นักวิจัยมองเห็นโอกาสในการนำงานวิจัยมาต่อยอด ยกระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ขยายทีมวิจัย และพัฒนากระบวนการสู่การเป็นธุรกิจ Spin-off ในรูปแบบสตาร์ตอัป ATMP
KEY POINTS
- ประยุกต์ใช้นวัตกรรมการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จำเพาะบุคคล (Autologous Stem Cell) ที่พัฒนาในห้องปฏิบัติการ มทส. เข้ามาให้การรักษาระบบภูมิคุ้มกัน จนอาการแพ้หายเป็นปกติ
- การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ ต้องอาศัยการประสานพลังระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยไร้ทิศทางให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค
- ประเทศไทยต้องฉวยโอกาสในการขยับตำแหน่งจากการเป็นเพียง “ผู้ให้บริการ” ไปสู่การเป็น “ผู้พัฒนานวัตกรรม”
การแปลงงานวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) จากผลงาน “บนหิ้ง” สู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ “บนห้าง” ถือเป็นยุทธศาสตร์ในการยกระดับอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์มูลค่าสูงของประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMP) การก้าวข้ามพรมแดนจากห้องปฏิบัติการในมหาวิทยาลัยสู่การจัดตั้งธุรกิจชีวเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงในทางคลินิก ไม่เพียงเป็นด่านทดสอบความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ หากยังเป็นบทพิสูจน์ความเชี่ยวชาญในการออกแบบโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาดการแพทย์อนาคต
“รศ.ดร.ปริญญา น้อยสา” นักเรียนทุนรัฐบาลไทยด้านสเต็มเซลล์เมื่อปี 2006 ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการเทคโนธานี ฝ่ายส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และผู้ร่วมก่อตั้ง Karnesh Wellness & Cell Revitalization Center” สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยพื้นฐานสู่ธุรกิจนวัตกรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
BDMS ลงทุน‘เจเนพูติก ไบโอ’ 170 ล้าน ชู‘CAR-T Cell’ คนไทยบุกตลาดATMP หมื่นล้าน
อย.เตือนไม่ใช่ 'สเต็มเซลล์' ทุกตัวจะเป็นยา กรณีฝากไว้เฉยๆไม่เข้าข่าย
"ปลุกเซลล์ เปลี่ยนชีวิต”จากงานวิจัยสู่พาณิชย์
โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ “รศ.ดร.ปริญญา” ได้พบกับ “อาจารย์ เอ” เพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ต้องเผชิญวิกฤตสุขภาพรุนแรงจากภาวะผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน (Autoimmune-like) อาการแพ้ขั้นรุนแรงคุกคามการใช้ชีวิตประจำวันอย่างหนัก แพ้ทั้งอาหาร อากาศ และฝุ่นละออง ถึงขั้นไม่สามารถรับประทานเนื้อไก่ได้ และต้องกักตัวอยู่ภายในห้องที่เปิดเครื่องฟอกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจารย์เอเคยผ่านการรักษาด้วยสเต็มเซลล์รูปแบบอื่นๆในท้องตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ก็ไม่ปรากฏสัญญาณการฟื้นตัวของร่างกาย
ด้วยโจทย์ทางคลินิกที่ท้าทาย “รศ.ดร.ปริญญา” จึงตัดสินใจประยุกต์ใช้นวัตกรรมการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จำเพาะบุคคล (Autologous Stem Cell) ที่เขาพัฒนาในห้องปฏิบัติการ มทส. เข้ามาให้การรักษาอาจารย์ เอ ภายใต้ของทีมแพทย์ร่วมด้วย ผลลัพธ์ทางคลินิกสร้างปาฏิหาริย์เชิงการแพทย์ ระบบภูมิคุ้มกันของอาจารย์ เอ ถูกปรับสมดุล จนอาการแพ้หายเป็นปกติ สามารถกลับมารับประทานอาหาร ดำเนินชีวิต และทำงานได้
เคสสำเร็จดังกล่าวกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” เชิงธุรกิจ ทำให้นักวิจัยมองเห็นโอกาสในการนำงานวิจัยมาต่อยอด ยกระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ขยายทีมวิจัย และพัฒนากระบวนการสู่การเป็นธุรกิจ Spin-off ในรูปแบบสตาร์ตอัปภายใต้ชื่อ AVOLA Cell Banking (หรือ AVOLA Bio Banking) ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ มทส. ช่วงปี 2022
4 กลุ่มโรคเป้าหมาย ที่รักษาด้วยสเต็มเซลล์
รศ.ดร.ปริญญา ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” อธิบายถึงนวัตกรรมคัดแยกสเต็มเซลล์จากเลือดว่าสเต็มเซลล์ที่ดำเนินการนั้น จะเป็นการนำเลือดของผู้ป่วยเอง 100% ซึ่งมีความยากและปริมาณที่พบในกระแสเลือดน้อยมาก เพียง 0.001% ต้องใช้นวัตกรรมขั้นสูง เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงที่พัฒนากระบวนการคัดเลือกและเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนเซลล์จากปริมาณน้อยให้สูงขึ้นได้สำเร็จ โดยที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเป็นการใช้เซลล์ตนเอง ปลดล็อกความเสี่ยงเรื่องการแพ้และการปฏิเสธเนื้อเยื่อ
กระแสสุขภาพกำลังมาแรง การแยกแยะระหว่าง “โฆษณาชวนเชื่อ” กับ “ข้อเท็จจริงทางการแพทย์” ถือเป็นเข็มทิศสำคัญสำหรับผู้บริโภค ผู้บริหาร และนักลงทุน การเข้าใจกลไกทางชีววิทยาที่แท้จริงของสเต็มเซลล์จะช่วยป้องกันการสูญเสียโอกาสทางการรักษาและการตกเป็นเหยื่อของการใช้นวัตกรรมแบบผิดวิธี
รศ.ดร.ปริญญา กล่าวต่อว่าในทางคลินิก ศักยภาพการรักษาของสเต็มเซลล์สามารถจำแนกออกเป็น 4 กลุ่มโรคหลัก ตามคุณสมบัติชีวภาพของเซลล์ ได้แก่
1.โรคจากความเสื่อม (Degenerative Diseases): สเต็มเซลล์มีคุณสมบัติเปลี่ยนสภาพ ไปเป็นเซลล์เนื้อเยื่อเฉพาะที่ร่างกายต้องการซ่อมแซม เช่น การฟื้นฟูภาวะข้อเข่าเสื่อม ช่วยชะลอระยะเวลาการผ่าตัดและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ส่วนการรักษาโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ หรือพาร์กินสัน ยังคงอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทดลองทางคลินิก (Clinical Study)
2.โรคเกี่ยวกับการอักเสบ (Inflammatory Diseases): สเต็มเซลล์สามารถหลั่งสารยับยั้งการอักเสบ บรรเทาการอักเสบเรื้อรังในระดับอวัยวะ เช่น ภาวะตับอักเสบ หรือตับเสื่อม
3.โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune Diseases): ทำหน้าที่ปรับสมดุล (Rebalance) ระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานไวเกินไป (Hyperactive) ให้กลับสู่ระดับปกติ ช่วยลดความรุนแรงของกลุ่มโรคแพ้ภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และ 4.การสมานแผลและบาดเจ็บ (Wound Healing / Angiogenesis): กระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Angiogenesis) เพื่อนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงบาดแผลเรื้อรังที่รักษายาก เช่น แผลกดทับ หรือแผลเบาหวาน
“ในมิติด้านกฎหมายและบรรทัดฐานทางการแพทย์ ข้อบังคับของแพทยสภารับรองการใช้สเต็มเซลล์รักษาได้ถูกต้อง 100% ในกลุ่ม โรคระบบเลือด และ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune) ส่วนกลุ่มโรคอื่นๆ ยังจัดอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทางคลินิกภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทางในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน”
“สเต็มเซลล์” ถูกลดทอนคุณค่าในคลินิกความงาม
รศ.ดร.ปริญญา อธิบายอีกว่าการชะลอวัย (Anti-aging) และความงาม สเต็มเซลล์มีผลงานวิจัยรองรับว่าสามารถกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้เร่งการสร้างคอลลาเจน ลดริ้วรอย (Fine lines) บนใบหน้า แต่ภาพจำของอุตสาหกรรมมักถูกลดทอนคุณค่าโดยคลินิกทั่วไปที่ฉีดสเต็มเซลล์ไร้มาตรฐาน GMP ในราคาแพงถึง “หลักแสนบาท” โดยปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์
สำหรับยุทธศาสตร์ของ AVOLA และ Karnesh Wellness & Cell Revitalization Center จึงถูกวางตำแหน่งให้ทำหน้าที่เป็น “Micro Clinical Research Center (CRC)” มุ่งจัดเก็บข้อมูลเคสการรักษา ทั้งก่อนและหลังรับบริการ (Before/After) เพื่อสร้างข้อมูลเวชศาสตร์เชิงประจักษ์ ยืนยันว่าการใช้สเต็มเซลล์ต้องควบคุมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ปรับปริมาณและตำแหน่งการฉีดอย่างแม่นยำไม่ต่างจากการประยุกต์ใช้ “ยาขั้นสูง”
"แม้ผลลัพธ์ทางคลินิกจะฉายประกายความหวัง แต่อุตสาหกรรม ATMP ของไทยยังติดอยู่ในกับดักกฎหมายและโครงสร้างต้นทุน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ขับเคลื่อนได้เร็วกว่า”
ทำไม? ATMP ไทยตามหลังหลายประเทศ
ประเทศไทยปักป้ายประกาศเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของภูมิภาคมายาวนาน ทว่าในเวทียาชีววัตถุขั้นสูง (ATMP) ไทยกลับเดินช้ากว่าหลายๆ ประเทศ อย่าง สิงคโปร์อย่างเห็นได้ชัด จากการประชุมสมาคมเซลล์บำบัด ณ ประเทศสิงคโปร์ พบว่าสิงคโปร์ได้ยกระดับบริการสเต็มเซลล์ให้กลายเป็นบริการพื้นฐานทางการแพทย์ โดยมีผู้ให้บริการ มากกว่า 40-50 ราย และขยับไปสู่นวัตกรรมความเสี่ยงสูงอย่าง NK Cell Therapy และ Antibody Therapy แล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังคงติดขัดในขั้นตอนกฎหมายและการขึ้นทะเบียนสเต็มเซลล์ ซึ่งแท้จริงแล้วจัดเป็นเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงต่ำ
รศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่าคอขวดเชิงโครงสร้างที่อาจจะเป็นข้อจำกัดของภาคเอกชนและนักวิจัยไทย ได้แก่
1.ภาระทางการเงินและกรอบเวลาที่ยาวนาน: การพัฒนายาหรือผลิตภัณฑ์ ATMP 1 รายการ ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 35-40 ล้านบาท (ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และใช้เวลาพัฒนาตั้งแต่นวัตกรรมห้องแล็บ การทดลองในสัตว์ จนถึงการทดสอบทางคลินิก (Phase 1-3) ยาวนาน 5-10 ปี ซึ่งเป็นภาระหนักเกินกว่าสตาร์ตอัปไทยจะแบกรับไหว
2.ต้นทุนแฝงจากโครงสร้างภาษี: นักวิจัยและผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับภาษีการนำเข้าสารเคมี อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ สูงกว่าต่างประเทศถึง 3 เท่า ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตนวัตกรรม ATMP สายเลือดไทยสูงเกินจริง และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับต่างประเทศ
และ3.ช่องว่างทางความคิด (Mindset Gap): อาจารย์มหาวิทยาลัยไทยมากกว่า 80% ทำวิจัยด้วยแรงขับส่วนตัว มุ่งเป้าไปที่การตีพิมพ์ผลงาน เพื่อตำแหน่งทางวิชาการ แต่งานวิจัยส่วนใหญ่กลับถูกขึ้นหิ้ง รอคอยผู้ประกอบการมาเลือกซื้อ ซึ่งโอกาสเกิดขึ้นน้อย สิ่งที่ขาดหายไป คือ กระบวนการ “แต่งตัวงานวิจัย” ปรับระดับความลึกทางวิชาการลงมาให้ฟิตพอดีกับความต้องการของตลาดเชิงพาณิชย์
“การก้าวข้ามคอขวดระดับล้านดอลลาร์และภาษี 3 เท่า ไม่อาจพึ่งพาพละกำลังของนักวิจัยเพียงลำดับเดียว แต่ต้องอาศัยการปฏิรูประบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศใหม่ทั้งหมด และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ที่สมบูรณ์แบบ ต้องอาศัยการประสานพลังระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยไร้ทิศทางให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”
ในกรอบระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า “อุตสาหกรรมสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัย” จะกลายเป็นเมกะเทรนด์ ที่ครอบงำเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยต้องฉวยโอกาสนี้ในการขยับตำแหน่งจากการเป็นเพียง “ผู้ให้บริการ” ไปสู่การเป็น “ผู้พัฒนานวัตกรรม” ซึ่งโมเดลธุรกิจของ Karnesh Wellness & Cell Revitalization Center ทำหน้าที่เป็น Micro CRC ควบคู่กับการให้บริการคลินิก และหากไทยยกระดับบทบาท University Holding Company และขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน CRC ในภาคอีสานได้ วงจรนวัตกรรมยั่งยืน จะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่นำพาประเทศไทยก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง





