วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สเต็มเซลล์สายเลือดไทย’ จากแล็บ มทส. สู่สตาร์ตอัป ATMP

นักวิจัยมองเห็นโอกาสในการนำงานวิจัยมาต่อยอด ยกระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ขยายทีมวิจัย และพัฒนากระบวนการสู่การเป็นธุรกิจ Spin-off ในรูปแบบสตาร์ตอัป ATMP

KEY POINTS

  • ประยุกต์ใช้นวัตกรรมการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จำเพาะบุคคล (Autologous Stem Cell) ที่พัฒนาในห้องปฏิบัติการ มทส. เข้ามาให้การรักษาระบบภูมิคุ้มกัน จนอาการแพ้หายเป็นปกติ 
  • การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ ต้องอาศัยการประสานพลังระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยไร้ทิศทางให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค
  • ประเทศไทยต้องฉวยโอกาสในการขยับตำแหน่งจากการเป็นเพียง “ผู้ให้บริการ” ไปสู่การเป็น “ผู้พัฒนานวัตกรรม”

การแปลงงานวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) จากผลงาน “บนหิ้ง” สู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ “บนห้าง” ถือเป็นยุทธศาสตร์ในการยกระดับอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์มูลค่าสูงของประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMP) การก้าวข้ามพรมแดนจากห้องปฏิบัติการในมหาวิทยาลัยสู่การจัดตั้งธุรกิจชีวเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงในทางคลินิก ไม่เพียงเป็นด่านทดสอบความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ หากยังเป็นบทพิสูจน์ความเชี่ยวชาญในการออกแบบโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาดการแพทย์อนาคต

“รศ.ดร.ปริญญา น้อยสา” นักเรียนทุนรัฐบาลไทยด้านสเต็มเซลล์เมื่อปี 2006 ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการเทคโนธานี ฝ่ายส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และผู้ร่วมก่อตั้ง Karnesh Wellness & Cell Revitalization Center” สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยพื้นฐานสู่ธุรกิจนวัตกรรม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

BDMS ลงทุน‘เจเนพูติก ไบโอ’ 170 ล้าน ชู‘CAR-T Cell’ คนไทยบุกตลาดATMP หมื่นล้าน

อย.เตือนไม่ใช่ 'สเต็มเซลล์' ทุกตัวจะเป็นยา กรณีฝากไว้เฉยๆไม่เข้าข่าย

"ปลุกเซลล์ เปลี่ยนชีวิต”จากงานวิจัยสู่พาณิชย์

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ “รศ.ดร.ปริญญา” ได้พบกับ “อาจารย์ เอ” เพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ต้องเผชิญวิกฤตสุขภาพรุนแรงจากภาวะผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน (Autoimmune-like) อาการแพ้ขั้นรุนแรงคุกคามการใช้ชีวิตประจำวันอย่างหนัก แพ้ทั้งอาหาร อากาศ และฝุ่นละออง ถึงขั้นไม่สามารถรับประทานเนื้อไก่ได้ และต้องกักตัวอยู่ภายในห้องที่เปิดเครื่องฟอกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจารย์เอเคยผ่านการรักษาด้วยสเต็มเซลล์รูปแบบอื่นๆในท้องตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ก็ไม่ปรากฏสัญญาณการฟื้นตัวของร่างกาย

ด้วยโจทย์ทางคลินิกที่ท้าทาย “รศ.ดร.ปริญญา” จึงตัดสินใจประยุกต์ใช้นวัตกรรมการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จำเพาะบุคคล (Autologous Stem Cell) ที่เขาพัฒนาในห้องปฏิบัติการ มทส. เข้ามาให้การรักษาอาจารย์ เอ ภายใต้ของทีมแพทย์ร่วมด้วย ผลลัพธ์ทางคลินิกสร้างปาฏิหาริย์เชิงการแพทย์ ระบบภูมิคุ้มกันของอาจารย์ เอ ถูกปรับสมดุล จนอาการแพ้หายเป็นปกติ สามารถกลับมารับประทานอาหาร ดำเนินชีวิต และทำงานได้

เคสสำเร็จดังกล่าวกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” เชิงธุรกิจ ทำให้นักวิจัยมองเห็นโอกาสในการนำงานวิจัยมาต่อยอด ยกระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ขยายทีมวิจัย และพัฒนากระบวนการสู่การเป็นธุรกิจ Spin-off ในรูปแบบสตาร์ตอัปภายใต้ชื่อ AVOLA Cell Banking (หรือ AVOLA Bio Banking) ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ มทส. ช่วงปี 2022

‘สเต็มเซลล์สายเลือดไทย’  จากแล็บ มทส. สู่สตาร์ตอัป ATMP

4 กลุ่มโรคเป้าหมาย ที่รักษาด้วยสเต็มเซลล์

รศ.ดร.ปริญญา ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” อธิบายถึงนวัตกรรมคัดแยกสเต็มเซลล์จากเลือดว่าสเต็มเซลล์ที่ดำเนินการนั้น จะเป็นการนำเลือดของผู้ป่วยเอง 100% ซึ่งมีความยากและปริมาณที่พบในกระแสเลือดน้อยมาก เพียง 0.001% ต้องใช้นวัตกรรมขั้นสูง เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงที่พัฒนากระบวนการคัดเลือกและเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนเซลล์จากปริมาณน้อยให้สูงขึ้นได้สำเร็จ โดยที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเป็นการใช้เซลล์ตนเอง ปลดล็อกความเสี่ยงเรื่องการแพ้และการปฏิเสธเนื้อเยื่อ

กระแสสุขภาพกำลังมาแรง การแยกแยะระหว่าง “โฆษณาชวนเชื่อ” กับ “ข้อเท็จจริงทางการแพทย์” ถือเป็นเข็มทิศสำคัญสำหรับผู้บริโภค ผู้บริหาร และนักลงทุน การเข้าใจกลไกทางชีววิทยาที่แท้จริงของสเต็มเซลล์จะช่วยป้องกันการสูญเสียโอกาสทางการรักษาและการตกเป็นเหยื่อของการใช้นวัตกรรมแบบผิดวิธี

‘สเต็มเซลล์สายเลือดไทย’  จากแล็บ มทส. สู่สตาร์ตอัป ATMP

รศ.ดร.ปริญญา กล่าวต่อว่าในทางคลินิก ศักยภาพการรักษาของสเต็มเซลล์สามารถจำแนกออกเป็น 4 กลุ่มโรคหลัก ตามคุณสมบัติชีวภาพของเซลล์ ได้แก่

1.โรคจากความเสื่อม (Degenerative Diseases): สเต็มเซลล์มีคุณสมบัติเปลี่ยนสภาพ ไปเป็นเซลล์เนื้อเยื่อเฉพาะที่ร่างกายต้องการซ่อมแซม เช่น การฟื้นฟูภาวะข้อเข่าเสื่อม ช่วยชะลอระยะเวลาการผ่าตัดและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ส่วนการรักษาโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ หรือพาร์กินสัน ยังคงอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทดลองทางคลินิก (Clinical Study)

2.โรคเกี่ยวกับการอักเสบ (Inflammatory Diseases): สเต็มเซลล์สามารถหลั่งสารยับยั้งการอักเสบ บรรเทาการอักเสบเรื้อรังในระดับอวัยวะ เช่น ภาวะตับอักเสบ หรือตับเสื่อม

3.โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune Diseases): ทำหน้าที่ปรับสมดุล (Rebalance) ระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานไวเกินไป (Hyperactive) ให้กลับสู่ระดับปกติ ช่วยลดความรุนแรงของกลุ่มโรคแพ้ภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และ 4.การสมานแผลและบาดเจ็บ (Wound Healing / Angiogenesis): กระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Angiogenesis) เพื่อนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงบาดแผลเรื้อรังที่รักษายาก เช่น แผลกดทับ หรือแผลเบาหวาน

“ในมิติด้านกฎหมายและบรรทัดฐานทางการแพทย์ ข้อบังคับของแพทยสภารับรองการใช้สเต็มเซลล์รักษาได้ถูกต้อง 100% ในกลุ่ม โรคระบบเลือด และ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune) ส่วนกลุ่มโรคอื่นๆ ยังจัดอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทางคลินิกภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทางในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน”

‘สเต็มเซลล์สายเลือดไทย’  จากแล็บ มทส. สู่สตาร์ตอัป ATMP

“สเต็มเซลล์” ถูกลดทอนคุณค่าในคลินิกความงาม

รศ.ดร.ปริญญา อธิบายอีกว่าการชะลอวัย (Anti-aging) และความงาม สเต็มเซลล์มีผลงานวิจัยรองรับว่าสามารถกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้เร่งการสร้างคอลลาเจน ลดริ้วรอย (Fine lines) บนใบหน้า แต่ภาพจำของอุตสาหกรรมมักถูกลดทอนคุณค่าโดยคลินิกทั่วไปที่ฉีดสเต็มเซลล์ไร้มาตรฐาน GMP ในราคาแพงถึง “หลักแสนบาท” โดยปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์

สำหรับยุทธศาสตร์ของ AVOLA และ Karnesh Wellness & Cell Revitalization Center จึงถูกวางตำแหน่งให้ทำหน้าที่เป็น “Micro Clinical Research Center (CRC)” มุ่งจัดเก็บข้อมูลเคสการรักษา ทั้งก่อนและหลังรับบริการ (Before/After) เพื่อสร้างข้อมูลเวชศาสตร์เชิงประจักษ์ ยืนยันว่าการใช้สเต็มเซลล์ต้องควบคุมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ปรับปริมาณและตำแหน่งการฉีดอย่างแม่นยำไม่ต่างจากการประยุกต์ใช้ “ยาขั้นสูง”

"แม้ผลลัพธ์ทางคลินิกจะฉายประกายความหวัง แต่อุตสาหกรรม ATMP ของไทยยังติดอยู่ในกับดักกฎหมายและโครงสร้างต้นทุน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ขับเคลื่อนได้เร็วกว่า”

‘สเต็มเซลล์สายเลือดไทย’  จากแล็บ มทส. สู่สตาร์ตอัป ATMP

ทำไม? ATMP ไทยตามหลังหลายประเทศ

ประเทศไทยปักป้ายประกาศเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของภูมิภาคมายาวนาน ทว่าในเวทียาชีววัตถุขั้นสูง (ATMP) ไทยกลับเดินช้ากว่าหลายๆ ประเทศ อย่าง สิงคโปร์อย่างเห็นได้ชัด จากการประชุมสมาคมเซลล์บำบัด ณ ประเทศสิงคโปร์ พบว่าสิงคโปร์ได้ยกระดับบริการสเต็มเซลล์ให้กลายเป็นบริการพื้นฐานทางการแพทย์ โดยมีผู้ให้บริการ มากกว่า 40-50 ราย และขยับไปสู่นวัตกรรมความเสี่ยงสูงอย่าง NK Cell Therapy และ Antibody Therapy แล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังคงติดขัดในขั้นตอนกฎหมายและการขึ้นทะเบียนสเต็มเซลล์ ซึ่งแท้จริงแล้วจัดเป็นเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงต่ำ

รศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่าคอขวดเชิงโครงสร้างที่อาจจะเป็นข้อจำกัดของภาคเอกชนและนักวิจัยไทย ได้แก่

1.ภาระทางการเงินและกรอบเวลาที่ยาวนาน: การพัฒนายาหรือผลิตภัณฑ์ ATMP 1 รายการ ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 35-40 ล้านบาท (ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และใช้เวลาพัฒนาตั้งแต่นวัตกรรมห้องแล็บ การทดลองในสัตว์ จนถึงการทดสอบทางคลินิก (Phase 1-3) ยาวนาน 5-10 ปี ซึ่งเป็นภาระหนักเกินกว่าสตาร์ตอัปไทยจะแบกรับไหว

2.ต้นทุนแฝงจากโครงสร้างภาษี: นักวิจัยและผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับภาษีการนำเข้าสารเคมี อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ สูงกว่าต่างประเทศถึง 3 เท่า ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตนวัตกรรม ATMP สายเลือดไทยสูงเกินจริง และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับต่างประเทศ

‘สเต็มเซลล์สายเลือดไทย’  จากแล็บ มทส. สู่สตาร์ตอัป ATMP

และ3.ช่องว่างทางความคิด (Mindset Gap): อาจารย์มหาวิทยาลัยไทยมากกว่า 80% ทำวิจัยด้วยแรงขับส่วนตัว มุ่งเป้าไปที่การตีพิมพ์ผลงาน เพื่อตำแหน่งทางวิชาการ แต่งานวิจัยส่วนใหญ่กลับถูกขึ้นหิ้ง รอคอยผู้ประกอบการมาเลือกซื้อ ซึ่งโอกาสเกิดขึ้นน้อย สิ่งที่ขาดหายไป คือ กระบวนการ “แต่งตัวงานวิจัย” ปรับระดับความลึกทางวิชาการลงมาให้ฟิตพอดีกับความต้องการของตลาดเชิงพาณิชย์

“การก้าวข้ามคอขวดระดับล้านดอลลาร์และภาษี 3 เท่า ไม่อาจพึ่งพาพละกำลังของนักวิจัยเพียงลำดับเดียว แต่ต้องอาศัยการปฏิรูประบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศใหม่ทั้งหมด และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ที่สมบูรณ์แบบ ต้องอาศัยการประสานพลังระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยไร้ทิศทางให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”

ในกรอบระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า “อุตสาหกรรมสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัย” จะกลายเป็นเมกะเทรนด์ ที่ครอบงำเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยต้องฉวยโอกาสนี้ในการขยับตำแหน่งจากการเป็นเพียง “ผู้ให้บริการ” ไปสู่การเป็น “ผู้พัฒนานวัตกรรม” ซึ่งโมเดลธุรกิจของ Karnesh Wellness & Cell Revitalization Center ทำหน้าที่เป็น Micro CRC ควบคู่กับการให้บริการคลินิก และหากไทยยกระดับบทบาท University Holding Company และขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน CRC ในภาคอีสานได้ วงจรนวัตกรรมยั่งยืน จะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่นำพาประเทศไทยก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

‘สเต็มเซลล์สายเลือดไทย’  จากแล็บ มทส. สู่สตาร์ตอัป ATMP

‘สเต็มเซลล์สายเลือดไทย’  จากแล็บ มทส. สู่สตาร์ตอัป ATMP

‘สเต็มเซลล์สายเลือดไทย’  จากแล็บ มทส. สู่สตาร์ตอัป ATMP

‘สเต็มเซลล์สายเลือดไทย’  จากแล็บ มทส. สู่สตาร์ตอัป ATMP

‘สเต็มเซลล์สายเลือดไทย’  จากแล็บ มทส. สู่สตาร์ตอัป ATMP

‘สเต็มเซลล์สายเลือดไทย’  จากแล็บ มทส. สู่สตาร์ตอัป ATMP