วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

อนาคตเราอาจเกษียณตอน 70-80 ปี? คนทำงานอายุเกิน 100 ปี จะพุ่ง 4 เท่า

อนาคตเราอาจเกษียณตอน 70-80 ปี? คนทำงานอายุเกิน 100 ปี จะพุ่ง 4 เท่า

รู้ไหมว่า การเกษียณตอนอายุ 60-65 ปี อาจกำลังกลายเป็นแนวคิดล้าสมัยของโลกยุคเก่า เมื่อมนุษย์มีแนวโน้มอายุยืนเกิน 100 ปีมากขึ้นเรื่อยๆ แรงงานสูงวัยจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า หลายคนต้องเริ่มคิดใหม่ว่า จะใช้ชีวิต ทำงาน และวางแผนเกษียณอย่างไรในโลกที่ “วัยหลังเกษียณ” อาจกินเวลายาวนานกว่าเดิมหลายสิบปี

ในยุคหนึ่ง ชีวิตการทำงานของคนส่วนใหญ่เคยมีเส้นทางที่ค่อนข้างชัดเจน เริ่มจากเรียนให้จบ เริ่มทำงาน สร้างตัว เก็บเงิน ซื้อบ้าน เลี้ยงครอบครัว แล้วค่อยถอนตัวออกจากโลกการทำงานในช่วงอายุราวๆ 60-65 ปี ก่อนใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างเรียบง่ายในอีก 10-15 ปีที่เหลือ แต่วันนี้.. เส้นทางอายุงานได้เปลี่ยนไปแล้วเพราะคนเราอายุยืนขึ้น

ขณะเดียวกัน ในแง่ของบริษัทเอง ก็จะไม่สามารถใช้ระบบสวัสดิการแบบเดิมได้อีกต่อไป เพราะอนาคตของแรงงานยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่เงินเดือนหรือโบนัส แต่ต้องการองค์กรที่ช่วยดูแลทั้งสุขภาพ การเงิน และคุณภาพชีวิตระยะยาวไปจนถึงวัยชราได้จริง

 

อีก 25 ปีข้างหน้า คนทำงานอายุเกิน 100 ปี จะพุ่ง 4 เท่า!

ข้อมูลจาก Pew Research Center คาดการณ์ว่า ภายในอีก 25 ปีข้างหน้า จำนวนชาวอเมริกันที่มีอายุเกิน 100 ปี จะเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ขณะที่อายุเฉลี่ยของผู้คนทั่วโลกก็มีแนวโน้มยืนยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความก้าวหน้าทางการแพทย์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้อาจฟังดูเป็นข่าวดีในแวบแรก เพราะใครๆ ก็อยากมีชีวิตยืนยาว แต่เมื่อมองลึกลงไป มันกำลังสร้างคำถามใหม่ให้กับโลกการทำงาน ว่า หากมนุษย์เรามีชีวิตยาวนานถึง 100 ปีจริงๆ ระบบการทำงานที่ถูกออกแบบมาสำหรับ “ชีวิตวัยเกษียณระยะสั้น” อาจไม่สอดคล้องกับโลกความจริงอีกต่อไป ในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าวัยทำงานอาจจะเกษียณอายุราวๆ ช่วง 70-80 ปี

 

ที่ผ่านมา หลายคนวางแผนชีวิตโดยมีภาพจำว่า หลังเกษียณจะใช้ชีวิตอีกประมาณ 10-15 ปี แต่สำหรับคนรุ่นอนาคตอีก 25 ปีข้างหน้า ช่วงเวลาหลังเกษียณอาจยาวนานเพิ่มขึ้นถึง 30-40 ปี หมายความว่า เงินเก็บที่เคยคิดว่าเพียงพอ อาจไม่พออีกแล้ว และระบบสวัสดิการแบบเดิม ก็อาจรองรับชีวิตระยะยาวเช่นนี้ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรเริ่มมองว่า “อายุยืน” ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพอีกต่อไป แต่มันกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของสวัสดิการแรงงานโดยตรง เพราะเมื่อคนทำงานนานขึ้น ชีวิตของพวกเขาก็ต้องการสวัสดิการต่างๆ มากขึ้นตามไปด้วย

“แรงงานอายุยืนขึ้น” กลายเป็นโจทย์ใหม่ของโลกการทำงาน

คนวัยทำงานยุคใหม่ไม่ได้กังวลแค่เรื่องเงินเดือน หรือโบนัสประจำปี เหมือนในอดีตอีกแล้ว แต่เริ่มคิดไปไกลถึงคำถามว่า ถ้าต้องมีชีวิตอยู่ถึงอายุ 100 ปี พวกเขาจะดูแลตัวเองอย่างไร จะมีเงินพอใช้หรือไม่ และจะรับมือกับค่ารักษาพยาบาล ภาระครอบครัว หรือสุขภาพในระยะยาวได้อย่างไร

รายงาน State of the Workplace Financial Benefits ปี 2025 ของ Morgan Stanley สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน เมื่อพนักงานจำนวนมากเริ่มมองว่า “การวางแผนการเงินระยะยาว” คือหนึ่งในสวัสดิการที่สำคัญที่สุดของการทำงานยุคใหม่ 

โดยเฉพาะการเข้าถึงที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่พนักงานให้คุณค่ามากที่สุด มากกว่าสวัสดิการบางอย่างที่เคยเป็นจุดขายขององค์กรเสียอีก ..ที่น่าสนใจ คือ พนักงานถึง 9 ใน 10 คน ระบุว่า พวกเขาอยากอยู่กับองค์กรนานขึ้น หากบริษัทมีสวัสดิการที่ช่วยตอบโจทย์ชีวิตระยะยาวได้จริง

ในอนาคตโลกการทำงานรูปแบบใหม่ การเกษียณอาจกินเวลาหลายสิบปี ดังนั้น ผู้คนจะไม่ได้มองหางานที่ให้แค่ “รายได้ดี” เท่านั้น แต่กำลังมองหางานที่ช่วยให้พวกเขา “วางแผนชีวิตได้ดีขึ้น” ด้วย

หากมองลึกลงไปอีก ปัญหาสำคัญของการที่ "แรงงานมีอายุยืน" อาจไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือเรื่อง “สุขภาพ” แม้มนุษย์จะมีอายุยืนขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะใช้ชีวิตอย่างแข็งแรงไปจนถึงวันสุดท้ายเสมอไป

รายงานจาก Deloitte ระบุว่า ปัจจุบันคนอเมริกันใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีเฉลี่ยเพียงประมาณ 85% ของช่วงอายุทั้งหมดเท่านั้น นั่นหมายความว่า ช่วงปลายชีวิตจำนวนไม่น้อยอาจต้องอยู่กับโรคเรื้อรัง ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ หรือข้อจำกัดทางร่างกาย

หากไม่มีการดูแลที่เหมาะสม ช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้นก็อาจไม่ได้แปลว่า “คุณภาพชีวิตดีขึ้น” ตามไปด้วย สิ่งนี้ทำให้องค์กรต้องปรับมุมมองใหม่ในเรื่องสวัสดิการด้านสุขภาพของพนักงาน

ไม่ว่าจะเป็น สวัสดิการด้านสุขภาพจิต การป้องกันโรค การดูแลภาวะหมดไฟ หรือแม้แต่การสร้างสมดุลชีวิตการทำงาน ฯลฯ เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “ภาพลักษณ์องค์กรยุคใหม่” อีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Productivity และความสามารถในการทำงานระยะยาวของพนักงานโดยตรง

ยิ่งคนต้องทำงานยาวนานขึ้นเท่าไร องค์กรก็ยิ่งต้องคิดมากขึ้นว่า จะทำอย่างไรให้คนเหล่านั้นยังมีทั้งพลัง สุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีพอจะทำงานต่อไปได้จริง

ต่อไปบริษัทจะไม่แข่งกันเรื่องเงินเดือน แต่แข่งเรื่องสวัสดิการสุขภาพ

อีกประเด็นที่หลายองค์กรเริ่มมองข้ามไม่ได้ คือเรื่อง “การดูแลระยะยาว” และภาระการดูแลคนในครอบครัว ที่กำลังกลายเป็นความจริงของคนวัยทำงานจำนวนมาก ผลวิจัยในสหรัฐฯ พบว่า คนส่วนใหญ่ที่มีอายุเกิน 65 ปี จะต้องการการดูแลระยะยาวในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ประมาณ 20% อาจต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องนานเกิน 5 ปี ..ปัญหาคือ คนจำนวนมากยังไม่เคยวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนนี้เลย

ในอดีต หลายองค์กรอาจมองว่า เรื่องดูแลพ่อแม่สูงวัยหรือคนในครอบครัวเป็น “เรื่องส่วนตัว” ของพนักงาน แต่ในโลกที่ผู้คนอายุยืนขึ้น ภาระเหล่านี้กำลังเริ่มส่งผลต่อชีวิตการทำงานโดยตรงมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่อยู่ในสถานะ “Sandwich Generation” ที่ต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่ไปพร้อมกัน ขณะที่ตัวเองก็ยังต้องพยายามเก็บเงิน วางแผนเกษียณ และรักษาเสถียรภาพทางการเงินของตัวเองเอาไว้ด้วย

หลายบริษัทในต่างประเทศจึงเริ่ม "เพิ่มสวัสดิการ" ด้านการดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุ การช่วยหาบริการดูแลระยะยาว การมอบบริการให้คำปรึกษาด้านการเงินและการวางแผนชีวิตสำหรับพนักงานที่กำลังแบกรับภาระเหล่านี้ หรือแม้แต่การออกแบบระบบ “เกษียณแบบค่อยเป็นค่อยไป” แทนการหยุดทำงานทันทีเหมือนในอดีต

เพราะองค์กรเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความเครียดจากการดูแลครอบครัวไม่ได้หยุดอยู่แค่ “หลังเลิกงาน” แต่มันส่งผลต่อสมาธิ การตัดสินใจ ประสิทธิภาพการทำงาน และสุขภาพจิตของพนักงานโดยตรง

เมื่อโลกใหม่กำลังบอกเราว่า คำว่า “เกษียณ” อาจไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงานแบบถาวรอีกแล้ว ในอนาคต คนในวัย 70-80 ปีจำนวนมากอาจยังคงทำงานอยู่ บางคนอาจเปลี่ยนอาชีพช่วงบั้นปลายชีวิต บางคนอาจหาทำงานแบบพาร์ตไทม์ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า โลกก้าวสู่ยุคที่มนุษย์มีอายุยืนขึ้น และเกิดระบบชีวิตใหม่ที่เราไม่คุ้นเคย

ก่อนจะถึงวันที่ชีวิตเรายืนยาวไปถึง 100 ปี เราคงต้องเตรียมออกแบบชีวิต การทำงาน สุขภาพ และอนาคตของตัวเองให้พร้อม เพื่อให้เราไปถึงวันนั้นได้อย่างมั่นคงจริงๆ 

 

 

อ้างอิง: Fortune, PEW Research, MorganStanley, Morganstanley RetirementDeloitte