วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ไขมันในเลือด'ไม่เลือกไซส์ ผอม-อ้วน เสี่ยงหมด แนะเช็ก 'CT Calcium Score'

หลายคนอาจจะมองสุขภาพจาก “รูปร่าง หรือหุ่น” หาก “ผอม” ก็มักจะบอกว่าสุขภาพดี รูปร่างดี และหาก “อ้วน” จะถูกตีตราว่าเสี่ยงโรคต่างๆ ซึ่ง “ความอ้วน” นั่นย่อมก่อให้เกิดโรคมากมายได้จริง แต่ใช่ว่า “คนที่มีรูปร่างผอม” จะไม่เป็นโรค อย่าง นางเอกสาวสวยชื่อดัง หุ่นเป๊ะ “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” ได้ออกมาเตือนทุกคน ว่าอย่างชะล่าใจ เมื่อผลตรวจสุขภาพประจำปี พบว่าระดับ “ไขมันเลว” (LDL) ในร่างกายพุ่งสูงจนเกือบเข้าขั้นต้องใช้ยารักษา แต่เนื่องจากอายุยังน้อย แพทย์จึงแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตและการกินก่อนเป็นอันดับแรก  พร้อมแนะนำให้หาเวลาตรวจเช็กระบบหลอดเลือด หรือทำ MRI สแกนหินปูนเกาะเส้นเลือดคอร่วมด้วย

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจว่า การที่เราบอกว่าคนๆหนึ่งมีรูปร่างสวยเพรียว หรือ ผอมนั้น เรามองจากรูปลักษณ์ภายนอก และประเมินด้วยสายตาว่าคนๆ นั้นมีไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังในส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่มาก แต่ไขมันในเลือด เป็นส่วนของไขมันที่ละลายอยู่ในกระแสเลือด เป็นคนละส่วนกับไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ฉะนั้น คนอ้วน จึงไม่จำเป็นต้องมีไขมันในเลือดสูงเสมอไป และ คนผอมก็อาจจะมีไขมันในเลือดสูง ได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

กินน้อย ผอม แต่ไตรกลีเซอไรด์พุ่ง เปิดสูตรลดไตรกลีเซอไรด์ ลดโรค

‘สโตรกเงียบ’ เส้นเลือดตีบ อาการอาจแสดงไม่ชัด ไม่รู้ว่าเสี่ยง แต่มี 'รอยโรค'

ไขมันในร่างกายประกอบอะไรบ้าง

รศ.ดร.ภก.ศุภโชค มั่งมูล ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าไขมันในร่างกายของคนเรา ประกอบด้วยไขมันในหลอดเลือด ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง และไขมันในช่องท้อง  ซึ่งไขมันเหล่านี้มาจาก 2 แหล่งด้วยกัน คือ จากอาหารที่บริโภคและ จากการที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเอง ไขมันจะถูกนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงาน นำไปสร้างฮอร์โมน นำไปสร้างน้ำดีเพื่อช่วยในการดูดซึมอาหารไขมัน และ ใช้เป็นส่วนประกอบในการสร้างเนื้อเยื่อของเซลล์

“ไขมันในเลือด” อยู่ในรูปไลโปโปรตีน คือ เป็นสารประกอบของไขมันและโปรตีน ซึ่งไลโปโปรตีนที่อยู่ในเลือดสามารถผสมเข้ากันกับส่วนประกอบต่างๆของเลือดได้ ส่วนของไขมันไลโปโปรตีนมีทั้งที่เป็น คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟลิปิด และ กรดไขมันอิสระ

ไขมันแต่ละชนิดมีหน้าที่ต่างๆกัน คือ

  • คอเลสเตอรอล เป็นไขมันที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ และได้รับจากอาหารที่รับประทาน ไขมันชนิดนี้เป็นสารตั้งต้นที่นำไปสร้างน้ำดี เพื่อช่วยในการดูดซึมอาหารไขมันและใช้สร้างฮอร์โมนบางชนิด
  • ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้และได้จากอาหารที่รับประทานเข้าไปโดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง หรืออาหารที่มีรสหวาน ไขมันชนิดนี้เป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายสะสมไว้ใช้
  • ฟอสโฟลิปิด เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์
  • กรดไขมันอิสระ เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย

'ไขมันในเลือด'ไม่เลือกไซส์ ผอม-อ้วน เสี่ยงหมด แนะเช็ก 'CT Calcium Score'

ไลโปโปรตีนแบ่งตามความหนาแน่นของโมเลกุลได้เป็นหลายชนิด แต่ที่เรารู้จักกันดี คือ

  • แอลดีแอล (Low density lipoprotein – LDL)

เป็น ไลโปโปรตีนที่มีคอเลสเตอรอลประกอบอยู่ถึง 60% ไลโปโปรตีนชนิดนี้จึงมีหน้าที่นำเอาคอเลสเตอรอลไปยังเซลล์ที่ต้องการใช้คอเลสเตอรอล แต่หากมีไขมันชนิดนี้ในเลือดสูงจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และหากมีโรคเบาหวานหรือมีโรคหัวใจร่วมด้วยความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้น

  • วีแอลดีแอล (Very low density lipoprotein – VLDL)

เป็น ไลโปโปรตีนที่สร้างจากตับประกอบด้วยไตรกลีเซอไรด์ 45-60% จึงมีหน้าที่นำไตรกลีเซอไรด์ไปเนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานโดยเอมซัยม์ LPL จะสลาย ไตรกลีเซอไรด์ใน VLDL ให้เป็นกรดไขมันอิสระที่พร้อมจะถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย ภาวะ VLDL ในเลือดสูงก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเช่นกัน

  • เอชดีแอล (High density lipoprotein – HDL)

เป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย มีหน้าที่นำคอเลสเตอรอลที่สะสมตามผนังหลอดเลือดหรือที่เนื้อเยื่ออื่นๆไปทำลายที่ตับ ดังนั้น ถ้าระดับ HDL ในเลือดสูง จะทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง การออกกำลังกายทำให้ค่า HDL ในเลือดเพิ่มมากขึ้นได้

จะเห็นได้ว่าร่างกายมีทั้งกระบวนการสร้างและย่อยสลายไขมัน ตลอดจนกระบวนการนำไขมันที่สะสมในบริเวณที่ไม่สมควรกลับเข้าสู่ตับ แต่ภาวะไขมันในเลือดสูงก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้

"ภาวะไขมันในเลือดสูง" ไม่ได้เกี่ยวกับคนอ้วน-คนผอม

ปัจจุบัน “ภาวะไขมันในเลือดสูง” จัดเป็นหนึ่งภาวะของกลุ่มอาการอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome ซึ่งประกอบด้วย ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และ ภาวะไขมันในเลือดสูง)  ฉะนั้น คนอ้วน (สตรีที่มีเส้นรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ80 เซนตเมตร และผู้ชายที่มีเส้นรอบเอวมากกวาหรือ เท่ากับ 90เซนติเมตร) ก็น่าจะมีโอกาสเกิดภาวะไขมันในเลือดสูงได้มากกว่า

ทั้งนี้ เพราะไขมันในช่องท้องจะทำให้เกิดกลไกการเผาผลาญน้ำตาลที่ผิดปกติมากกว่าไขมันที่กระจายอยู่บริเวณอื่นในร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น และเมื่อเป็นโรคเบาหวานก็จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูงและภาวะไขมันในเลือดสูงด้วย

  • “ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง”

เกิดจากการสะสมของน้ำตาลที่แปรสภาพเป็นไขมัน แล้วไปเกาะอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย หรือที่เห็นเป็นชั้นหนา ๆของไขมันบริเวณหน้าท้องนั่นเอง ไขมันชั้นนี้ไม่ส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงมากนัก เพราะเป็นไขมันที่สามารถกำจัดได้ง่ายกว่าไขมันในส่วนอื่น

  • “ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat)”

เป็นไขมันใต้ชั้นผิวหนังเช่นกัน เกิดจากการสะสมตัวของสารอาหารประเภทไขมันในอาหารที่ร่างกายเผาผลาญเป็นพลังงานไม่หมด ทำให้ไปเกาะอยู่ตามบริเวณระหว่างกล้ามเนื้อท้องกับอวัยวะภายในช่องท้องในลักษณะแทรกตัวอยู่ตามเนื้อเยื่อของเซลล์ต่าง ๆ ฉะนั้นเมื่อมองจากภายนอกแล้วเห็นเป็นหน้าท้องยื่นออกมา แต่ถ้าหากลองอัลตร้าซาวด์ดูจะพบว่าอวัยวะภายในถูกห่อหุ้มไว้ด้วยถุงไขมันสีเหลือง ไขมันในช่องท้องเป็นไขมันที่อันตรายมากเมื่อเทียบกับไขมันบริเวณอื่นของร่างกาย เพราะไขมันชนิดนี้จะสลายตัวเป็นกรดไขมันอิสระ สามารถละลายเข้าสู่กระแสเลือดไปสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ ดังเช่นการไปสะสมที่ตับจนเกิดภาวะไขมันพอกตับ เป็นต้น

นอกจากนี้ไขมันในช่องท้อง ยังเผาผลาญออกให้หมดยากกว่าไขมันในบริเวณอื่นด้วย ผลเสียที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งคือกรดไขมันอิสระในกระแสเลือดที่เพิ่มขึ้นจะไปยับยั้งกระบวนการเผาผลาญของกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ความดันโลหิตสูง

จากชนิดต่างๆของไขมันจะเห็นได้ว่า การที่จะบอกว่าคนๆหนึ่งผอมหรืออ้วน ประเมินจากการสะสมของไขมันใต้ชั้นผิวหนัง และไขมันในช่องท้อง แต่การจะบอกว่าคนๆหนึ่งมีไขมันในเลือดสูงหรือไม่นั้น ไม่สามารถประเมินด้วยตาเปล่า ต้องรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงจะทราบว่ามีไขมันในเลือดสูงหรือไม่  นั่นคือ คนผอม หุ่นดีก็มีภาวะไขมันในเลือดสูงได้เช่นกัน

กลไกการเกิดไขมันในเลือดได้ทุกหุ่น

ด้าน ผศ.พญ. นิพาวรรณ ไวศยะนันท์ อาจารย์หน่วยระบบต่อมไร้ท่อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายเพิ่มเติมถึง “กลไกการเกิดไขมันในเลือด” ว่า หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ไขมันในเลือดที่สูงมากจากอาหาร ต้องอดอาหารถึงจะทำให้ไขมันในเลือดลดลง แต่แท้จริงแล้ว ถึงแม้จะอดอาหาร ไขมันในเลือดก็ไม่สามารถหายไปได้ เพราะไขมันในเลือดทั้งคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ส่วนมากมาจากการสร้างขึ้นในร่างกายเอง โดยตับ ส่วนน้อยมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป จากนั้นไขมันจะถูกลำเลียงไปตามกระแสเลือดในรูปแบบของไลโปโปรตีนชนิดต่างๆ ไปยังอวัยวะปลายทางเพื่อใช้ประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ใช้เป็นพลังงาน ใช้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์ต่างๆ หรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

คอเลสเตอรอลถูกนำไปสร้างฮอร์โมนหลายชนิด เช่น ฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน จากต่อมหมวกไต ซึ่งทำหน้าที่ต้านการอักเสบ กดภูมิคุ้มกัน ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ เป็นต้น ส่วนไขมันในเลือดที่เหลือจะถูกขนส่งกลับมายังตับโดยกระบวนการต่างๆ วนเวียนเช่นนี้ไป

ดังนั้น คอเลสเตอรอลจากอาหารทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยน้อยมาก เมื่อเทียบกับการสร้างเองจากตับ

สาเหตุของไขมันในเลือดสูง

  • กรรมพันธุ์
  • อายุที่เพิ่มขึ้น
  • เพศชาย 
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น อาหารที่รับประทานจะเป็นของทอด ของมัน เนื้อสัตว์แปรรูป หรือเบเกอรีมากขึ้น วิถีชีวิตยุคใหม่ ที่นั่งทำงานมากขึ้น ออกกำลังกายน้อยลง
  • โรคประจำตัวบางอย่าง ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น เช่น กลุ่มโรคไต ชนิดเนฟโฟรติก (nephrotic syndrome) ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ โรคที่ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวานที่คุมไม่ได้ เป็นต้น
  • ยารักษาโรคบางอย่าง เช่น ยาต้านการอักเสบ กลุ่มสเตียรอยด์ จะทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอลสูงขึ้น

การวินิจฉัยวัดระดับไขมันในเลือด

ทำได้โดยการเจาะเลือด เพื่อตรวจวัดระดับไขมันในเลือดชนิดต่างๆ ดังนี้

  • คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol)
  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
  • ไขมันในเลือดชนิดดี (HDL)
  • ไขมันในเลือดชนิดไม่ดี (LDL)
  • ไขมันในเลือดชนิดอื่นๆ เช่น VLDL Chylomicron ซึ่งเป็นไขมันตัวกลาง

ไขมันในเลือดที่มีหลักฐานทางการแพทย์ว่าสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและ หลอดเลือดสมองสูงขึ้น ได้แก่

  • คอเลสเตอรอลรวม
  • ไขมันในเลือดชนิดไม่ดี (LDL)
  • ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)

ซึ่งตัวที่มีความสัมพันธ์ชัดเจนต่อการเกิดโรคมากที่สุด คือไขมัน LDL ส่วนไขมัน HDL จะเป็นไขมันดีที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน

ระดับปกติของไขมันแต่ละชนิดต้องเท่าใด

**ไขมันดี (HDL) : ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนและนำคอเลสเตอรอลจาก LDL ในกระแสเลือดกลับไปทำลายที่ตับ ดังนั้น ถ้าระดับ HDL ในเลือดสูง จะทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดตีบตันน้อยลง การเพิ่มระดับ HDL ทำได้โดยการออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ และกรรมพันธุ์

"ระดับ HDL ปกติในเลือด ผู้ชายมากกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ผู้หญิงมากกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร"

**ไขมันชนิดไม่ดี (LDL) : ไขมัน LDL มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นคอเลสเตอรอล ดังนั้น หากมีไขมันชนิดนี้ในเลือดสูง จะมีโอกาสแทรกซึมไปเกาะผนังหลอดเลือดเรียกว่า Plaque หรือก้อนไขมันในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง เปรียบเหมือนท่อน้ำที่มีตะกอนเกาะบริเวณผนัง จึงเป็นความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตันในที่สุด ยิ่งเป็นไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ที่มีขนาดเล็กซึ่งพบในผู้ที่เป็นเบาหวาน ไขมัน LDL จะสามารถแทรกซึมเข้าไปในผนังของหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น ความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดตีบตันก็จะสูงมากขึ้น

นอกจากนี้ หากมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น มีความดันโลหิตสูง จะทำให้เกิดแรงดันจนตะกอนหรือก้อนไขมันในผนังหลอดเลือดแตก และกลายเป็นลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลัน หากเกิดที่หลอดเลือดหัวใจ จะมีอาการเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หัวใจวายเฉียบพลัน บางรายอาจเสียชีวิตทันที และหากเกิดบริเวณหลอดเลือดสมอง จะเกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงด้านใดด้านหนึ่ง เป็นต้น

"ระดับ LDL ปกติในเลือดไม่ควรเกิน 160 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในคนปกติ และไม่ควรเกิน 100-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในผู้ที่มีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดตีบตันอื่นๆ ร่วมด้วย ส่วนผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองตีบแล้วควรมีระดับ LDL ไม่เกิน 55-70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร"

ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) : มักถูกใช้และสะสมเป็นพลังงานสำรองของร่างกาย มีหลักฐานทางการแพทย์ว่ามีความสัมพันธ์อยู่บ้างกับโรคหลอดเลือดตีบตัน อย่างไรก็ตาม ถ้าระดับสูงมาก เช่น มากกว่า 500-1,000 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะส่งผลแทรกซ้อนให้เกิดภาวะตับอ่อนอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

"ระดับ Triglyceride ปกติในเลือดไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในคนปกติที่งดอาหารก่อนเจาะเลือดอย่างน้อย 12 ชั่วโมง การลดระดับ Triglyceride ทำได้โดยการออกกำลังกาย ลดอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง ลดน้ำหนัก งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์"

ตรวจ “CT Calcium Score” เช็กไขมันในหลอดเลือด

นพ. ภาณุเมศ  ศรีสว่าง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ผ่านเพจ “Sriphat Medical Center, Chiang Mai” ว่า “ออกกำลังกายประจำ กินอาหารคลีน แต่ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงหัวใจวาย?" คำถามนี้สร้างความตกใจให้เราบ่อย ๆ ตามหน้าข่าว ในฐานะหมออยากบอกว่าความแข็งแรงภายนอกอาจไม่ได้บอกถึงความสะอาดของหลอดเลือดภายในเสมอไป วันนี้หมอเลยอยากพาทุกคนมาทำความรู้จักกับตัวช่วยอัจฉริยะอย่าง "CT Calcium Score" ที่จะช่วยให้เรามองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ ก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

"CT Calcium Score"  คือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูงเพื่อตรวจหา "คราบหินปูน" (Calcium) ที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดแดงหัวใจ ปกติแล้วหินปูนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ดี ๆ ก็เกิดขึ้นมา แต่มันคือซากที่เหลือจากกระบวนการอักเสบและการสะสมของไขมันในหลอดเลือดมาอย่างยาวนาน ยิ่งมีหินปูนมาก ก็ยิ่งสะท้อนว่ามีคราบไขมันสะสมอยู่มาก ซึ่งเสี่ยงต่อการอุดตันจนทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้นั่นเอง

ทำไมถึงสำคัญสำหรับคน "ไม่มีอาการ"?

ความน่ากลัวของโรคหลอดเลือดหัวใจคือ "ความเงียบ"

  • ตรวจสุขภาพทั่วไป: การตรวจ EKG หรือวิ่งสายพาน อาจให้ผลปกติได้หากหลอดเลือดไทยังไม่ตีบเกิน 70%
  • CT Calcium Score: สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่หลอดเลือดเริ่มมีคราบสะสมเพียงเล็กน้อย (แม้จะยังไม่ตีบเลยก็ตาม) ทำให้เราสามารถพยากรณ์โอกาสเกิดโรคหัวใจวายล่วงหน้าได้ถึง 5-10 ปี

ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจ?

หากคุณอายุ 35 ปีขึ้นไป และมีความเสี่ยงเหล่านี้ หมอแนะนำให้ลองพิจารณาตรวจดู

  1. มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
  2. มีภาวะไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูงมานาน
  3. เป็นโรคเบาหวาน
  4. สูบบุหรี่เป็นประจำ
  5. ผู้ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงเพื่อวางแผนการดูแลตัวเองอย่างเข้มงวด

แนวทางการรักษา: ตัวเลขบอกอนาคต

ผลการตรวจจะออกมาเป็นคะแนน (Agatston Score:

  • 0 คะแนน: สบายใจได้ครับ ความเสี่ยงต่ำมาก
  • 1-100 คะแนน: เริ่มมีหินปูนน้อย ต้องเริ่มปรับไลฟ์สไตล์ด่วนครับ
  • 101-400 คะแนน: ความเสี่ยงปานกลาง หมออาจเริ่มพิจารณาจ่ายยาคุมไขมัน
  • มากกว่า 400 คะแนน: ความเสี่ยงสูงมาก! อาจต้องตรวจเช็กเชิงลึกหรือฉีดสีดูหลอดเลือดทันทีครับ

"การป้องกันมีค่านับล้าน แต่การรักษานั้นนับไม่ถ้วน"ข้อมูลทางการแพทย์อาจมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ตามปัจจัยเฉพาะบุคคล หากท่านใดสนใจตรวจหรือมีข้อสงสัยว่าแบบไหนถึงจะเหมาะกับคุณสามารถสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้

อ้างอิง: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ,คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  , Sriphat Medical Center, Chiang Mai