอน คนรุ่นก่อนเริ่มวิ่งบนถนนเรียบ ส่วนคนรุ่นใหม่เริ่มต้นจากเส้นทางที่ทั้งชันกว่า แพงกว่า และเต็มไปด้วยอุปสรรคมากกว่าเดิม

ไม่มีใครบอกได้แล้วว่า "ชีวิตที่ดี" ในยุคนี้ ต้องหน้าตาแบบไหน

อดีตเคยมีสถาบันหลายอย่างทำหน้าที่เป็นเข็มทิศของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ศาสนา ชุมชน หรือแม้แต่อาชีพที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น หลายคนแทบไม่ต้องตั้งคำถามว่า "ฉันคือใคร" เพราะคำตอบถูกกำหนดไว้แล้วจากครอบครัว ฐานะทางสังคม หรือบทบาททางเพศ

แต่โลกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิม ปัจจุบันประชากรโลกกว่า 58% อาศัยอยู่ในเขตเมือง เพิ่มขึ้นจากประมาณ 30% ในปี 1950 ขณะที่ผู้ที่ไม่นับถือศาสนาเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 24% ของประชากรโลก ส่วนอัตราการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานก็ลดลงจาก 30% ในปี 1985 เหลือเพียง 15% ในปัจจุบัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า สถาบันที่เคยหล่อหลอมตัวตนของผู้คนกำลังอ่อนแรงลง

เมื่อไม่มีกรอบเดิมคอยบอกว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร คนรุ่นใหม่จึงต้องสร้างตัวตนขึ้นมาเอง ตั้งแต่การเลือกอาชีพ คุณค่าที่เชื่อ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ที่อยากใช้  คำถามว่า "เราเป็นใคร" จึงไม่ใช่คำถามที่ตอบครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นคำถามที่ต้องตอบใหม่อยู่เสมอในรอบ 2-3 ปี หรือบางคนก็เปลี่ยนอาชีพไปในแต่ละปี 

ความสัมพันธ์ของคนยุคนี้ก็มาไวไปไว! ไม่ได้จีบกันยากๆ เหมือนรุ่นพ่อแม่

ไม่ใช่แค่เรื่องการงานหรือการเงิน แม้แต่ความรักก็ไม่มีเส้นทางสำเร็จรูปเหมือนเดิม ย้อนกลับไปในช่วงก่อนยุคอินเทอร์เน็ต หนุ่มสาวแทบทั้งหมดในยุคนั้นกว่าจะได้จีบกัน กว่าจะเจอหน้ากันได้ ก็ต้องพบกันผ่านครอบครัว เพื่อนฝูง หรืองานประเพณีต่างๆ ในชุมชน

แต่ในยุคนี้คนหนุ่มสาวเจอกันง่ายขึ้นมากๆ ผ่านโลกออนไลน์ ข้อมูลระบุว่า ในปี 2017 มีคู่รักถึง 39% ที่พบกันผ่านโลกออนไลน์ ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันกลายเป็นช่องทางหลักของการเริ่มต้นความสัมพันธ์

ไม่เพียงเท่านั้น ในแง่ของการสร้างครอบครัวหรือความมั่นคงทางสถาบันครอบครัวก็พบว่า คนรุ่นใหม่แต่งงานช้าลง สร้างครอบครัวน้อยลง มีลูกน้อยลง และใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น ความสัมพันธ์แบบ Situationship หรือความสัมพันธ์ที่ไม่มีสถานะชัดเจน กลายเป็นภาพสะท้อนของยุคที่ผู้คนอยากเปิดทางเลือกไว้เสมอ ขณะที่ AI Companion (คนคุยแบบ AI) ก็เริ่มเข้ามาทำหน้าที่เติมเต็มพื้นที่ทางอารมณ์ของผู้คนบางส่วน

ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ไม่ยอมโต แต่โลกเปลี่ยนไวจนการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ยากขึ้น

แม้โลกทุกวันนี้ผู้คนจะมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นจาก 32 ปีในปี 1900 เป็น 73 ปีในปี 2026 ผู้คนมีสุขภาพดีขึ้น และเทคโนโลยีก้าวหน้ากว่าที่เคย แต่โอกาสในการกำหนดอนาคตกลับไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม

แม้คนรุ่นใหม่กำลังจะเป็นประชากรที่มีสัดส่วนมากที่สุดในอนาคตอันใกล้ แต่พวกเขากลับมีโอกาสกำหนดทิศทางอนาคตของตนเองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐฯ คนรุ่น Baby Boomer ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 20% ของประชากร กลับถือครองความมั่งคั่งถึง 52% ของประเทศ

อีกทั้งคนที่เป็นผู้บริหารบริษัทส่วนใหญ่ ก็ยังคงเป็นกลุ่มคนสูงวัย (60 ปี) องค์กรทั่วโลกยังขาดผู้นำคนรุ่นใหม่อยู่มาก ขณะที่ในแวดวงการเมือง นักการเมืองอายุต่ำกว่า 30 ปียังมีสัดส่วนไม่ถึง 3% ของทั้งหมด ..ช่องว่างเหล่านี้เอง ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ตนเองไม่ได้มีส่วนร่วมออกแบบ

จากข้อมูลทั้งหมดข้างต้นคงพอทำให้เห็นภาพแล้วว่า โลกการทำงานที่เปลี่ยนไปจากอดีต มันไม่ได้เปิดโอกาสให้ Gen Z เติบโตในแบบเดียวกับคนรุ่นก่อน  แต่ถึงอย่างนั้น คนรุ่นใหม่เองก็พยายามเติบโตอย่างเต็มที่ เพียงแต่พวกเขากำลังเติบโตภายใต้กติกาชุดใหม่ที่ยากกว่า ซับซ้อนกว่า และไม่มีใครบอกได้ว่าคำตอบที่ถูกต้องคืออะไร

ปรากฏการณ์  "Liquid Adulthood" จึงอาจไม่ใช่คำนิยามของคนที่ไม่อยากเติบโต แต่คือภาพสะท้อนของยุคสมัยที่ทำให้ "ความเป็นผู้ใหญ่" ไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่ทุกคนต้องเดินไปถึงเหมือนกันอีกต่อไป หากเป็นเส้นทางที่แต่ละคนต้องค่อยๆ นิยามขึ้นด้วยตัวเอง ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 

 

อ้างอิง: Forbes, Richmondfed Research, Stanford.edu, Statista, PEW ResearchEuroNews