วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ญี่ปุ่นแหกกฎเหล็ก ข้าราชการใส่ขาสั้นมาทำงานได้ สู้ภัยร้อนทารุณ

ญี่ปุ่นแหกกฎเหล็ก ข้าราชการใส่ขาสั้นมาทำงานได้ สู้ภัยร้อนทารุณ

ญี่ปุ่นเปิดฉากฤดูร้อนปีนี้ด้วยอากาศร้อนจัดรุนแรงทุบสถิติใหม่ ประกอบกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียดจนกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน และผลกระทบนั้นก็ต่อเนื่องไปถึง "วัฒนธรรมการแต่งกายในออฟฟิศ" ของชาวญี่ปุ่นที่เข้มงวดที่สุดในโลก ซึ่งกำลังถูกท้าทายด้วยนโยบายใหม่ของกรุงโตเกียว ที่สนับสนุนให้พนักงานสวม "กางเกงขาสั้น" มาทำงาน เพื่อร่วมมือกันประหยัดพลังงานระดับชาติ ถือเป็นการแหกกฎเหล็กครั้งใหญ่สู่ความอยู่รอด

ตามรายงานระบุว่า กรุงโตเกียวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่วัฒนธรรมองค์กรทั่วเอเชีย ด้วยการออกนโยบายเชิงรุกที่สนับสนุนให้ข้าราชการและพนักงานในสังกัดหันมาสวมกางเกงขาสั้น เสื้อยืด และรองเท้าผ้าใบมาทำงาน หวังประหยัดค่าใช้จ่ายจากการเปิดแอร์ในออฟฟิศ

การทลายขนบเดิมที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนานนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระแสแฟชั่นหรือความต้องการแต่งตัวแบบลำลองเพื่อความเท่ แต่เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังบีบคั้นคนทำงานในยุคปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิกฤติ "โคคุโช" คำนิยามความร้อนทารุณ อากาศร้อนจัดทุบสถิติประวัติศาสตร์

สัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นอย่างเด่นชัดเมื่อญี่ปุ่นต้องบันทึกสถิติ "วันที่อากาศร้อนจัดอย่างรุนแรง" หรือ Extremely Hot Day เป็นครั้งแรกของปีอย่างเป็นทางการเมื่อบ่ายวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังจากอุณหภูมิพุ่งทะลุ 35 องศาเซลเซียส ในหลายภูมิภาคของประเทศอย่างกะทันหัน อันเนื่องมาจากระบบความกดอากาศสูงที่มีกำลังแรงส่งผลให้ท้องฟ้าเปิด และนำพาความร้อนในระดับเทียบเท่ากลางฤดูร้อนในช่วงเดือนกรกฎาคมมาเยือนเร็วกว่าปกติ จนเกิดคำนิยามความร้อนรุนแรงนี้ว่า "โคคุโช" (Kokusho) ซึ่งแปลว่า "ร้อนอย่างทารุณ"

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองฮิตะในจังหวัดโออิตะ อุณหภูมิได้พุ่งแตะระดับสูงสุดถึง 35.3 องศาเซลเซียส ณ เวลา 12:55 น. ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นการทำลายสถิติใหม่ของจังหวัดในฐานะวันที่มีอากาศร้อนจัดรุนแรง ที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดในรอบปี นับตั้งแต่เคยมีการบันทึกสถิติมา โดยทลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2013 ลงอย่างสิ้นเชิง

สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวผิดปกติและมีแนวโน้มจะลากยาวต่อเนื่องนี้ ทำให้ทางการท้องถิ่นต้องออกประกาศเตือนภัยให้ประชาชนเร่งเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันตนเองจากโรคลมแดดหรือ Heatstroke โดยด่วน เนื่องจากร่างกายของคนส่วนใหญ่ยังปรับตัวไม่ทันกับสภาพความร้อนที่รุนแรงเฉียบพลันเช่นนี้ พร้อมทั้งมีคำแนะนำให้เปิดเครื่องปรับอากาศทันทีโดยไม่ต้องลังเล ตลอดจนหมั่นดื่มน้ำ และชดเชยเกลือแร่เป็นประจำเพื่อความปลอดภัย

ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด-วิกฤติพลังงาน ญี่ปุ่นอาจถึงขั้นตัดลดใช้ไฟฟ้า

ความร้อนที่พุ่งสูงจนทุบสถิตินั้น ไม่ใช่แค่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ญี่ปุ่นเกิดนโยบายให้พนักงานใส่กางเกงขาสั้นมาทำงาน แต่ปัจจัยเร่งจริงๆ ที่ขับเคลื่อนนโยบายนี้คือ นโยบายความมั่นคงทางพลังงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ได้ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น และเกิดภาวะขาดแคลนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินอย่างหนัก

ประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติและต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดอย่างญี่ปุ่น ตกอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องพึ่งพาน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางสูงถึง 90% โดยเส้นทางเดินเรือหลักต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาเตือนว่า หากเส้นทางเดินเรือนี้ยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน ญี่ปุ่นจะต้องเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบขั้นรุนแรง จนอาจบีบให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนต้องตัดลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันอย่างเข้มงวด คล้ายกับช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันหรือ Oil Shocks ในช่วงทศวรรษ 1970

สภาวการณ์นี้บีบให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องงัดมาตรการสำรองทางยุทธศาสตร์มาใช้ โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีการวางแผนที่จะปล่อยน้ำมันสำรองเพิ่มอีก 20 วันนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พร้อมทั้งพยายามจัดหาแหล่งพลังงานใหม่จากผู้ค้าที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบรรเทาความเสี่ยง

ย้อนรอยแคมเปญ "Cool Biz" สู่การแต่งตัวอวดเรียวขาในออฟฟิศภาครัฐ

ภายใต้แรงกดดันจากทั้งวิกฤติพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว ซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญประหยัดพลังงานชื่อดังอย่าง "Cool Biz" เมื่อสองทศวรรษก่อนขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม จึงได้ออกมาแถลงการณ์ถึงแนวโน้มอุปสงค์และอุปทานไฟฟ้าที่เข้าขั้นวิกฤติ

พร้อมประกาศแนวทางใหม่ที่ทลายกรอบความคิดเดิมอย่างสิ้นเชิง ด้วยการส่งเสริมให้พนักงานแต่งกายด้วยชุดที่เน้นความสบาย และระบายอากาศได้ดี รวมถึงเสื้อโปโล เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ และที่สำคัญที่สุดคือ สนับสนุนให้สวมใส่ "กางเกงขาสั้น" มาทำงาน ทั้งนี้ ให้ดูตามความเหมาะสมของลักษณะงาน

หากย้อนมองประวัติศาสตร์ แคมเปญ Cool Biz ที่เปิดตัวในปี 2005 ทำได้เพียงรณรงค์ให้พนักงานถอดเนกไทและเสื้อสูทตัวนอกเท่านั้น แต่ยังไม่เคยเปิดทางไปถึงขั้นอนุญาตให้พนักงานแต่งกายเผยเรียวขาต่อหน้าเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศ การไฟเขียวให้ใส่กางเกงขาสั้นในครั้งนี้ ซึ่งประจวบเหมาะกับการเริ่มต้นระบบเตือนภัยโรคลมแดดของญี่ปุ่น จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าแฟชั่นการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง

โดยข้าราชการกรุงโตเกียวรายหนึ่ง ที่ตัดสินใจสวมกางเกงขาสั้นมาทำงานเป็นครั้งแรก ได้เปิดเผยความรู้สึกกับหนังสือพิมพ์โยมิอุริ ชิมบุน ว่า ในตอนแรกเขารู้สึกประหม่า แต่พอลองใส่แล้วกลับพบว่าสบายมาก และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น พร้อมวางแผนว่าหากอากาศร้อนขึ้นกว่านี้ จะปรับเวลามาทำงานให้เช้าขึ้นรวมถึงสลับไปทำงานจากที่บ้านด้วย

คนทั่วเอเชียต้องปรับวิถีการทำงานใหม่ เพื่อความอยู่รอดในสภาพอากาศร้อนจัด

ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในครั้งนี้สอดคล้องกับภาพรวมการปรับตัวระดับภูมิภาคเมื่อหลายประเทศในเอเชีย ต่างต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเพื่อความอยู่รอดในยุคที่โลกเดือดขึ้นเรื่อยๆ

จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า ปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นเผชิญกับฤดูร้อนที่ร้อนที่สุด นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 1898 และอุณหภูมิระดับ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป ไม่ได้เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอีกต่อไป จนหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาต้องบัญญัติศัพท์พยากรณ์อากาศใหม่ขึ้นมา เพื่ออธิบายความรุนแรงนี้ว่า "โคคุโช" (Kokusho) อย่างที่บอกไปข้างต้น

สถานการณ์ความร้อนรุนแรงดังกล่าว เกิดขึ้นกับ "เกาหลีใต้" เช่นกัน จนทางการเกาหลีใต้ต้องสั่งจำกัดและปันส่วนการใช้พลังงาน พร้อมรณรงค์ให้ชาวเมืองโซลเดินทางระยะสั้นด้วยการเดินหรือขี่จักรยานแทนการใช้รถยนต์ ในขณะที่ประมาณ 20% ของก๊าซธรรมชาติที่เกาหลีใต้ใช้ก็ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน

ด้าน "เวียดนาม" ก็ได้ออกมาตรการจำกัดการใช้พลังงานและขอความร่วมมือให้ภาคธุรกิจอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านเพื่อลดการเดินทางและขนส่ง ส่วน "ฟิลิปปินส์และศรีลังกา" ก็ขยับตัวด้วยการผลักดันระบบการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ หรือ Four-Day Workweek เพื่อเป้าหมายในการอนุรักษ์พลังงานในภาพรวม

ข้อถกเถียงทางวัฒนธรรม กางเกงขาสั้น สั้นได้แค่ไหนคือเหมาะสม?

แม้ว่าการสวมกางเกงขาสั้นไปทำงานจะเป็นทางออกที่จับต้องได้ในแง่ของสิ่งแวดล้อมและการประหยัดค่าไฟฟ้า แต่นโยบายนี้ก็หนีไม่พ้นข้อถกเถียงในมิติของวัฒนธรรมองค์กร เนื่องจากกางเกงขาสั้นถูกจัดให้เป็นสิ่งต้องห้าม (Taboo) ในสถานประกอบการมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุผลเรื่องภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นทางการ

ยืนยันจากผลสำรวจของ Ipsos และ Wall Street Journal เมื่อปี 2023 ที่ระบุว่า คนทำงานชาวอเมริกันสูงถึง 41% มองว่า การที่ผู้ชายสวมกางเกงขาสั้นมาทำงานในออฟฟิศนั้น ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ไม่ว่าสภาพอากาศภายนอกจะร้อนระอุเพียงใดก็ตาม

อย่างไรก็ดี ค่านิยมและทัศนคติต่อชุดทำงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในยุคหลังโควิด-19 โดยเฉพาะจากการขับเคลื่อนของคนกลุ่ม Gen Z และ Millennials ซึ่งศาสตราจารย์ เฮเซล คลาร์ก อาจารย์ด้านการออกแบบและแฟชั่นศึกษาจาก Parsons School of Design ได้ให้ความเห็นผ่านนิตยสาร Fortune ว่า คนรุ่นใหม่เหล่านี้กำลังนำพาโลกธุรกิจเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นการแต่งกายในทำงานที่ผ่อนคลายและยืดหยุ่นมากขึ้น (Relaxed Workwear)

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพและทักษะวิชาชีพส่วนใหญ่ยังคงมองว่า "กางเกงขาสั้น" ยังคงเป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับออฟฟิศ โดย ไมก้า เมเยอร์ ผู้ก่อตั้งสถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ Beaumont Etiquette ได้เตือนว่า การแต่งกายที่เผยให้เห็นเรียวขาอาจกลายเป็นปัญหาที่ควบคุมยาก เนื่องจากความยาวของกางเกงมีความหลากหลายมาก ตราบใดที่องค์กรยังไม่มีมาตรฐานร่วมกันที่ชัดเจนว่า แค่ไหนคือ "สั้นเกินไป" ปัญหาความขัดแย้งในที่ทำงานย่อมเกิดขึ้นแน่นอน 

ในทางกลับกัน ลิซ่า แซด มอร์แกน ประธานสาขาการออกแบบแฟชั่นจาก Pratt Institute กลับให้มุมมองเชิงบวกว่า กางเกงขาสั้นสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์ให้ดูสุภาพและเหมาะสมกับการทำงานได้ หากเลือกดีไซน์และความยาวที่พอดี แต่อย่างไรก็ดี เธอยังคงแนะนำให้พนักงานทุกคนใช้ดุลยพินิจและพิจารณาความเหมาะสมตามบริบทวัฒนธรรมของแต่ละองค์กรเป็นหลัก

วิกฤตการณ์ "โลกเดือด" และ "สงครามพลังงาน" กำลังบังคับให้โลกการทำงานต้องปรับตัว ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีหรือระบบไฮบริด แต่รวมไปถึง "การแต่งกาย" ด้วย นโยบายกางเกงขาสั้นของโตเกียวคือกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า เมื่อสุขภาพของพนักงานถูกคุกคาม ขนบดั้งเดิมที่เคยเป็นกฎเหล็ก ก็ต้องยอมยืดหยุ่นเพื่อความอยู่รอดของทุกคนในยุคโลกเดือด

 

 

อ้างอิง: JapanDaily, TheguardianAllwork