หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า ทำไมบางคนจึงมีอายุยืนเกิน 100 ปี ทั้งที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ได้พึ่งเทคโนโลยีล้ำสมัยหรืออาหารเสริมราคาแพง ขณะที่บางคนกลับเผชิญโรคเรื้อรังและความเสื่อมของร่างกายตั้งแต่อายุยังไม่มาก
คำถามนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ด้าน Longevity หรือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ เพราะยิ่งนักวิจัยศึกษาเรื่องความชรา ก็ยิ่งพบว่า "อายุที่ยืนยาว" ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงวิถีชีวิตหรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ “พันธุกรรม” อาจมีบทบาทมากกว่าที่เคยเชื่อกัน
ล่าสุด นักวิจัยจากบราซิลกำลังศึกษาพี่น้องหญิง 3 คนที่มีอายุรวมกันถึง 316 ปี หลังได้รับการบันทึกสถิติโดย Guinness World Records ว่าเป็น "พี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งมีอายุรวมกันมากที่สุดในโลก" โดยหวังว่าพันธุกรรมของพวกเธอจะช่วยไขปริศนาว่า เหตุใดมนุษย์บางคนจึงสามารถมีชีวิตยืนยาว พร้อมรักษาความแข็งแรงของหัวใจ กล้ามเนื้อ และสมองไว้ได้แม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่ศตวรรษที่สองของชีวิต
กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านทำความรู้จักโครงการวิจัยที่กำลังตามหา "ยีนอายุยืน" พร้อมสำรวจว่า พันธุกรรม วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ของผู้คน อะไรคือปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
ศึกษา DNA เพื่อไขความลับของการมีอายุยืน
งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของ DNA Longevo Project นำโดย ศาสตราจารย์ มายานา ซัทซ์ (Mayana Zatz) นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Sao Paulo ประเทศบราซิล ซึ่งมีเป้าหมายศึกษาปัจจัยทางชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับความชรา
นักวิจัยจะเปรียบเทียบข้อมูลของผู้ที่มีอายุ 90 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้มีอายุเกิน 100 ปี กับผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบาง (Frailty) ภาวะสมองเสื่อม หรือโรคเรื้อรัง เพื่อค้นหาปัจจัยที่ช่วยปกป้องร่างกายจากความเสื่อมตามวัย
ศ.ซัทซ์ อธิบายว่า การตรวจวิเคราะห์ DNA อาจช่วยค้นพบ "ยีนปกป้อง" (Protective Genes) ที่ทำให้บางคนยังคงมีหัวใจ กล้ามเนื้อ และสมองที่ทำงานได้ดีแม้อายุจะมากแล้ว
"ยิ่งเรามีข้อมูลจากผู้ที่อายุเกิน 100 ปี โดยเฉพาะครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคนอายุยืน งานวิจัยก็จะยิ่งแม่นยำในการค้นหายีนเหล่านี้"
พันธุกรรมอาจสำคัญกว่าวิถีชีวิต?
นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเริ่มเชื่อว่า เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยทางพันธุกรรมอาจมีบทบาทมากกว่าสิ่งแวดล้อม ในการช่วยรักษาความแข็งแรงของร่างกายและการทำงานของสมอง
กรณีของพี่น้องทั้งสาม ได้แก่
- เลวิตา เดอ เดอุส นูเนส อายุ 109 ปี
- โซราอิเด เดอ เดอุส โมตา อายุ 104 ปี
- ซูลินา เดอ เดอุส นูเนส อายุ 103 ปี
จึงกลายเป็นกรณีศึกษาที่นักวิจัยให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะสมาชิกหลายคนในครอบครัวสามารถมีอายุยืนเกิน 100 ปี
ด้าน เบน เมเยอร์ส (Ben Meyers) ซีอีโอของ LongeviQuest ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบสถิติผู้มีอายุยืนทั่วโลก กล่าวว่า การที่พี่น้องทั้งสามมีอายุยืนพร้อมกัน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของพันธุกรรมอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า “สิ่งแวดล้อม” ก็มีบทบาทเช่นกัน เพราะทั้งสามอาศัยอยู่ใกล้กัน ทำให้ได้รับการดูแลจากครอบครัวและมีเครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพในวัยสูงอายุ
ไม่มีสูตรลับ แต่ใช้ชีวิตเรียบง่าย
แม้การศึกษาจะมุ่งเน้นเรื่องพันธุกรรม แต่เมื่อถูกถามถึงเคล็ดลับการมีอายุยืน พี่น้องทั้งสามกลับให้คำตอบที่เรียบง่าย
พวกเธอบอกว่าใช้ชีวิตด้วยการรับ ประทานอาหารที่ดีและเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ
ซูลินาเล่าว่า ในวัยเด็กเธอใช้เวลาว่ายน้ำและตกปลาในแม่น้ำเป็นประจำ อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารสด เพราะในยุคนั้นยังไม่มีตู้เย็น
ขณะที่โซราอิเดมองว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิต
ชีวิตของทั้งสามไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป เลวิตาเคยทำงานฝีมือและทำงานในสถานีโทรทัศน์ โซราอิเดเป็นพยาบาลและเลี้ยงดูลูก 5 คน ส่วนซูลินาดูแลครอบครัวและเลี้ยงลูก 6 คน
เมื่อถูกถามถึงชีวิตที่ผ่านมา เลวิตาตอบสั้น ๆ ว่า "ฉันมีวัยเด็กและวัยรุ่นที่ดี ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ"
งานวิจัยหวังเก็บข้อมูลผู้มีอายุเกิน 100 ปีให้ได้ 500 คน
นักวิจัย โจเอา เปาโล กิลแญร์เม (Joao Paulo Guilherme) ซึ่งร่วมโครงการ DNA Longevo Project ระบุว่า เป้าหมายต่อไปคือการรวบรวมข้อมูลจากผู้มีอายุเกิน 100 ปีให้ได้อย่างน้อย 500 คน
ข้อมูลจำนวนมากจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกแยะได้ชัดเจนขึ้นว่า ปัจจัยใดเกิดจากพันธุกรรม และปัจจัยใดเป็นผลจากวิถีชีวิต
แม้วันนี้ยังไม่มี "ยีนอายุยืน" เพียงตัวเดียวที่อธิบายทุกอย่างได้ แต่งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนว่า ความลับของการมีอายุยืนอาจไม่ได้อยู่ที่อาหารเสริมชนิดใหม่หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อาจซ่อนอยู่ในพันธุกรรมของมนุษย์ ซึ่งกำลังรอให้นักวิทยาศาสตร์ค่อย ๆ ถอดรหัสในอนาคต
อ้างอิง reuters


