ในโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยคำพูดอย่าง “Work-life balance ไม่มีอยู่จริง” หรือ “ถ้าอยากประสบความสำเร็จ คุณต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา” ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยเลือกใช้ชีวิตแบบออนไลน์ 24 ชั่วโมง พร้อมตอบอีเมล ประชุม หรือแก้ปัญหาได้ทุกเมื่อ
แต่สำหรับ มาร์ก แรนดอล์ฟ (Marc Randolph) ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix เขากลับมี “กฎเหล็ก” ที่ทำต่อเนื่องมายาวนานกว่า 30 ปี นั่นคือ ทุกวันอังคาร เวลา 17.00 น. เขาจะลุกออกจากที่ทำงานทันที ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติอะไรในบริษัทก็ตาม
“ผมพยายามมาตลอดทั้งชีวิตการทำงาน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างชีวิตกับงานให้ได้เสมอ” แรนดอล์ฟเขียนไว้ในโพสต์เก่าบน LinkedIn ที่กลับมาเป็นไวรัลอีกครั้งบนโซเชียลมีเดีย
สู้งานหนักให้กายใจไม่พัง “ล็อกเวลาว่างทุกเย็นวันอังคารมา 30 ปี”
ตลอดเวลากว่า 30 ปี เขามีกรอบกำหนดเวลาพักผ่อนชัดเจนที่ไม่มีข้อยกเว้น ในทุกๆ คืนวันอังคาร เขาเล่าว่า “ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก ผมจะเลิกงานตรงเวลา 5 โมงเย็น แล้วใช้เวลาช่วงค่ำกับเพื่อนสนิทของผม เราจะไปดูหนัง กินข้าว หรือไม่ก็เดินเล่นดูร้านค้าด้วยกัน”
สิ่งที่น่าสนใจคือ เขายึดกฎนี้ไว้ได้ แม้ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งซีอีโอของ Netflix นานถึง 7 ปี และยังต้องบริหารบริษัทบันเทิงระดับโลกมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์
ในยุคที่ผู้ก่อตั้งบริษัทและซีอีอมักถูกคาดหวังให้ “พร้อมทำงานตลอดเวลา” ไม่ว่าจะเป็นประชุมดึกๆ กับลูกค้าต่างประเทศ หรือรับมือเหตุฉุกเฉินทางธุรกิจ แรนดอล์ฟกลับเลือกตั้ง “ขอบเขต” ให้ชีวิตส่วนตัวของเขาเองอย่างชัดเจน เพื่อรักษาสุขภาพจิตและสติของตัวเองไว้
เขาย้ำชัดว่า ช่วงเวลาพักผ่อนดังกล่าวต้องถูกกำหนดไว้ในตารางอย่างเคร่งครัด และบอกว่า..
“จะต้องไม่มีอะไรเข้ามาขวางเวลานั้นได้ ไม่มีการประชุม ไม่มีโทรคอนเฟอเรนซ์ ไม่มีคำถามด่วนหรือคำขอเร่งด่วนอะไรทั้งนั้น ถ้าคุณอยากคุยกับผมตอน 4 โมง 55 นาทีของวันอังคาร คุณต้องคุยระหว่างที่ผมเดินไปที่ลานจอดรถแล้ว เพราะถ้ามีวิกฤติอะไรเกิดขึ้น เราจะต้องจัดการให้เสร็จก่อน 5 โมงเย็น”
ก่อนทิ้งท้ายว่า “คืนวันอังคารเหล่านั้น เป็นช่วงเวลาที่ดึงผมกลับมาอยู่กับชีวิตตัวเองอีกครั้ง ทำให้ผมมีระยะห่างจากงาน และมองงานทั้งหมดได้อย่างถูกที่ถูกทางมากขึ้น”
ซีอีโอบางคนเห็นต่างไป หากอยากประสบความสำเร็จ ต้องยอมทุ่มเวลาสุดตัว
แนวคิดของแรนดอล์ฟอาจฟังดูสวนทางกับวัฒนธรรมการทำงานของผู้บริหารสายเทคในปัจจุบัน เพราะมีซีอีโอจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่า หากอยากสร้างบริษัทระดับโลก ก็ต้องยอมแลกกับชีวิตส่วนตัว เพราะมองว่า “ความสำเร็จระดับใหญ่” ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ถ้ายังอยากบาลานซ์ชีวิตกับการทำงาน
ลูซี กัว (Lucy Guo) ผู้ร่วมก่อตั้ง Scale AI เคยให้สัมภาษณ์กับ Fortune ว่า เธอมักเริ่มทำงานตั้งแต่ 05.30 น. และทำต่อไปจนถึงเที่ยงคืนแทบทุกวัน
ด้วยสัดส่วนหุ้น 5% ในบริษัท AI มูลค่า 29,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้เธอกลายเป็นมหาเศรษฐีที่สร้างตัวเองได้ตั้งแต่อายุเพียง 30 ปี และเธอก็มองว่า ความทุ่มเทระดับสุดโต่งคือ ส่วนหนึ่งของความสำเร็จนั้น
“ฉันอาจไม่มี work-life balance ก็ได้” กัวกล่าว พร้อมเสริมว่า คนที่ไล่หาสมดุลชีวิตกับงาน อาจกำลังอยู่ผิดสายอาชีพ เธอบอกอีกว่า “สำหรับฉัน งานไม่ได้รู้สึกเหมือนงาน ฉันรักสิ่งที่ทำ... ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องการ Work-life Balance มากๆ บางทีคุณอาจไม่ได้อยู่ในงานที่เหมาะกับตัวเอง”
ในทิศทางเดียวกัน แอนดรูว์ เฟลด์แมน (Andrew Feldman) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Cerebras บริษัทชิป AI มูลค่า 8,100 ล้านดอลลาร์ ก็มีมุมมองไม่ต่างกัน โดยเขามองว่า การทำงาน 9 โมงถึง 5 โมงเย็นอาจทำให้มี “ชีวิตที่ดี” ได้ แต่ถ้าอยากสร้างบริษัทระดับยูนิคอร์น หรือผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนโลก ตารางชีวิตแบบนั้นอาจไม่เพียงพอ
“แนวคิดที่ว่า คุณจะสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้ ด้วยการทำงานแค่ 38 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และยังมี work-life balance ไปพร้อมกัน สำหรับผมมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย การสร้างบางสิ่งจากศูนย์ให้กลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ มันไม่ใช่งานพาร์ตไทม์ ไม่ใช่การทำงาน 30, 40 หรือ 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่มันคือทุกนาทีที่คุณยังตื่นอยู่ และแน่นอนว่า มันต้องแลกมาด้วยบางอย่าง”
ผู้บริหารอีกกลุ่ม เตือนว่า “ทำงานหนักไม่พัก” ไม่ใช่คำตอบเสมอไป
แม้วัฒนธรรม “การทำงานไม่หยุด” จะถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของคนทะเยอทะยานในโลกธุรกิจ แต่ผู้บริหารอีกจำนวนหนึ่งกลับเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า การละเลยชีวิตส่วนตัวอาจไม่คุ้มกับสุขภาพหรือความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดที่อาจเสียไปในระยะยาว
หนึ่งในผู้บริหารที่เชื่อในเรื่องสมดุลชีวิตอย่างมาก คือ เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ซีอีโอของ JPMorgan Chase เคยพูดกับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ว่า คนทำงานรุ่นใหม่จำเป็นต้องมี Work-life Balance เพื่อดูแลทั้งความสัมพันธ์ สุขภาพ และคุณภาพชีวิต
“คุณต้องมีสมดุลระหว่างงานกับชีวิต สิ่งที่เราบอกพนักงานที่ JPMorgan คือ คุณต้องดูแลทั้งจิตใจ ร่างกาย จิตวิญญาณ เพื่อน ความสัมพันธ์ และสุขภาพของตัวเองให้ดีจริงๆ” เขากล่าว
เช่นเดียวกับ เจสัน บูเชล (Jason Buechel) ซีอีโอของ Whole Foods Market ที่แม้จะมีประชุมวันละไม่ต่ำกว่า 10 นัด และต้องเดินทางทำงานตลอดเวลา แต่เขายืนยันว่าจะใช้วันลาพักร้อนของตัวเองจนหมดทุกปี
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังปรับนโยบายภายในบริษัท เพื่อบังคับให้พนักงานใช้วันหยุดของตัวเองจริง ๆ ด้วยการจำกัดจำนวนชั่วโมงวันลาที่สามารถสะสมได้ บูเชล บอกว่า วิธีนี้ช่วยผลักดันให้คนในองค์กร “ยอมหยุดงานไปพักผ่อน” มากขึ้น และนำไปสู่ work-life balance ที่ดีขึ้นในระยะยาว
“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือ การทำตัวเองให้เป็นตัวอย่าง”
สุดท้ายแล้ว บางครั้งสิ่งที่ทำให้วัยทำงานก้าวหน้าไปได้ไกลหรือ ประสบความสำเร็จในอาชีพ อาจไม่ใช่การทำงานหนักตลอดเวลา แต่เป็นการรู้ว่า “เมื่อไรควรหยุด” เพื่อไม่ให้ชีวิตทั้งชีวิตเหลือแค่งานเพียงอย่างเดียว ..สำหรับบางคนการไม่ปล่อยให้งานกลืนชีวิตทั้งหมด ก็อาจเป็นอีกนิยามของความสำเร็จได้เหมือนกัน
อ้างอิง: Fortune, Linkedin MarcRandolph, Jamie Dimon

