วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

Work Life Balance มีจริงไหม? ออกแบบอย่างไร ให้เหมาะกับชีวิต

ผู้ที่ทำงานตั้งแต่ 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าผู้ที่ทำงาน 35-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ประมาณ 35%

ปี 2021 องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เผยแพร่ผลการประเมินภาระโรคจากการทำงานเป็นเวลานาน โดยพบว่า ผู้ที่ทำงานตั้งแต่ 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าผู้ที่ทำงาน 35-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ประมาณ 35% และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดสูงกว่าประมาณ 17%

ปี 2016 มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 745,000 คนจากโรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมองที่สัมพันธ์กับการทำงานเป็นเวลานาน แสดงให้เห็นว่าชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม การวางแผนทำงานหนักเพื่อให้ประสบความสำเร็จ แล้วจึงค่อยพักผ่อนในภายหลัง จึงอาจไม่ใช่แนวทางที่ปลอดภัยต่อสุขภาพเสมอไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

สมการชีวิต 2 จังหวะ หนุ่มสาวต้อง 'เหยียบคันเร่ง' ให้สุดแรง?

เงินเดือน-WLB ดึงดูดพนักงาน องค์กรปรับใช้AI สร้างความก้าวหน้า

การนอนหลับไม่ใช่สิ่งที่เลื่อนออกไปได้ไม่จำกัด

American Academy of Sleep Medicine และ Sleep Research Society แนะนำให้ผู้ใหญ่นอนหลับอย่างน้อยเจ็ดชั่วโมงต่อคืนเป็นประจำ เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดี

การนอนน้อยกว่าเจ็ดชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอมีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพหลายด้าน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และความผิดพลาดในการทำงานที่เพิ่มขึ้น หากการทำงานให้บรรลุเป้าหมายจำเป็นต้องแลกกับการอดนอนทุกคืน อาจสะท้อนว่าภาระงานกำลังเกินทรัพยากรและความสามารถในการฟื้นตัวของร่างกายนะคะ 

ออกแบบ Work-Life Balance ให้เหมาะกับช่วงชีวิต

ความสำคัญของงานและชีวิตส่วนตัวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเป้าหมายและภาระรับผิดชอบในแต่ละช่วง วัยเริ่มทำงานอาจให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และสร้างความมั่นคงทางการเงิน ผู้ที่กำลังสร้างธุรกิจอาจต้องรับผิดชอบงานจำนวนมาก ส่วนผู้ที่ผ่านช่วงสร้างฐานะมาแล้วอาจต้องการให้เวลากับสุขภาพ ครอบครัว และกิจกรรมที่สนใจมากขึ้น

ปัจจัยที่ควรพิจารณาร่วมกัน ได้แก่ สภาพสุขภาพ ลักษณะงาน ระยะเวลาที่ต้องรับภาระ และโอกาสในการพักฟื้น ในมุมมองของ Lifestyle Medicine การวางแผนชีวิตควรคำนึงถึงพฤติกรรมสุขภาพพื้นฐานควบคู่ไปกับเป้าหมายการทำงาน ทั้งการนอนหลับ กิจกรรมทางกาย อาหาร การจัดการความเครียด และความสัมพันธ์ทางสังคม

การสร้าง Work-Life Balance ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบริหารเวลาของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับระบบและสภาพแวดล้อมในการทำงานด้วย แนวทางด้านสุขภาพจิตในการทำงานของ WHO ปี 2022 ให้ความสำคัญกับการปรับสภาพแวดล้อมและระบบการทำงาน การสนับสนุนจากผู้บริหาร และมาตรการดูแลสุขภาพจิตของผู้ปฏิบัติงาน

องค์กร จึงมีบทบาทในการออกแบบภาระงาน เวลาทำงาน และสภาพแวดล้อมที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ขณะเดียวกัน ผู้ปฏิบัติงานควรประเมินว่าเป้าหมายการทำงานในปัจจุบันมีความเหมาะสมและยั่งยืนเพียงใด

ความสมดุลที่แท้จริง อาจต้องมองในระยะยาว

การทุ่มเทให้กับงานหรือการเรียนในบางช่วงไม่ใช่เรื่องผิด เช่นเดียวกับการลดเวลาทำงานเพื่อให้ความสำคัญกับสุขภาพและครอบครัวก็ไม่ได้หมายถึงการขาดความทะเยอทะยาน

สิ่งสำคัญคือการกำหนดขอบเขตของความทุ่มเท โดยไม่ปล่อยให้สุขภาพกลายเป็นต้นทุนที่ถูกใช้ไปอย่างไม่มีข้อจำกัด เพราะความสำเร็จทางการเงิน ตำแหน่งหน้าที่ หรือการเติบโตของธุรกิจ อาจไม่สามารถตอบโจทย์คุณภาพชีวิตได้ทั้งหมด หากในวันที่บรรลุเป้าหมายกลับไม่มีสุขภาพแข็งแรงเพียงพอที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ

Work-Life Balance เป็นการออกแบบชีวิตในระยะยาว เพื่อให้ความสำเร็จในวันนี้ไม่กลายเป็นสิ่งที่ทำให้สูญเสียโอกาสในการใช้ชีวิตในอนาคต สุขภาพดี ออกแบบได้ ไม่ต้องยาก