ประเทศไทยอาจล้มเหลวในมาตรการแก้ไขวิกฤติมลพิษฝุ่นควันและไฟป่า ข้อมูลปี 2569 ชี้ เกิดไฟป่ารุนแรงสร้างสถิติพื้นที่เผาไหม้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่รัฐบาลกลับตอบสนองล่าช้าและไม่จริงจัง
KEY POINTS
- ปี 2569 เกิดไฟป่ารุนแรงสร้างสถิติพื้นที่เผาไหม้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่รัฐบาลกลับตอบสนองล่าช้าและไม่จริงจัง
- หน่วยงานรัฐขาดการบูรณาการ ไม่มีการถอดบทเรียนร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย และการวางแผนรับมือปี 2570 ยิ่งล่าช้า
- นโยบายจากส่วนกลางมีความสับสนและขัดแย้งกันเองระหว่างกระทรวง ทำให้แผนหลักไม่ถูกนำไปปฏิบัติจริงและสร้างความสับสนในระดับพื้นที่
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นกลไกสำคัญในพื้นที่ ขาดแคลนงบประมาณ ทรัพยากร และอำนาจในการจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
บทความนี้ต้องการสะท้อนและตั้งคำถามถึงความล้มเหลวในมาตรการแก้บรรเทาวิกฤติมลพิษอากาศฝุ่นควันและไฟป่าของประเทศไทย มีความอึดอัดคับข้องจากความไม่กระตือรือร้นเอาจริงเอาจังของรัฐบาลตั้งแต่รอยต่อก่อนเลือกตั้ง ไม่ได้เร่งรัดนำแผนมาตรการแก้ปัญหาประจำปี 2569 จนผู้ปฏิบัติไม่มีงบประมาณทำงาน เมื่อไฟป่าเกิดรุนแรงปลายมีนาคมค่อยตื่นตูมระดมสรรพกำลังออกประกาศภัยพิบัติปูพรม ซึ่งไม่ทันการณ์แล้ว สถิติไฟป่าทำนิวไฮต่อเนื่องแบบไม่เคยเกิดมาก่อน
หลังจากฝนตกและพิบัติจบฤดู สถิติรอยไหม้ 5 เดือนเป็นที่น่าตระหนก เป็นปีที่ไหม้มากที่สุดนับแต่ GISTDA บันทึกสถิติรอยไหม้จากดาวเทียม รวม 26,000,349 ไร่ หากวิเคราะห์แยกรายภูมิภาค พบว่า พื้นที่เผาไหม้มากสุดที่ภาคเหนือตอนบน 8.79 ล้านไร่ รองลงมา คือ ภาคเหนือตอนล่าง 7.38 ล้านไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5.59 ล้านไร่ ภาคกลาง 1.93 ล้านไร่ ภาคตะวันตก 1.65 ล้านไร่ และภาคตะวันออก 6.29 แสนไร่ตามลําดับ เฉพาะภาคเหนือตอนบน ปีนี้ไหม้มากกว่าปี 2563 ที่เคยไหม้สูงสุด กลายเป็นสถิติใหม่
ตัดมาเฉพาะตัวเลขรอยไหม้รายจังหวัดยิ่งเป็นสถิติใหม่ที่น่ากังวล ภาคเหนือมีจังหวัดไหม้เกินล้านไร่ 7 จังหวัด คือ ลำปาง 1.73 ล้านไร่ แม่ฮ่องสอน 1.57 ล้านไร่ เชียงใหม่ 1.52 ล้านไร่ อุตรดิตถ์ 1 ล้านไร่ ตาก 1.99 ล้านไร่ นครสวรรค์ 1.3 ล้านไร่ เพชรบูรณ์ 1.23 ล้านไร่ สำหรับเชียงใหม่นั้นทำลายสถิติเดิมปี 2563 ขนาด 1.4 ล้านไร่ กลายเป็นสถิติใหม่ทั้งที่เป็นจังหวัดที่มีความพร้อมด้านกำลังพลและเครื่องมืออุปกรณ์มากกว่าจังหวัดใกล้เคียง
ทั้งเป็นปีที่ผิดปกติในจังหวะการไหม้ท้ายฤดูที่ประหวัดถึงความแปรปรวนภูมิอากาศด้วย แต่น่าประหลาดใจที่ ทั้งรัฐบาลและหน่วยราชการรับผิดชอบไม่ได้แสดงอะไรตอบสนองความผิดปกติดังกล่าว ทุกประการยังดำเนินแบบเรื่อยเรียง เป็นงานรูทีนปกติ ไม่มีการรวบรวมข้อมูลถอดบทเรียนร่วมกันครั้งใหญ่ มีแต่การจัดถอดบทเรียนแยกตามหน่วยต่าง ๆ ตามปกติ และก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะในระดับภาพใหญ่ มีแต่รายงานประจำปี สถิติจุดความร้อนและรอบไหม้ของ GISTDA
แต่หน่วยเกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งมหาดไทย ปภ. ผู้ว่าราชการจังหวัดซิงเกิ้ลคอมมานด์ ไม่ได้รายงานรวมถึงความผิดปกติและวิธีการรับมือแบบใหม่ หน่วยงานฟากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ทั้งกรมอุทยาน กรมป่าไม้ กรมควบคุมมลพิษ แม้จะมีการถอดบทเรียนของตนเองก็ไม่ได้ออกสู่สาธารณะ ไม่ได้มีหน่วยงานกลางประมวลข้อมูลร่วมกัน
ดังนั้น ความรู้และข้อมูลของปัญหาก็ยังกระจัดกระจาย ไม่มีใครรู้ว่า รอยไหม้ปีที่ผ่านมาของป่าสงวนแห่งชาติแต่ละป่า ป่าอนุรักษ์แต่ละป่าเกิดเป็นจำนวนเท่าใด มากน้อยผิดปกติแค่ไหน
ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการจัดทำแผนมาตรการรับมือปี 2570 ที่ขณะนี้เข้าสู่ปีซูเปอร์เอลนิโญเต็มตัว สถานการณ์อาจจะยิ่งรุนแรงกว่าปี 2569 แต่ปรากฏว่า กระบวนการจัดเตรียมงานยิ่งล่าช้ากว่าเดิม ปกติปีก่อนหน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ จะจัดทำแผนมาตราการเฉพาะปี (2570) เสนอเข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และรอเข้า ครม.ต่อไป
แผนดังกล่าวนัยว่าใช้เป็นมาตรการเฉพาะปีแต่ละปี ที่เน้นปฏิบัติการด้านใดเป็นพิเศษ และใช้เป็นฐานเพื่อเสนอของบกลาง กรณีมีปฏิบัติการเป็นพิเศษนอกเหนือแผนงานปกติ ปกติปีก่อนๆ หน้าเดือนสิงหาคมหรือกันยายนจะแล้วเสร็จ ปรากฏปีนี้ก็ไม่เห็นเป็นข่าวว่าเสนอเข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติหรือยัง
ที่จริงแล้วก็พอเข้าใจได้ เพราะแผนมาตรการกลางที่เสนอเข้า ครม. ตลอด 3-4 ปีมานี้ ไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง เพราะหน่วยงานกระทรวงอื่นไม่ได้ทำตามแนวทางที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เสนอ ต่อให้เข้า ครม. ก็ตาม เช่น ปีก่อนและปีกลาย กระทรวงเกษตรฯ ประกาศแนวทางห้ามเผาในแปลงเกษตรตั้งแต่ 1 ก.พ. เป็นต้นไป มิฉะนั้นจะลงโทษไม่ให้ร่วมโครงการของกระทรวง สวนทางกับข้อเสนอแผนมาตรการที่เข้า ครม. ซึ่งเสนอให้มีการบริหารเชื้อเพลิงเกษตรกรณีจำเป็นต้องใช้ไฟ
ยิ่งไปกว่านั้นกระทรวงมหาดไทยได้แสดงบทบาทนำ ประกาศกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ประกาศมาตรการห้ามเผาเด็ดขาด ซึ่งก็กระทบกับผู้ปฏิบัติหน้างานตลอดถึงแผนแนวทางของแต่ละจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดซิงเกิ้ลคอมมานด์ประกาศไว้ เช่น บางจังหวัดห้ามเผาเด็ดขาดเป็นห้วงเวลา (หมายความว่าให้บริหารเชื้อเพลิงได้ในห้วงนอกประกาศ) ก็ต้องเปลี่ยนรื้อให้สอดคล้องกับมหาดไทยส่วนกลาง
จนบัดนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าแนวทางหรือมาตรการของปี 2570 จะออกมาแนวใด เพราะแผนมาตรการกลางที่ผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เสนอ ครม. ไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ไม่มีใครสนใจว่าจะใช้เป็นแนวทางหลัก ปีนี้ล่าช้าออกไปชนิดที่ไม่มีใครหน่วยงานใดสนใจ
เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีปัญหาใหญ่อีกเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจนเช่นกัน ก็คือ ปรากฏว่า การเตรียมการระดับกลไกพื้นที่หน้างานซึ่งยังไม่รู้ทิศทางและชะตากรรมเช่นเดียว นั่นก็คือ แนวทางจัดสรรงบถ่ายโอนภารกิจดับไฟป่าจากกระทรวงมหาดไทยให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ที่ติดป่าสงวนแห่งชาติ และรับมอบถ่ายโอนจากกรมป่าไม้มา
ตลอดสามปีมานี้งบดังกล่าวมีปัญหามาก มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขรายละเอียดและจำนวนเงินไม่เหมือนกันในแต่ละปี เมื่อปีกลาย อปท. ที่มีพื้นที่ป่าขนาดเล็ก ได้รับอุดหนุนเพียงหลักหมื่น เพื่อให้ทำงานดับไฟป่า 3-4 เดือน ส่วนพื้นที่ขนาดใหญ่ได้รับราว 5 แสนบาท กระจายไปมากน้อยต่างกัน รวมเป็นเงินถ่ายโอนจากมหาดไทยราว 13 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้ยังไม่มีการแจ้งรายละเอียด
ปัญหาการบริหารจัดการพิบัติภัยไฟป่าฝุ่นควันของประเทศไทย มีความสับสน และไม่มีความชัดเจนในโครงสร้างภารกิจมาโดยตลอด ปีไหนมีฝนตกมากพอปะทะปะทังไป หากปีไหนฝนทิ้งช่วงปัญหาก็กลับคืนมาอีก มีหลายคนคาดหวังการเปลี่ยนแปลงจากกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐสภาว่าจะเป็นเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง
แท้จริงแล้ว หากมีเจตจำนงเชิงนโยบายยกระดับการบริหารจัดการก็สามารถทำได้ทันที ภัยพิบัติมลพิษอากาศไฟป่าฝุ่นควันมาเป็นประจำทุกปี เป็นวงจรฤดูกาลที่รู้ล่วงหน้า ในเมื่อผลลัพธ์ยังไม่เคยดีขึ้นแบบถาวร หนักเบาขึ้นกับฤดูกาลและฝนตกก็สมควรต้องพิจารณาปรับปรุงวิธีการจัดการ เลิกใช้กระบวนการแบบเดิม พิจารณาหาวิธีการ วิธีคิด และมาตรการแบบใหม่
ปัญหาใหญ่ของกระบวนการบริหารจัดการวิกฤตฝุ่นควันไฟ มีจุดอ่อนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับอำนวยการ และปฏิบัติการหน้างาน
กลไกพื้นฐานที่สุด ที่ใกล้ชิดปัญหามากสุดคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เทศบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือท้องถิ่นท้องที่ แต่ปรากฏว่ากลไกที่สำคัญที่สุดที่กล่าวมานั้น แทบไม่มีงบประมาณและทรัพยากรอุดหนุนใดๆ ลงไปให้สามารถทำงานได้จริงเต็มประสิทธิภาพ
อปท. นั้นมีศักยภาพบริหารจัดการปัญหาระดับพื้นที่ได้หากมีการกำหนดขอบเขตภารกิจและงบประมาณแก้ระเบียบกฎหมาย ให้เขารับหน้าที่กลไกบูรณาการระดับพื้นที่ได้ทั้งปี แทนที่จะเป็นแค่หน่วยรับถ่ายโอนภารกิจจากกรมป่าไม้ มีอำนาจหน้าที่แค่ดับไฟในป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น
ขณะที่กลไกกำนันผู้ใหญ่บ้านที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จังหวัดไหนที่ผู้ว่าราชการจังหวัด หางบประมาณให้นายอำเภอจัดสรรกำนันผู้ใหญ่บ้านได้ ก็ดีไป แต่อีกหลายๆ จังหวัดก็ไม่มีงบให้เช่นนั้น ไม่มีระบบ แผนงาน มาตรการ สำหรับปฏิบัติการของท้องที่เป็นแบบแผนชัดเจน
กระบวนการหรือแผนมาตรการสำหรับแก้ปัญหานี้ของประเทศไทย ยังมีจุดอ่อนทั้งข้างบนสุด ที่กำหนดทิศทางนโยบาย และล่างสุด บกพร่องทั้ง Regional Strategy ในระดับบน และ Local Command ในระดับหน้างาน ที่ต่อให้ผ่านความล้มเหลวมาขนาดไหน ก็ยังไม่มีผู้ใดสนใจแก้จริงจัง... ฤดูฝุ่นไฟกำลังใกล้มา ปีนี้ยังไม่มีอะไรขยับกันเลย เป็นอีกปีที่ค่อนข้างวังเวง
..........................................
เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ





