มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล (PPGG) ร่วมกับโรงพยาบาลเมดพาร์ค จัดสัมมนาใหญ่ “Regional Civil Society Forum 2026” วันที่ 15 ต.ค. 2569 ณ รพ.เมดพาร์ค (Med Park Hospital)
KEY POINTS
- “เวทีสัมมนา PPGG” ได้นำเสนอการรังสรรค์มุมมองใหม่เชิงกลยุทธ์ ว่าการที่มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น ถือเป็นความสำเร็จทางพัฒนาการที่เปิดโอกาสให้ประชากร
- สังคมสูงวัยไม่ใช่ภาระ หากแต่เป็นโจทย์การออกแบบสถาปัตยกรรมทางสังคม (Social Redesign) เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดึงศักยภาพของบุคลากรสูงวัยกลับมาใช้ประโยชน์ได้
- การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) จะนำไปสู่การเกิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ หรือ Silver Economy ที่กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม สินค้า สัมมาอาชีพ เทคโนโลยี และบริการรูปแบบใหม่ๆ
ความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเผชิญวิกฤตซับซ้อนรอบด้าน การเคลื่อนไหวในเวทีเศรษฐกิจระดับสากล จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการหารือในกรอบทางการระหว่างรัฐบาลหรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศเท่านั้น แต่บนหมุดหมายประวัติศาสตร์กว่า 35 ปี ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัด “การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026)” ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และสร้างระบบนิเวศการประชุมขนานในระดับภูมิภาค ความเคลื่อนไหวของ "ภาคส่วนที่ 3 หรือ ภาคประชาสังคม”ได้ยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากการจัดสัมมนาเชิงยุทธศาสตร์โดย มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล (PPGG) ร่วมกับโรงพยาบาลเมดพาร์ค จัดสัมมนาใหญ่ “Regional Civil Society Forum 2026” วันที่ 15 ต.ค. 2569 ณ รพ.เมดพาร์ค (Med Park Hospital) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้นำความคิดลงทะเบียนเข้าร่วมเกือบ 240 คน โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ล้วนแสวงหาพื้นที่ทางความคิด เพื่อถอดรหัสทิศทางอนาคตเศรษฐกิจมหาภาคและโครงสร้างสังคมไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘เมดพาร์ค’-มูลนิธิ PPGG เปิดเวทีคู่ขนาน IMF ดันไทยผงาด ‘เมดิคัลฮับ’
ยืดหยุ่น-ปรับตัว ระบบเศรษฐกิจดูแลตัวเองได้
เวทีสัมมนาครั้งนี้ เป็นการประกาศจุดยืนเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อนิยามบทบาทของภาคประชาสังคมของระบบเศรษฐกิจ นอกเหนือไปจากภาครัฐ และภาคเอกชน ยกระดับพ้นจากกับดักการทำงานเชิงรับหรือการเข้าไปช่วยเหลือเฉพาะหน้า ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางการพัฒนาประเทศ” ผ่านการผสานความร่วมมือไร้พรมแดนร่วมกับวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญระดับภูมิภาค ทั้งจากฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น
ดร.บัณฑิต นิจถาวร ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล (PPGG) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันไทยและทั่วโลกประสบปัญหาและความท้าทายในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังและระบบดูแลสุขภาพ ,วิกฤติสิ่งแวดล้อมและการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีควบคู่กับความร่วมมือระดับชุมชน เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
“ข้อจำกัดทางการคลังและการจัดสรรงบประมาณภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงไทยมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรทางการเงิน โดยงบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต เช่น การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและระบบสาธารณสุข รวมถึงความผันผวนและความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความยุ่งเหยิงและซับซ้อนสูง ฉะนั้น การพัฒนาประเทศจึงไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงแค่ “การเติบโต” แต่ต้องเน้นสร้าง “ความยืดหยุ่นและการปรับตัว”ให้ระบบเศรษฐกิจสามารถดูแลตัวเองได้”
ดร.บัณฑิต กล่าวต่อว่าเมื่อโจทย์ปัญหายุคใหม่มีความซับซ้อนเกินกว่าที่ภาครัฐหรือภาคเอกชนจะแก้ไขได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องดึงภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการร่วมออกแบบนโยบายและประเมินผลจริงในพื้นที่ เพราะต่อให้รัฐบาลพยายามแก้ไข ภาคเอกชนพยายามปรับตัว แต่โจทย์บางโจทย์ต้องการความร่วมมือที่ขยายไปสู่ทั้ง 3 กลุ่ม ทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และรัฐบาล เพื่อจับมือกันแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของโลก การเปิดฟอรัมขนานไปกับการประชุมระดับโลกในครั้งนี้ เป็นการปักป้ายเสนอวาระเชิงโครงสร้างเพื่อรังสรรค์เข็มทิศเศรษฐกิจ-สังคมไทย ผ่าน 4 วาระเปลี่ยนโลกที่จะเป็นคำตอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน
เทคโนโลยี-สิ่งแวดล้อม และพลังคนรุ่นใหม่
การจัดวางวาระการหารือในเวทีสัมมนาครั้งนี้ มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนกระปรับทัศน์ จากกรอบคิดดั้งเดิมที่เน้นตัวเลขการเติบโตระยะสั้น ไปสู่นวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อความยั่งยืนระยะยาว โดยเวทีสัมมนาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการย้ายศูนย์กลางของการพัฒนานโยบาย จากการมุ่งเป้าหมายเพียง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ซึ่งมักเปราะบางต่อวิกฤตภายนอก เป็นการสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ยืดหยุ่น ล้มแล้วลุกไว และพึ่งพาตนเองได้
ดร.บัณฑิต กล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจยุคใหม่จำเป็นต้องใช้ “เครื่องยนต์ใหม่” ผ่านบทบาทของภาคประชาสังคมร่วมกับพลังคนรุ่นใหม่ ในฐานะผู้ออกแบบและขับเคลื่อนนโยบาย ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ ผสานกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาสนับสนุนการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ภายใต้การมีรากฐานจากการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่
พลิกฉากทัศน์ “สังคมสูงวัย” เป็น “โอกาส”
กรอบคิดงบประมาณและการคลังแบบดั้งเดิม มองปรากฏการณ์สังคมสูงวัยอย่างคับแคบในฐานะ “ภาระทางการคลัง” และ “ภาระระบบสาธารณสุข” จากงบประมาณสวัสดิการและการรักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่ฐานภาษีประชากรวัยทำงานหดตัวลง “เวทีสัมมนา PPGG” ได้นำเสนอการรังสรรค์มุมมองใหม่เชิงกลยุทธ์ ว่าการที่มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น ถือเป็นความสำเร็จทางพัฒนาการที่เปิดโอกาสให้ประชากรสามารถสร้างคุณค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมได้ยาวนานยิ่งขึ้น
ดร.บัณฑิต อธิบายว่าโจทย์เชิงนโยบายที่แท้จริงไม่ใช่การมองผู้สูงวัยเป็นผู้รับสวัสดิการเชิงรับ แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างสังคมและระบบเศรษฐกิจใหม่ เพื่อดึงศักยภาพ ความรู้ และประสบการณ์ของผู้สูงอายุกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ หรือ Silver Economy ที่กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม สินค้า สัมมาอาชีพ เทคโนโลยีสนับสนุนการดำรงชีวิต และบริการรูปแบบใหม่ๆ อย่างมหาศาล
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสรุปในเวทีแลกเปลี่ยนระดับโลกของการประชุม IMF และ World Bank ซึ่ง “ดร.บัณฑิต” ได้เข้าร่วมหารือก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นในฐานะสังคมสูงวัยขั้นก้าวหน้า ที่ยืนยันตรงกันว่า สังคมสูงวัยไม่ใช่ภาระ หากแต่เป็นโจทย์การออกแบบสถาปัตยกรรมทางสังคม (Social Redesign) เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดึงศักยภาพของบุคลากรสูงวัยกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
“ประเทศไทยมีจุดแข็งเชิงวัฒนธรรมที่เมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก สังคมไทยเป็นสังคมครอบครัวขยายและมีความอบอุ่นในชุมชน มีวัฒนธรรมการดูแลพึ่งพาอาศัยกัน ทุนทางสังคมและการดูแลกันในระดับชุมชน ถือเป็นฐานรากสำคัญที่สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นให้แก่ประเทศไทยในการรองรับสภาวะสูงวัย”
อย่างไรก็ตาม แม้ทุนทางสังคมและวัฒนธรรมการดูแลในชุมชนจะช่วยบรรเทาวิกฤตได้ในระดับฐานราก แต่ในมิติมหาภาค ภาครัฐยังคงเผชิญกับข้อจำกัดทางการคลังที่แหลมคม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณให้ตรงเป้าหมาย





