วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม 2569

Login
Login

5 สัญญาณ Toxic Boss ตัวจริง ทำพนักงาน 2 ใน 3 ลาออก และ 53% ต้องบำบัดจิต

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศในออฟฟิศทุกวันนี้ มักเต็มไปด้วยความอึดอัด แข่งขันสูง และความเครียดจากทั้งงาน และจากคนเป็นพิษบางประเภท จนเกิดกระแสคำฮิตอย่าง "Toxic Boss" ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงในออฟฟิศหลายแห่งทั่วโลก และนำไปสู่การลาออกของพนักงานจำนวนไม่น้อย แต่ก็ใช่ว่าหัวหน้าที่ทำงานด้วยยากจะเป็น "หัวหน้าที่เป็นพิษ" เสมอไป

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเจอหัวหน้าประเภทที่พูดแรง ตามงานถี่ วิจารณ์งานตรงไปตรงมา หรือจู้จี้กับรายละเอียด ฯลฯ อาจโดนเหมารวมว่าเป็น "Toxic Boss" ไปเสียหมด เพราะกลายเป็นคำติดปากของวัยทำงานยุคนี้ไปโดยปริยาย ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป

ความจริงแล้ว หัวหน้าบางคนอาจจะแค่สื่อสารไม่เก่ง บริหารคนไม่เป็น หรือคาดหวังกับงานสูงเกินไป จนทำให้ลูกน้องรู้สึกกดดัน แต่สุดท้ายแล้ว ลูกทีมก็ยังเรียนรู้ เติบโต และทำงานร่วมกันต่อไปได้

ในทางกลับกัน หัวหน้าบางคนอาจไม่ได้ดุ ไม่ได้เสียงดัง หรือไม่ได้ตำหนิลูกน้องรุนแรง แต่กลับค่อยๆ บั่นทอนความมั่นใจ ทำลายความไว้ใจ และสร้างบรรยากาศให้ลูกน้องหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา ..นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า "หัวหน้าเป็นพิษ" (Toxic Boss) ซึ่งการแยกความแตกต่างระหว่างหัวหน้า 2 แบบนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะวิธีการรับมือจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

ก่อนจะไปดูวิธีการรับมือ ลองมาดูผลสำรวจของ Harris Poll ในปี 2026 สะท้อนให้เห็นว่าปัญหา Toxic Boss ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป โดยพบว่า 53% ของพนักงานเคยเข้ารับการบำบัดหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพราะได้รับผลกระทบจากหัวหน้าที่เป็นพิษ ขณะที่ 2 ใน 3 ตัดสินใจลาออกเพื่อหนีหัวหน้าลักษณะนี้

สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.ลอรา แฮมบลีย์ โลเวตต์ (Dr. Laura Hambley Lovett) นักจิตวิทยาองค์การ ที่อธิบายว่า "หัวหน้าที่ทำงานด้วยยาก" ยังเป็นคนที่ลูกทีมสามารถเรียนรู้วิธีทำงานร่วมกัน ปรับตัว และเติบโตในหน้าที่การงานได้ แต่สำหรับ "หัวหน้าที่เป็นพิษ" การทำงานร่วมกันในระยะยาวมักไม่ยั่งยืน เพราะผลกระทบจะสะสมทั้งต่อการทำงาน สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิต

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า หัวหน้าที่เรากำลังทำงานด้วยทุกวันนี้ เป็นเพียงคนที่บริหารงานไม่เก่ง หรือเป็น "หัวหน้าเป็นพิษ" กันแน่? ดร.โลเวตต์ เผยให้เห็นความแตกต่างชัดเจน ดังนี้

1. หัวหน้าที่ทำงานด้วยยาก ทีมอาจเครียดบ้าง แต่หัวหน้าเป็นพิษ ทำร้ายใจจนหมดไฟ

หัวหน้าทุกคนย่อมมีข้อบกพร่อง บางคนพูดจาตรงเกินไป บางคนจัดการเวลาไม่ดี บางคนสื่อสารไม่ชัด ฯลฯ พฤติกรรมเหล่านี้อาจสร้างความหงุดหงิด การทำงานไม่ราบรื่น รู้สึกเครียด แต่ทีมยังสามารถทำงานให้สำเร็จ ลูกน้องได้พัฒนาทักษะ และมุ่งสู่ความสำเร็จร่วมกัน ในทางกลับกัน หัวหน้าที่เป็นพิษจะส่งผลกระทบรุนแรงลึกล้ำไปถึงสุขภาพจิตและความมั่นใจ ทำให้พนักงานต้องคอยระมัดระวังตัวตลอดเวลาจนหมดพลังและทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ 

2. หัวหน้าบางคนอาจมีข้อบกพร่อง แต่แก้ไขได้ หัวหน้าเป็นพิษมักไม่ยอมรับผิด

ความแตกต่างสำคัญอีกประการคือเจตนาและรูปแบบพฤติกรรม หัวหน้าที่ทำงานด้วยยาก ส่วนใหญ่เพียงแค่ขาดทักษะการบริหารคน มีข้อผิดพลาดเป็นครั้งคราวตามแรงกดดันและพร้อมปรับปรุงแก้ไข ต่างจาก Toxic Boss ที่มักจะแสดงพฤติกรรมแย่ๆ ซ้ำๆ ทำให้มันดูเป็นเรื่องปกติจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการโยนความผิดให้คนอื่น ปิดบังข้อมูล เล่นพรรคเล่นพวก หรือชิงผลงานของผู้อื่น

3. หัวหน้าที่ดีจะให้คำวิจารณ์งานที่ดี แต่หัวหน้าเป็นพิษจะทำให้คุณสงสัยคุณค่าตัวเอง

ในเรื่องของการติชม การวิจารณ์งานต่างๆ  หากเป็นการวิจารณ์จากหัวหน้าที่ทำงานด้วยยาก มักจะมุ่งเน้นไปที่คุณภาพของงานเพื่อพัฒนาผลงานให้ดีขึ้น แม้คำพูดจะตรงไปตรงมาจนสร้างความอึดอัดบ้าง ก็ยังได้พัฒนา แต่หัวหน้าที่เป็นพิษกลับเลือกใช้การทำลายคุณค่าในตัวบุคคล เช่น การตำหนิลูกน้องต่อหน้าธารกำนัล หรือสร้างบรรยากาศคุกคาม จนพนักงานเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าตั้งคำถาม และไม่กล้าคิดค้นสิ่งใหม่

4. เคลมความสำเร็จของทีมเป็นของตนเอง Toxic Boss ตัวจริงเสียงจริง!

หัวหน้าที่เป็นพิษยังมักฉวยโอกาสเคลมไอเดียและผลงานของลูกทีมไปเป็นของตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าการถูกแย่งเครดิตนอกจากจะสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมและลดประสิทธิภาพการทำงานลงแล้ว ยังตัดโอกาสในการเติบโตในสายอาชีพของพนักงาน ขณะที่หัวหน้าที่ทำงานด้วยยากอาจเพียงแค่หลงลืมการเอ่ยชมลูกน้องไปบ้างในบางเวลาเท่านั้น

5. หัวหน้าเป็นพิษ ทำลูกน้องเสียสุขภาพจิตแม้หลังเลิกงาน

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า หัวหน้าที่เป็นพิษไม่ได้ส่งผลเฉพาะในเวลางานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของลูกน้องอย่างต่อเนื่องไปจนถึงที่บ้าน จนเกิดภาวะหมดไฟ อ่อนล้าทางอารมณ์ มองงานในแง่ลบมากขึ้น ความเครียดสะสมจากการทำงานยังนำไปสู่ปัญหาการนอนหลับ ความวิตกกังวล และทำให้โฟกัสกับงานได้ยากขึ้น อาจกระทบความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว และการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

หากคุณไม่แน่ใจว่ากำลังเจอหัวหน้าที่ทำงานด้วยยาก หรือหัวหน้าที่เป็นพิษ ลองสังเกตอาการและความรู้สึกของตัวเองหลังเลิกงาน แล้วตอบคำถามเหล่านี้ หากคำตอบคือ "ไม่" เกือบทั้งหมดก็เข้าข่ายเจอคนเป็นพิษตัวจริง 

- คุณยังนอนหลับได้ตามปกติ ใช่หรือไม่
- ยังกล้าแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ใช่หรือไม่
- ยังรู้สึกภูมิใจกับผลงานของตัวเอง ใช่หรือไม่
- ทุกเช้าที่ตื่นมา ไม่รู้สึกกังวลว่าจะถูกตำหนิ หรือถูกจับผิด ใช่หรือไม่

เช็กลิสต์ 5 ข้อแตกต่าง หัวหน้าดุพูดตรง VS หัวหน้าเป็นพิษ และวิธีรับมือ

5 สัญญาณ "หัวหน้าที่ทำงานด้วยยาก" (Difficult Manager) หัวหน้าประเภทนี้อาจทำให้การทำงานเหนื่อยขึ้น แต่ยังสามารถปรับตัวและทำงานร่วมกันได้

1. อาจบกพร่องในการบริหารงาน แต่ไม่มีเจตนาทำร้ายลูกน้อง: มักเป็นคนที่สื่อสารไม่ชัดเจน จัดการเวลาไม่เก่ง ลืมรายละเอียดตั้งมาตรฐานงานสูงเกินไปในบางช่วง

2. วิจารณ์งาน ไม่ใช่วิจารณ์ตัวคน: ให้ฟีดแบ็กเพื่อให้งานดีขึ้น กล้าพูดตรงๆ แต่ไม่ได้ทำลายศักดิ์ศรีลูกน้อง

3. อารมณ์เสียเป็นครั้งคราว แต่ไม่เกิดซ้ำเป็นนิสัย: หัวหน้าก็มีความเครียด และมีวันที่อารมณ์ไม่ดี งานกดดันจนสื่อสารไม่ดี แต่ไม่ได้ทำแบบเดิมซ้ำๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมของทีม

4. แม้เครียดกับงานบ้าง แต่ทำให้ลูกน้องเติบโต: เป็นหัวหน้าที่ยังเปิดใจเรียนรู้ ยังอยากพัฒนาทักษะใหม่ๆ จากทีม ยังเป็นหัวหน้าที่อยากเห็นทีมประสบความสำเร็จมากกว่าตนเองคนเดียว

5. ยืดหยุ่น มีทักษะการปรับตัว: เป็นหัวหน้าที่พร้อมปรับปรุงแก้ไข ทั้งเรื่องการสื่อสารและวิธีทำงานร่วมกัน 

วิธีรับมือ: ชวนหัวหน้ามาพูดคุยเพื่อปรับปรุงการสื่อสารเรื่องงาน ขอความชัดเจนในการสื่อสารมากขึ้น ปรับปรุงระบบการทำงานร่วมกัน เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับเปลี่ยนความคาดหวังในงานให้เหมาะสมกับเนื้องานของแต่ละคนในทีม ตั้งขอบเขตในการทำงาน เพื่อจับมือกันสู่ความสำเร็จของทีม

ขณะที่ "หัวหน้าเป็นพิษ" (Toxic Boss) มักไม่ได้แค่ทำงานด้วยยาก แต่กำลังส่งผลเสียต่อสุขภาพใจ ความมั่นใจ และอนาคตในการทำงานของลูกน้อง โดยมีข้อสังเกต 5 สัญญาณดังนี้

1. พฤติกรรมแย่เกิดขึ้นซ้ำๆ จนเป็นเรื่องปกติ: พฤติกรรมทำร้ายลูกน้องอย่างเป็นนิสัย เช่น โยนความผิด ปิดบังข้อมูลสำคัญไว้คนเดียว เล่นพรรคเล่นพวก สร้างความขัดแย้งในทีม แย่งผลงานลูกน้อง

2. ทำให้ลูกน้องเสียความมั่นใจในตัวเอง: ตำหนิลูกน้องต่อหน้าคนอื่น เปลี่ยนคำสั่งหรือเป้าหมายโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้ลูกทีมไม่กล้าพูด ไม่กล้าคิด ไม่กล้าลอง

3. แย่งเครดิตและความสำเร็จของทีม: นำไอเดียหรือผลงานของลูกน้องไปเป็นของตัวเอง ไม่ยอมรับผลงานของลูกน้อง ทำให้ลูกทีมไม่อยากเสนอความคิดเห็นต่างๆ ในงานอีกเลย

4. ลูกน้องเครียดสูงทั้งที่ทำงานและที่บ้าน: ผลกระทบทางกายและใจที่เกิดกับลูกทีมของ Toxic Boss มักไม่จบแค่ในที่ทำงาน แต่เกิดในเวลาส่วนตัวด้วย เช่น อาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล ภาวะหมดไฟ สุขภาพจิตแย่ลง ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวได้รับผลกระทบ

5. อยู่ด้วยแล้วไม่เห็นอนาคต: ลูกน้องที่ทำงานกับหัวหน้าเป็นพิษ จะไม่สามารถรับมือกับความเป็นพิษนี้ได้ในระยะยาว ทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ รู้สึกต้องระวังตัวตลอดเวลา ความสัมพันธ์ไม่ดีขึ้น แม้พยายามปรับตัวแล้ว 

วิธีรับมือ: ปรึกษาผู้บริหารที่มีอำนาจเหนือกว่าหัวหน้างาน ปรึกษาฝ่าย HR เพื่อให้ช่วยหาทางออก หรืออาจพิจารณาย้ายทีมภายในองค์กร หรือพิจารณาย้ายงานใหม่หากเจอปัญหาที่รุนแรงเกินแก้ไข

หัวหน้าที่ทำงานด้วยยากอาจทำให้คุณเหนื่อยกับงานในบางวัน แต่หัวหน้าที่เป็นพิษจะค่อยๆ ทำให้คุณลดคุณค่าในตัวเอง ไม่กล้าคิดไม่กล้าทำ และหลงลืมความสามารถของตน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้เสมอคือ แม้พนักงานอาจเลือกไม่ได้ว่าจะเจอหัวหน้าแบบไหน แต่ก็ยังเลือกที่จะปกป้องสุขภาพใจ ชื่อเสียงในการทำงาน และเส้นทางอาชีพของตัวเองได้ ก่อนที่สุขภาพกายและใจจะพังจนเกินแก้

 

 

อ้างอิง: Forbes, TheHarrisPoll, Dr.LauraLeaders’ Credit Claiming

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์