ประเทศไทยฝากความหวังไว้กับเครื่องยนต์ใหม่ อย่าง การผลักดันประเทศให้ก้าวสู่การเป็น "Global Longevity Hub" หรือศูนย์กลางการดูแลสุขภาพและสุขภาวะสมบูรณ์เพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว
KEY POINTS
- AI ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแทนที่แพทย์ แต่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือขยายขีดความสามารถของแพทย์ ในการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลจากอุปกรณ์สวมใส่ทั่วไป
- ทางออกที่จะทำให้ไทยหลุดพ้นจาก "กับดักมูลค่าสุทธิ" ต้องไม่หยุดอยู่แค่การขายแรงงานบริการรักษา แต่ต้องเร่งสร้างนวัตกรรม HealthTech ในประเทศ ขยายไปสู่อุตสาหกรรม Wellness Economy
- จัดทำมาตรฐานข้อมูลสุขภาพ (Health IT & AI Standardization) ซึ่งปัจจุบันข้อมูลภาพถ่ายทางการแพทย์ ข้อมูลการรักษา และข้อมูลห้องปฏิบัติการในแต่ละโรงพยาบาล
“Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาวะที่ดี” ในอดีตถูกจำกัดว่า เป็นอภิสิทธิ์เฉพาะกลุ่มมหาเศรษฐีที่สู้ราคาคลินิกชะลอวัยหรือเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงไหว ปัจจุบันประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ต้นทุนการดูแลสุขภาพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้กลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่กระทบทั้งภาระทางการเงินของครอบครัวและงบประมาณภาครัฐ
ในทางกลับกัน เมื่อมองภาพรวมเศรษฐกิจไทย เรากำลังเผชิญภาวะ "เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวเก่าดับ" ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิตแบบเดิม หรืออุตสาหกรรมส่งออกเดิมที่ไม่สามารถสร้างอัตราการเติบโตได้ดังเดิมอีกต่อไป ประเทศไทยจึงได้ฝากความหวังไว้กับเครื่องยนต์ใหม่ อย่าง การผลักดันประเทศให้ก้าวสู่การเป็น "Global Longevity Hub" หรือศูนย์กลางการดูแลสุขภาพและสุขภาวะสมบูรณ์เพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'Longevity' ไม่ใช่ 'Luxury' คนรวย เริ่มต้นที่ 'กินดี อยู่ดี นอนดี'
3 ปัจจัยที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยี Longevity
“อรุณเทพ แสงวารีทิพย์” ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Emetworks กล่าวในหัวข้อ “Health Economy เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ในงาน “Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond The Trap” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2569 ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ว่า เมื่อก่อนเทคโนโลยี Longevity ถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนมีฐานะ เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูง แต่ตอนนี้สินค้าและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี Longevity มีราคาตั้งแต่หลัก 100 -10,000 บาท ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึง Longevity ได้ง่ายมากขึ้นยิ่งขึ้น
“อรุณเทพ” กล่าวต่อว่า 3 ปัจจัยที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี Longevity ได้นั้น เกิดจาก
1.ต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่ลดลงอย่างมหาศาล โดยดูได้จากอุปกรณ์และเซนเซอร์ตรวจวัดสุขภาพในปัจจุบันมีราคาให้เหลือหลากหลาย ขณะที่ประสิทธิภาพและการนำข้อมูลไปใช้งานจริงไม่ได้แตกต่างกัน อาทิ สมาร์ตวอตช์ทั่วไปในตลาด (เช่น Huawei Smartwatch) สามารถติดตามจังหวะการเต้นของหัวใจและการนอนหลับได้ดีพอที่จะนำมาประมวลผลทางการแพทย์
2.โครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ซึ่งการพัฒนาของระบบอินเทอร์เน็ต เครือข่ายไร้สาย และระบบดิจิทัล ทำให้การเชื่อมโยงและส่งต่อข้อมูลสุขภาพระหว่างตัวผู้ป่วย อุปกรณ์ IoT และสถานพยาบาล ทำได้อย่างไร้รอยต่อ
และ 3.การขยายระบบนิเวศและบุคลากรดูแล เกิดการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาพยาบาลวิชาชีพซึ่งมีจำนวนจำกัดและมีต้นทุนสูง ไปสู่การฝึกอบรมบุคลากรเฉพาะทางกลุ่มใหม่ เช่น ผู้ดูแล (Caregivers), ผู้เชี่ยวชาญการดูแลที่บ้าน (Home-care Specialists) ตลอดจนการพัฒนาทักษะให้แก่สมาชิกในครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านด้วยตนเอง
"เปลี่ยนบ้านเป็นโรงพยาบาล" ด้วย Predictive IoT
"เมื่อก่อนเราจะมียี่ห้อหรือแบรนด์ของสินค้าที่ดูแลผู้ป่วยค่อนข้างจำกัดและราคาสูง คนที่ซื้อได้ต้องมีกำลังสูง แต่วันนี้แบรนด์สุขภาพมีราคาที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ และมูลค่าการใช้งานจริงไม่ได้ต่างกันมาก" อรุณเทพ กล่าว
“อรุณเทพ” กล่าวต่อไปว่าบริษัทได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านเฮลท์แคร์รองรับวิกฤตโครงสร้างประชากรในปี 2030 ซึ่งผู้สูงอายุจะกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ มาตลอดตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว โดยต้องการให้ ศูนย์กลางของการดูแลสุขภาพย้ายจากโรงพยาบาลมาอยู่ที่ "บ้าน" ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT และเซนเซอร์อัจฉริยะ เช่น เซนเซอร์ตรวจจับการล้ม (Fall Detection), ปุ่มกดแจ้งเตือนฉุกเฉินไร้สาย, และสมาร์ตวอตช์ตรวจวัดสัญญาณชีพ
“อาการป่วยเบื้องต้นของโรคต่าง ๆจะเกิดขึ้นที่บ้าน แล้วผู้ป่วยค่อยมาโรงพยาบาล หัวใจสำคัญของเทคโนโลยี Presense จะเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านสุขภาพ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและไม่ใช่แค่การเตือนเมื่อเกิดเหตุ แต่เป็นการตรวจจับ "สัญญาณเตือนล่วงหน้า" (Early Signals) เช่น พฤติกรรมการนอนหลับที่กระสับกระส่ายหรือผิดปกติ ซึ่งเซนเซอร์และแอปพลิเคชันจะแปลงสัญญาณเหล่านี้ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงทำนาย ช่วยให้แพทย์และผู้ดูแลสามารถตัดวงจรร้ายก่อนที่จะเกิดเหตุวิกฤติต้องเข้าห้องฉุกเฉิน”
อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแทนที่แพทย์ แต่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือขยายขีดความสามารถของแพทย์ ในการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลจากอุปกรณ์สวมใส่ทั่วไป แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นวิ่งเข้าสู่ระบบการดูแลสุขภาพของโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น โครงการความร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงการวินิจฉัยทางการแพทย์ระดับโลกได้จากที่บ้านของตนเอง
แก้ "สมองไหล" นวัตกรไทย กับเทคโนโลยีระดับโลก
“อรุณเทพ” กล่าวอีกว่าสตาร์ตอัปและนักวิจัย HealthTech ของไทยจำนวนมากมีความเชี่ยวชาญด้านทฤษฎีในเชิงลึก แต่กลับเผชิญอุปสรรคสำคัญในการแปลงงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ ปัญหาหลักเกิดจาก ขาดสถาบันหรือผู้ประเมินทุนในประเทศที่มีความเข้าใจในธรรมชาติของ HealthTech ทำให้โครงการนวัตกรรมขั้นสูงถูกปฏิเสธทุน สตาร์ตอัปไทยหลายแห่งจึงจำต้องออกไปเปิดตัว ระดมทุน และสร้างชื่อเสียงในต่างประเทศก่อน เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ยุโรป หรือจีน แล้วจึงค่อยนำผลิตภัณฑ์กลับเข้ามาในไทย สถานการณ์ดังกล่าวกำลังนำไปสู่วิกฤต "สมองไหล" ของนวัตกรและบุคลากรเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง
ในส่วนของแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องอาศัยการปรับตัวจาก 2 ภาคส่วน คือ กลุ่มทุนเอกชนและภาคอุตสาหกรรมใหญ่ เช่น ธุรกิจอาหาร, ประกันภัย, โรงพยาบาลเอกชน ต้องหมุนเวียนเงินทุนมาลงทุนใน HealthTech และ Longevity Care ในประเทศ มากกว่าการนำเงินไปลงทุนในเทคโนโลยีแบบเดิมๆ เพื่อนำนวัตกรรมมาต่อยอดธุรกิจตนเอง เช่น การพัฒนาอาหารฟังก์ชันเพื่อลดอัตราการเข้าโรงพยาบาล หรือระบบดูแลผู้สูงอายุที่บ้านเพื่อลดภาระเคลมประกัน
“ต้องสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับเทคโนโลยีต่างชาติ เช่น ประเทศจีน เพราะถึงจีนจะมีศักยภาพสูงในการผลิตฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยีราคาถูก แต่สิ่งที่จีนขาดคือความเข้าใจใน Local Workflow หรือบริบทวัฒนธรรมการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวแบบไทย การปรับตัวที่ชาญฉลาดจึงไม่ใช่การแข่งขันด้านราคา แต่คือการจับมือเป็นพันธมิตรเพื่อดึงเทคโนโลยีราคาถูกจากต่างชาติ เข้ามาผสานกับ Workflow การดูแลสุขภาพแบบไทย ซึ่งจะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้”
ไทยต้องเร่งย้ายเค้กสู่ Wellness Economy
พญ.จามรี เชื้อเพชระโสภณ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรักษาการผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลเมดพาร์ค (MedPark) กล่าวการวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพ ประเทศไทยจำเป็นต้องแยกแยะความแตกต่างของ 3 นิยาม ให้ชัดเจน คือ
- Medical (การแพทย์): การรักษาพยาบาลเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ซึ่งไทยทำได้ดีระดับโลก มีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามาใช้บริการกว่า 3 ล้านครั้งต่อปี (Medical Tourism)
- Health (สุขภาพ): การดูแลและป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค
- Wellness (สุขภาวะ): การดูแลที่ครอบคลุมมิติเชิงกว้าง ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต ปัญญา/สปิริต ตลอดจนความมั่นคงทางการเงิน (Wellness Economy)
“ตอนนี้แม้ประเทศไทยจะอยู่ในอันดับที่ 20 กว่าของโลกในอุตสาหกรรม Wellness Economy และมีชื่อเสียงในฐานะจุดหมายปลายทาง Medical Tourism แต่ในมิติเศรษฐศาสตร์ ประเทศไทยกำลังติด "กับดักมูลค่าสุทธิ" (Net Value Trap) อย่างหนัก เพราะถึงตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ดูสูง แต่เงินส่วนใหญ่ต้องถูกโอนออกไปต่างประเทศ จากการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ ยาราคาสูง และสารเคมีวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เมื่อหักต้นทุนการนำเข้าแล้ว มูลค่าสุทธิที่ตกอยู่กับประเทศไทยจริงๆ จึงเหลือเพียง "ค่าแรง" หรือค่าบริการของบุคลากรเท่านั้น”
พญ.จามรี กล่าวต่อว่าสำหรับทางออกที่จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักดังกล่าว ต้องไม่หยุดอยู่แค่การขายแรงงานบริการรักษา แต่ต้องเร่งสร้างนวัตกรรม HealthTech ในประเทศ ขยายไปสู่อุตสาหกรรม Wellness Economy และเชื่อมโยงกับการป้องกันโรคเชิงรุก เช่น การนำโปรแกรมคัดกรองความเสี่ยงการเสียชีวิตฉับพลัน (Sudden Death Screening) หรือการตรวจยีนและเภสัชพันธุศาสตร์ (Pharmaco-genomics) เพื่อป้องกันการแพ้อัตรายาแรง ซึ่งปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) เริ่มให้สิทธิประโยชน์เบิกจ่ายได้ มาผสานเข้ากับระบบ Wellness เพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและดึงมูลค่าเพิ่ม ให้อยู่ในประเทศ
ชู Regulatory Sandbox และมาตรฐาน Health IT
อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการเติบโตในฝั่ง HealthTech ไทยคือ ความล่าช้าในกระบวนการพิจารณาอนุมัติทางกฎหมายและ อย. (FDA) แม้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ในอดีตการขออนุมัติเครื่องมือแพทย์ในไทยต้องใช้เวลานานถึง 3–7 ปี แม้ปัจจุบันจะพยายามปรับลดเหลือ 2–3 ปีสำหรับอุปกรณ์ Class 1 และ Class 2 แต่ก็ยังคงล่าช้ากว่าประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ที่สามารถการันตีการพิจารณาอนุมัติได้ในระดับไม่กี่สัปดาห์
พญ.จามรี กล่าวด้วยว่าแนวทางแก้ไขไม่ได้บอกว่าลดมาตรฐานความปลอดภัยลง แต่เป็นการ "เพิ่มความเร็วโดยไม่ลดมาตรฐาน" ผ่านการจัดตั้งพื้นที่ทดสอบกฎหมายพิเศษ หรือ Regulatory Sandbox ในพื้นที่นำร่อง เช่น จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก เพื่อทดสอบและอนุมัตินวัตกรรมสุขภาพได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยไม่ต้องรอแก้กฎหมายพร้อมกันทั้งประเทศ
นอกจากนั้น จะต้องจัดทำมาตรฐานข้อมูลสุขภาพ (Health IT & AI Standardization) ซึ่งปัจจุบันข้อมูลภาพถ่ายทางการแพทย์ ข้อมูลการรักษา และข้อมูลห้องปฏิบัติการในแต่ละโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยยังขาดมาตรฐานกลางและขาดระบบลงทะเบียน ที่เชื่อมโยงกัน ทำให้การพัฒนา AI ทางการแพทย์มีความล่าช้ารวมถึงดึงจุดแข็งด้านการทดสอบทางคลินิก เพราะไทยมีคนเก่ง มีวัตถุดิบและฐานข้อมูลพร้อมสำหรับการเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางการแพทย์ระดับสากล





