วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

Gen Z ขาด AI ไม่ได้ 62% ใช้ทำงานมากเกิน คิดเองไม่เป็น เสียทักษะอาชีพ

Gen Z ขาด AI ไม่ได้ 62% ใช้ทำงานมากเกิน คิดเองไม่เป็น เสียทักษะอาชีพ

AI ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้คนทำงานทำงานได้เร็วขึ้น เก่งขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเริ่มกังวลว่า สำหรับคนทำงานบางกลุ่ม โดยเฉพาะ Gen Z เทคโนโลยีนี้อาจกำลังกลายเป็น “ทางลัด” ที่ทำให้พวกเขาไม่ได้ฝึกทักษะอาชีพที่สำคัญบางอย่างด้วยตัวเองอีกต่อไป

รายงาน 2026 Pulse of Work จากบริษัทซอฟต์แวร์ GoTo ร่วมกับ Workplace Intelligence ซึ่งสำรวจพนักงานสายความรู้และผู้จัดการฝ่ายไอทีกว่า 2,500 คน พบว่า พนักงานครึ่งหนึ่งยอมรับว่าตัวเอง “พึ่ง AI มากเกินไป” ในการทำงาน

แต่กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ คนทำงานรุ่น Gen Z เพราะคนรุ่นนี้ถึง 62% ยอมรับตรง ๆ ว่า ตอนนี้พวกเขาเริ่มทำงานโดยขาด AI ไม่ได้แล้ว และที่หนักกว่านั้นคือ 40% ของคนรุ่นใหม่มองว่า ตอนนี้ตัวเองแทบ “ทำงานไม่ได้ หากไม่มี AI ช่วย” ในแทบทุกขั้นตอนของการทำงาน 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ AI แย่งงาน แต่คือคนเริ่มไม่ได้ฝึก “คิดเอง”

ริช เวลด์แรน (Rich Veldran) ซีอีโอของ GoTo มองว่า ปัญหาที่แท้จริงของการพึ่ง AI มากเกินไป คือ คนทำงานอาจไม่รู้ตัวว่า กำลังสูญเสียทักษะบางอย่างไปทีละน้อย เขาบอกว่า  “พนักงานคนรุ่นใหม่หลายคนอาจเพิ่งมารู้ตัวทีหลัง ว่า  พวกเขาพึ่ง AI มากเกินไป จนไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่ตัวเองควรได้เรียนรู้จริง ๆ” เขากล่าว

แต่ขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคที่บริษัทต่าง ๆ เร่งผลักดัน AI เข้าสู่ทุกขั้นตอนการทำงาน พนักงานจำนวนมากจึงแทบไม่มีทางเลือกอื่น ก็ต้องใช้ AI ทำงานตามความต้องการของบริษัท 

บางบริษัทอย่าง Amazon ถึงขั้นสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า “TokenMaxxing” หรือการกระตุ้นให้พนักงานใช้ AI ให้มากที่สุด ผ่านการป้อน prompt และใช้ token จำนวนมหาศาล แต่เวลด์แรนเตือนว่า การเติบโตในองค์กรยุค AI ต้องอาศัย “สมดุลที่ละเอียดอ่อน” ระหว่างการใช้เทคโนโลยี กับการสร้างทักษะของตัวเองไปพร้อมกัน

“AI ช่วยลดงานได้มหาศาล และมันเก่งมากในเรื่องนั้น แต่อย่าปล่อยให้ AI เข้ามาแทนที่การตัดสินใจแบบมนุษย์ทั้งหมด” เขา ย้ำถึงความสำคัญในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ให้ถูกทาง

ถ้างานทุกอย่างแค่ “ถาม AI แล้วเอามาใช้เลย” สุดท้ายมันจะแทนที่คุณ

ความกังวลนี้ไม่ได้เกี่ยวแค่เรื่องทักษะการทำงาน แต่ยังรวมถึง “วิธีคิด” ของคนรุ่นใหม่ด้วย ยืนยันจากงานวิจัยของ Microsoft ในปี 2025 พบว่า คนที่พึ่ง AI มากเกินไป มีแนวโน้มใช้ critical thinking หรือการคิดวิเคราะห์น้อยลง สมองก็ใช้งานน้อยลง

ขณะเดียวกัน ในหลายองค์กรก็เริ่มเกิดความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับพนักงานเกี่ยวกับ AI มากขึ้นเรื่อย ๆ รายงานจากบริษัท AI อย่าง Writer พบว่า พนักงาน Gen Z บางส่วนถึงขั้น “ต่อต้าน” หรือพยายามขัดขวางการนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กร เพราะกลัวว่าสุดท้ายตัวเองจะถูกแทนที่

เวลด์แรนมองว่า ความกลัวนี้เกิดจากคำถามลึก ๆ ที่คนทำงานเริ่มถามตัวเองว่า “ถ้า AI ทำงานที่ฉันทำได้ทั้งหมด แล้วคุณค่าของฉันยังเหลืออะไรอยู่? ถ้าหน้าที่ของคุณคือแค่ถาม AI แล้วดึงคำตอบออกมา ใคร ๆ ก็ทำแบบนั้นได้” เขากล่าว

คนที่ใช้ AI เป็น มีโอกาสเลื่อนขั้น-ขึ้นเงินเดือนมากกว่า 3 เท่า

แม้หลายคนจะกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนแรงงาน แต่ข้อมูลอีกด้านกลับพบว่า บริษัทจำนวนมากไม่ได้ต้องการ “แทนที่คน” ทั้งหมด พวกเขากำลังมองหาคนที่ใช้ AI เป็น “เครื่องมือเพิ่มศักยภาพ” มากกว่า โดยผลสำรวจจาก Workplace Intelligence พบว่า พนักงานที่เป็น “super-users” หรือคนที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีโอกาสได้รับทั้งการเลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือน มากกว่าคนที่ยังไม่ปรับตัวถึง 3 เท่า!

พูดง่ายๆ คือ โลกการทำงานยุคนี้อาจไม่ได้ถามแค่ว่า “คุณใช้ AI เป็นไหม” แต่กำลังถามว่า “คุณยังมีคุณค่าอะไร ที่ AI แทนไม่ได้หรือเปล่า” เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้คนเติบโตในสายอาชีพ อาจไม่ใช่แค่การได้คำตอบเร็วที่สุด แต่คือการผ่านประสบการณ์ที่ทำให้ตัวเอง “คิดเป็น” ด้วยตัวเองจริง ๆ

เวลด์แรนบอกว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมาก ยังไม่เคยผ่านช่วงเวลาที่ต้อง “ลงมือทำเองทั้งหมด” แบบคนรุ่นก่อน ยังไม่เคยผ่านการวางกลยุทธ์เอง ลองผิดลองถูกเอง หรือค่อย ๆ สะสมประสบการณ์จากงานจริงทีละขั้น ทั้งที่กระบวนการเหล่านั้น คือสิ่งที่สร้างทั้งทักษะ ความมั่นใจ และความเข้าใจในการทำงานระยะยาว

นั่นอาจเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของคนทำงานยุค AI เพราะถ้า AI กลายเป็นคนคิดแทนทุกอย่างตั้งแต่วันแรก คนทำงานอาจได้ “คำตอบ” เร็วขึ้นก็จริง แต่ในระยะยาว พวกเขาอาจไม่เคยได้เรียนรู้วิธีคิด จนเติบโตเป็นคนที่เก่งขึ้นจริง ๆ เลยก็ได้

 

 

อ้างอิง: Fortune, goto research, TokenMaxxingMicrosoft SurveyWorkplace Intelligence