วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

'อักเสบเรื้อรัง' แบบไม่มีอาการ เลิก 5 พฤติกรรม ก่อนเสี่ยงมะเร็ง

โรคอักเสบเรื้อรัง” ที่อาจจะไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยไว้นาน อาจเพิ่มเสี่ยงมะเร็ง พร้อมแนะนำเลิก 5 พฤติกรรมเสี่ยง

KEY POINTS

  • เช็กตัวเอง หากรอบเอวเพิ่ม ทั้งที่น้ำหนักไม่ได้ขึ้นเยอะ  น้ำตาลเริ่มสูงทั้งที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน TG สูงขึ้น + HDL ลดลง hs-CRP สูงซ้ำ ๆ ความดันเริ่มสูง เหนื่อยง่าย ฟื้นช้า อาจเสี่ยงเป็น “โรคอักเสบเรื้อรัง” 
  • เลิก 5 พฤติกรรมเกิดโรคอักเสบเรื้อรัง ได้แก่ เลิกกินพลังงานเกิน จนพุงเพิ่มเรื่อยๆ เลิกกินหวานและคาร์บเกิน เลิกนั่งยาวทั้งวัน เลิกอดนอน แล้วใช้กาแฟประคอง และเลิกใช้บุหรี่ แอลกอฮอล์และอาหารแปรรูป
  • ปล่อยไว้นาน แม้ไม่มีอาการแต่อาจเสี่ยงโรคร้าย อย่าง กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ตับอักเสบ กรดไหลย้อนเรื้อรัง และมะเร็งตับอ่อน

หลายคนมักเข้าใจว่าเมื่อเป็น “โรคอักเสบเรื้อรัง” จะต้องมีอาการปวด บวม แดง หรือมีไข้ แต่ในความเป็นจริง บางนอาจใช้ชีวิตปกติ ไม่รู้สึกว่าป่วยอะไรเลยก็เป็นได้ ทว่าข้างในอาจมี chronic low-grade inflammation ที่ค่อยๆเดินคู่กับพุง น้ำตาล ไขมัน และความเสี่ยงหลอดเลือดแบบเงียบ ๆ เพราะฉะนั้นถ้ าไม่มีอาการต้องดู “ภาพรวม” มากกว่ารอสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน

นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ หรือ “หมอเจด” รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เจ้าของเพจ “สุขภาพดีกับหมอเจด” โพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับ “โรคอักเสบเรื้อรัง” ที่อาจจะไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยไว้นาน อาจเพิ่มเสี่ยงมะเร็ง พร้อมแนะนำการลดพฤติกรรม ที่อาจทำให้เสี่ยงเกิดการอักเสบเรื้อรังได้ โดยระบุว่า

สิ่งที่ต้องสังเกตว่ามีความเสี่ยง “โรคอักเสบเรื้อรัง” ได้แก่

1.รอบเอวเพิ่ม ทั้งที่น้ำหนักไม่ได้ขึ้นเยอะ

อันนี้เป็นเบาะแสที่คนมักมองข้าม บางคนน้ำหนักขึ้นแค่ 2–3 กิโล แต่พุงกลับเพิ่มชัด โดยเฉพาะ visceral fatหรือไขมันที่สะสมรอบอวัยวะในช่องท้อง ไขมันชนิดนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่เก็บพลังงาน แต่มันสามารถหลั่งสารหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับ inflammatory signaling ได้ ถ้ารอบเอวเพิ่ม พร้อม TG สูง น้ำตาลเริ่มขยับ อันนี้ควรมองเป็น “ชุด” ไม่ใช่คิดว่าแค่อ้วนลงพุงธรรมดา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'ไขมันในเลือด'ไม่เลือกไซส์ ผอม-อ้วน เสี่ยงหมด แนะเช็ก 'CT Calcium Score'

ใช้ชีวิต ดูแลตัวเองอย่างไร? ให้ไม่เสี่ยง! 'โรคหลอดเลือดสมอง'

2.น้ำตาลเริ่มสูง ทั้งที่ยังไม่ถึงเบาหวาน

บางคน fasting glucose ยังไม่สูงมาก แต่ HbA1c เริ่มขยับขึ้นเรื่อย ๆ หรือหลังอาหาร น้ำตาลลงช้ากว่าเดิมภาพนี้ชวนคิดถึง insulin resistance  ภาวะนี้มักไปด้วยกันกับ visceral fat ,TG สูง ,HDL ต่ำ และ inflammatory signaling ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น น้ำตาลที่เริ่มแย่ อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณว่าระบบเมตาบอลิซึมกำลังเสียสมดุล

3.TG สูงขึ้น + HDL ลดลง

ถ้า TG เริ่มสูง แต่ HDL กลับลด โดยเฉพาะร่วมกับพุงใหญ่ และน้ำตาลเริ่มสูง อันนี้เป็นภาพที่เจอใน metabolic dysfunction บ่อย  ตับจะสร้าง VLDL มากขึ้น และการจัดการไขมันหลังอาหารอาจแย่ลง บางคนยังไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ผลเลือดเริ่มส่งสัญญาณก่อน นี่เป็นเหตุผลว่า เราไม่ควรรอให้ “มีอาการหัวใจ” ก่อนค่อยดูไขมัน

4.hs-CRP สูงซ้ำ ๆ อาจเป็นอีกเบาะแส

hs-CRP เป็นค่าที่ใช้ดู low-grade inflammation ได้ในบางบริบท ถ้าสูงอาจสัมพันธ์กับ inflammatory activity ที่มากขึ้น แต่ห้ามดูค่าครั้งเดียวแล้วฟันธง เพราะช่วงที่เป็นหวัด ติดเชื้อ มีแผล หรือเพิ่งออกกำลังหนัก hs-CRP ก็ขึ้นได้ ถ้าจะใช้ดู chronic inflammation ต้องแปลร่วมกับอาการ ปัจจัยเสี่ยง และบางครั้งต้องตรวจซ้ำตอนที่ร่างกายปกติ

5.ความดันเริ่มสูงขึ้น พร้อมกับพุงและน้ำตาล

ความดันสูงไม่ได้แปลว่า ร่างกายอักเสบเสมอไป แต่ถ้ามาพร้อมพุงใหญ่ น้ำตาลสูง TG สูง อันนี้มักสะท้อน metabolic health ที่เริ่มเสียสมดุลหลายระบบพร้อมกัน insulin resistance ระบบประสาท sympathetic การทำงานของหลอดเลือดและไต สามารถเชื่อมโยงกันได้ทั้งหมด ดังนั้น อย่าดูความดันเป็น “เลขอีกตัว” แยกจากผลเลือดอย่างเดียว

6.ตับเริ่มมีไขมัน แม้ค่าเอนไซม์ตับยังปกติ

อันนี้สำคัญ บางคนคิดว่า AST, ALT ปกติ = ตับไม่มีปัญหา จริง ๆ fatty liver สามารถมีได้ แม้เอนไซม์ตับไม่ได้สูงชัด โดยเฉพาะคนที่ พุงใหญ่ TG สูง น้ำตาลเริ่มสูง ไขมันพอกตับสัมพันธ์กับ insulin resistance และ metabolic inflammation ได้ ถ้ามีความเสี่ยง อาจต้องประเมินมากกว่าดู AST/ALT อย่างเดียว

7.เหนื่อยง่าย ฟื้นช้า ก็เป็นเบาะแสได้ แต่ไม่จำเพาะ

บางคนไม่ได้ป่วยชัด แต่รู้สึกว่าออกกำลังแล้วฟื้นช้ากว่าเดิม ปวดเมื่อยง่าย นอนครบแต่ยังไม่สด หรือสมองล้าง่ายขึ้น อาการแบบนี้ “เกิดร่วม” กับ chronic inflammation ได้ แต่ต้องย้ำว่าใช้วินิจฉัยไม่ได้ เพราะภาวะซีดไทรอยด์ การนอนพัง ความเครียด หรือโรคอื่นก็ทำให้เป็นแบบเดียวกันได้ ดังนั้น อย่าเห็นเพลียแล้วสรุปว่า“ร่างกายอักเสบแน่นอน”

แล้วถ้าอยากรู้ให้ชัด ควรดูอะไรบ้าง?

ให้ดูเป็นภาพรวม ทั้ง รอบเอว ,ความดัน  , fasting glucose / HbA1c ,TG / HDL และ hs-CRP ตามความเหมาะสม บางคนอาจต้องดูเพิ่ม ค่าไขมันอื่น ตับ ไต หรือ CBC ขึ้นกับอายุ โรคประจำตัว และปัจจัยเสี่ยง ส่วนการลด inflammatory load ยังเริ่มจากเรื่องพื้นฐานเหมือนเดิม ลด visceral fat , คุมน้ำตาล ,ขยับตัวให้มากขึ้น,นอนให้พอ ,ไม่สูบบุหรี่ และลดอาหารแปรรูปที่กินเป็นประจำ

อาหารที่ควรรับประทาน เพื่อลดอาการอักเสบ  คือ อาหารที่มี Omega-3 ,ผักผลไม้หลากสี และอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย ช่วยสนับสนุนสมดุลการอักเสบได้ ,Astaxanthin และ Vitamin C อาจช่วยเสริมในมุม oxidative stress ตามความเหมาะสม แต่ตัวช่วยพวกนี้ ไม่ควรเอามาแทนการแก้พุง น้ำตาล การนอน และพฤติกรรมหลัก

เลิก 5 พฤติกรรมกระตุ้นการอักเสบเรื้อรัง

นอกจากนั้น หากอยาก “ลดอาการอักเสบเรื้อรัง” ให้เริ่มจากเลิก 5 พฤติกรรมที่กระตุ้นร่างกายทุกวันก่อน ได้แก่

1.เลิกกินพลังงานเกิน จนพุงเพิ่มเรื่อย ๆ

อันนี้สำคัญมากครับ โดยเฉพาะ visceral fat หรือไขมันที่สะสมรอบอวัยวะในช่องท้อง

ไขมันชนิดนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่เก็บพลังงาน แต่สามารถหลั่งสารหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับ inflammatory signaling ได้ บางคน BMI ไม่ได้สูงมากแต่รอบเอวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภาพนี้ก็ยังสัมพันธ์กับ insulin resistance, TG สูง และ fatty liver ได้ ถ้าอยากลด inflammatory load การลดพุงจึงเป็นหนึ่งในจุดที่คุ้มที่สุด

2.เลิกกินหวานและคาร์บเกินแบบไม่รู้ตัว

ไม่ได้หมายความว่าต้องงดข้าว แต่ถ้ามีน้ำหวาน กาแฟหวาน ขนม ของหวาน และคาร์บเกินทั้งวัน น้ำตาลกับอินซูลินจะถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ โดยเฉพาะในคนที่มี insulin resistance อยู่แล้ว พอเป็นนาน ๆ มักเห็นภาพร่วมกันคือ พุงใหญ่ TG สูง HDL ต่ำ และ HbA1c เริ่มขยับ

สิ่งที่ควรลดก่อน คือ คาร์บที่กินง่ายแต่ให้พลังงานสูง โดยเฉพาะในรูปเครื่องดื่ม

3.เลิกนั่งยาวทั้งวัน ถึงจะมีออกกำลังกายก็ตาม

หลายคนบอกว่า “ผมออกกำลังนะ วันละ 45 นาที” ดีมาก แต่ถ้าอีก 10 ชั่วโมง นั่งแทบไม่ลุก metabolic health ก็ยังโดนกระทบได้ การนั่งนานมีความสัมพันธ์กับ การจัดการน้ำตาลและไขมันที่แย่ลง ดังนั้น นอกจากออกกำลัง ต้องเพิ่ม movement ระหว่างวันด้วย ลุกเดินทุกชั่วโมง หรือเดินหลังอาหาร 10–15 นาที ง่ายมาก แต่ถ้าทำทุกวัน ผลรวมไม่เล็ก

4.เลิกอดนอน แล้วใช้กาแฟประคองทุกวัน

นอน 5 ชั่วโมง ตื่นมาด้วยกาแฟ บ่ายหมดแรง เติมอีกแก้ว กลางคืนไม่ง่วง แล้วกลับไปนอนดึกเหมือนเดิม อันนี้เป็นวงจรที่เจอบ่อยมาก การนอนที่ไม่พอหรือไม่ต่อเนื่อง มีผลทั้งต่อ insulin sensitivity, sympathetic activity และระบบภูมิคุ้มกัน ยิ่งถ้ามี sleep apnea ร่วมด้วย ร่างกายอาจถูกกระตุ้นซ้ำตลอดคืน ถ้าอยากลดการอักเสบต้องให้ความสำคัญกับการนอนจริง ๆ ไม่ใช่แค่นับชั่วโมง แต่ต้องหลับต่อเนื่องและสม่ำเสมอด้วย

5.เลิกใช้บุหรี่ แอลกอฮอล์ และอาหารแปรรูปเป็น “ของประจำ”

บุหรี่เพิ่ม oxidative stress และทำร้ายเยื่อบุหลอดเลือดโดยตรง ส่วนแอลกอฮอล์ถ้าดื่มมาก มีผลทั้งต่อตับ TG และคุณภาพการนอน อาหารแปรรูปที่พลังงานสูง ไขมันอิ่มตัวสูง น้ำตาลสูง และไฟเบอร์ต่ำ ถ้ากินเป็นหลักทุกวัน ก็ยิ่งทำให้ภาพเมตาบอลิซึมแย่ลง ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตนี้ห้ามแตะของอร่อย แต่ต้องแยกให้ได้ว่า อะไรคือ “กินบ้าง” กับอะไรคือ “กินเป็นพื้นฐานทุกวัน”

ปล่อยไว้นาน เสี่ยงมะเร็ง ไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม โรคบางอย่างไม่ได้หยุดทำร้ายร่างกาย แค่เพราะเราไม่รู้สึกเจ็บแล้ว โดยเฉพาะการอักเสบเรื้อรังบางชนิด ที่ทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บและซ่อมแซมซ้ำ ๆ เป็นเวลาหลายปี บางโรคอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง ในอวัยวะที่อักเสบได้ด้วย ไม่ได้หมายความว่าเป็นแล้วต้องเป็นมะเร็ง แต่มี 5 โรคที่ผมไม่อยากให้ปล่อยผ่าน เพียงเพราะช่วงนี้รู้สึกสบายดี

1.กระเพาะอักเสบจากเชื้อ H. pylori — หายแสบท้อง แต่เชื้ออาจยังอยู่

บางคนแสบท้องเป็น ๆ หาย ๆ กินยาลดกรดไม่กี่วันก็ดีขึ้น เลยคิดว่าโรคกระเพาะหายแล้ว แต่ถ้าต้นเหตุเป็นเชื้อ H. pylori การกินยาลดกรดอย่างเดียวไม่ได้กำจัดเชื้อ เชื้อนี้อาจทำให้กระเพาะอักเสบเรื้อรัง และในบางคนทำให้เยื่อบุกระเพาะ เปลี่ยนแปลงไปจนเพิ่มความเสี่ยง มะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาว

ต้องทำยังไง ถ้าตรวจพบเชื้อ? ควรรับยากำจัดเชื้อให้ครบ และตรวจยืนยันว่ากำจัดเชื้อสำเร็จ ไม่ใช่ดูแค่ว่าอาการแสบท้องหายแล้วครับ

2.ลำไส้อักเสบเรื้อรัง — วันนี้ไม่ถ่ายเป็นเลือด ไม่ได้แปลว่าจบแล้ว!

บางคนมีช่วงที่ปวดท้อง ถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นเลือดบ่อยมาก แต่พออาการสงบก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ โรคอย่าง Ulcerative Colitis หรือ Crohn's Disease ที่มีการอักเสบ ของลำไส้ใหญ่ ไม่เหมือนลำไส้แปรปรวนนะครับ ถ้าลำไส้ใหญ่อักเสบต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคมาหลายปี ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจเพิ่มขึ้นได้

ต้องทำยังไง? กินยาควบคุมโรคตามแผนการรักษา และส่องกล้องติดตามตามความเสี่ยง แม้ช่วงนั้นจะถ่ายปกติแล้วก็ตามส่วนเรื่องอาหาร ถ้าโรคอยู่ในช่วงสงบ อาจเพิ่มใยอาหารละลายน้ำอย่างไซเลียม เพื่อช่วยดูแลการขับถ่ายตามความเหมาะสม ขณะที่ โพรไบโอติกบางสูตรอาจมีประโยชน์ในบางราย แต่หลักฐานยังไม่ชัดพอให้ใช้เป็นการรักษาหลัก โดยเฉพาะช่วงลำไส้อักเสบกำเริบรุนแรง หรือมีลำไส้ตีบ ไม่ควรเพิ่มไฟเบอร์เอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

3.ตับอักเสบจากไวรัส B และ C — ตับไม่เจ็บ ก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย!

ข้อนี้อยากให้คนที่มีไวรัสตับอักเสบ อ่านให้ดี บางคนรู้ว่าตัวเองเป็นไวรัสตับอักเสบบี ตั้งแต่ตรวจสุขภาพเมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่เคยมีอาการอะไรเลย กินได้ นอนได้ ทำงานได้ตามปกติ ก็เลยไม่ได้กลับไปตรวจติดตามอีกทั้งไวรัสตับอักเสบบีและซี เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการอักเสบ และความเสียหายของตับสะสม ที่สำคัญ ไวรัสตับอักเสบบี อาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับได้แม้ยังไม่เป็นตับแข็ง

ต้องทำยังไง? ตรวจติดตามตามแพทย์นัด รับยาต้านไวรัสเมื่อมีข้อบ่งชี้ และถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมะเร็งตับสูง ก็ควรได้รับการตรวจเฝ้าระวังสม่ำเสมอ ไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่รักษาให้กำจัดเชื้อได้ แต่หากมีตับแข็งแล้ว แม้กำจัดเชื้อสำเร็จก็ยังต้องเฝ้าระวังมะเร็งตับ

4.กรดไหลย้อนเรื้อรัง — บางคนไม่ได้จบแค่แสบร้อนกลางอก!

กินอิ่มแล้วแสบร้อนขึ้นมาถึงหน้าอก เรอบ่อย เปรี้ยวขึ้นคอ บางคนเป็นจนชินไปแล้ว กรดไหลย้อนส่วนใหญ่ไม่ได้กลายเป็นมะเร็ง อยากให้เข้าใจตรงนี้ก่อน แต่ในคนบางกลุ่มที่เป็นเรื้อรัง เยื่อบุหลอดอาหารอาจเปลี่ยนแปลง จนเกิดภาวะ Barrett's Esophagus ภาวะนี้สัมพันธ์กับความเสี่ยง มะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อมที่เพิ่มขึ้น

ต้องทำยังไง? ควบคุมกรดไหลย้อนให้เหมาะสม ลดน้ำหนักส่วนเกินหากมี และปรึกษาแพทย์เรื่องการส่องกล้อง เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงหรือข้อบ่งชี้ ไม่ใช่ว่าคนเป็นกรดไหลย้อนทุกคน ต้องรีบไปส่องกล้องนะครับ แต่ถ้ากลืนติด กลืนลำบากน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีเลือดออกทางเดินอาหาร ไม่ควรซื้อยากินเองแล้วรอดูอาการ

5.ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง — ปวดท้องซ้ำ ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ควรชิน!

บางคนปวดท้องบริเวณลิ้นปี่บ่อย ๆ บางครั้งปวดร้าวไปหลัง พออาการดีขึ้นก็คิดว่าเดี๋ยวคงหายเอง แต่ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ไม่ใช่แค่อาการปวดท้องธรรมดา เพราะตับอ่อนอาจเกิดความเสียหายสะสม จนมีพังผืดและทำงานได้น้อยลง บางคนเริ่มถ่ายเป็นมัน น้ำหนักลด หรือเป็นเบาหวานตามมา และโรคนี้ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยง มะเร็งตับอ่อนที่เพิ่มขึ้นด้วย

ต้องทำยังไง? รักษาและติดตามกับแพทย์สม่ำเสมอ งดแอลกอฮอล์ เลิกบุหรี่ และดูแลปัญหาการย่อยอาหารหรือน้ำตาลที่เกิดร่วมด้วย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง จะต้องตรวจคัดกรองมะเร็งตับอ่อนเป็นประจำ เพราะต้องพิจารณาความเสี่ยงเป็นรายบุคคล แล้วจะลดความเสี่ยงจากโรคอักเสบเรื้อรังได้ยังไง?

อยากให้จำไว้ว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ทำให้อาการหาย แต่ต้องดูแลโรคที่เป็นต้นเหตุ

• รักษาต้นเหตุให้ถูก — ถ้าเกิดจากเชื้อโรค ต้องรักษาเชื้อ ถ้าเป็นโรคอักเสบเรื้อรัง ก็ต้องควบคุมโรคตามแผนแพทย์

• อย่าขาดการติดตาม — บางโรคต้องตรวจเลือด ส่องกล้อง หรือเฝ้าระวังมะเร็งตามความเสี่ยง แม้ช่วงนั้นไม่มีอาการ

• เลิกบุหรี่และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ — ช่วยลดปัจจัยที่ทำให้หลายโรคแย่ลง และลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด

• ดูแลน้ำหนักและอาหาร — เน้นอาหารหลากหลาย ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อดูแลสุขภาพโดยรวม

การอักเสบไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นมะเร็งทุกคน และโรคทั้ง 5 อย่างก็มีความเสี่ยงไม่เท่ากัน แต่ถ้ารู้ว่าตัวเองมีโรคอักเสบเรื้อรังอยู่แล้ว อย่าดูแค่ว่าวันนี้ยังปวด ยังแสบ หรือยังมีอาการผิดปกติอยู่หรือเปล่า เพราะบางโรคอาจดำเนินต่อได้ แม้เราจะรู้สึกสบายดี สิ่งที่ผมอยากให้ทำคือ รักษาต้นเหตุให้เหมาะสม และติดตามโรคตามที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ต้องใช้ชีวิตด้วยความกลัวมะเร็ง แต่ไม่ควรปล่อยให้โรคที่เรารู้ว่ามีอยู่แล้ว ถูกลืมไปเพียงเพราะอาการสงบลง

อ้างอิง: สุขภาพดีกับหมอเจด