วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อโลกการเงินมาพบเศรษฐกิจสุขภาพ 'ประเทศไทย' ขอบฟ้าใหม่ Wellness&Longevity

ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group หรือการประชุมประจำปี 2569 ในการผลักดันWellness&Longevity

KEY POINTS

  • ประเทศไทยควรประกาศให้ชัดว่า Wellness เป็นหนึ่งในเส้นทางเศรษฐกิจที่จะพาไทยไปสู่รายได้ที่สูงขึ้น งานที่มีคุณภาพมากขึ้น
  • ไทยควรเพิ่มเติม Medical Tourism ซึ่งมุ่งเน้นการเดินทางมารักษาเมื่อเจ็บป่วย ให้ครบ Lifetime Health Ecosystem ด้วย Wellness and Longevity Tourism ที่ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
  • การเป็น Wellness Destination ระดับโลกต้องเกิดจากการรวมกันของสามองค์ประกอบ ได้แก่ Science (วิทยาศาสตร์) -Service (Thai Hospitality) - Spirit (จิตวิญญาณ)

ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group หรือการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนจากทั่วโลก เพื่อหารืออนาคตของเศรษฐกิจโลก การพัฒนา ระบบการเงิน และความร่วมมือระหว่างประเทศ

เปรียบเสมือน โอลิมปิกด้านการเงินและเศรษฐกิจโลก ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจเรื่องเงินทุน นโยบาย และการลงทุนจำนวนมากจะมาอยู่ในประเทศไทยพร้อมกัน เป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เราเคยจัดงานนี้มาแล้วเมื่อปี 2534 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน และประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในสามประเทศ ได้แก่ ตุรกี ญี่ปุ่น และไทย ที่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพมากกว่าหนึ่งครั้ง

ในช่วงเวลากว่า 35 ปี GDP ต่อหัวของไทยเพิ่มขึ้นจาก 2,811 ดอลลาร์ เป็น 6,574 ดอลลาร์เมื่อคำนวณด้วยราคาคงที่ปี 2558 อายุคาดเฉลี่ยของประชาชนเพิ่มขึ้นจาก 69.1 ปี เป็น 76.6 ปี ขณะที่จำนวนงานคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นจากประมาณ 13 ล้านตำแหน่ง เป็น 23 ล้านตำแหน่ง

การกลับมาเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ เป็นโอกาสให้ประเทศไทยแสดงต่อโลกว่า เราเปลี่ยนแปลงมาไกลเพียงใด และกำลังจะก้าวไปสู่บทต่อไปของการพัฒนาประเทศอย่างไรประเทศไทยจะใช้โอกาสที่โลกเดินทางมาหาเราในครั้งนี้ เพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้ประเทศได้อย่างไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ดันไทยสู่ 'The Land of Life' ตั้งเป้าติดTop 5 โลก 'ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ'

5 สัญญาณเตือนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย

ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอุตสาหกรรมอนาคต

รายงาน Building Thailand’s Future Today ประเทศไทย คือการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงที่มีความทั่วถึง และสามารถสร้างงานคุณภาพสูงให้ประชาชน จัดให้การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็น Sustainable and Wellness Tourism หนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย เคียงข้างอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง บริการดิจิทัล อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

“นี่จึงเป็นครั้งสำคัญที่ประเทศไทยควรประกาศให้ชัดว่า Wellness เป็นหนึ่งในเส้นทางเศรษฐกิจที่จะพาไทยไปสู่รายได้ที่สูงขึ้น งานที่มีคุณภาพมากขึ้น และการเติบโตที่กระจายไปยังประชาชนในหลายพื้นที่เส้นทางสู่ประเทศรายได้สูง”

แบบจำลองในรายงานล่าสุดจาก World Bank Group ระบุว่า หาก GDP ต่อหัวที่แท้จริงของประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ต่อปี ติดต่อกัน 10 ปี ประเทศไทยอาจก้าวข้ามเกณฑ์ประเทศรายได้สูงได้ภายในปี 2580 แต่หากเติบโตในระดับใกล้เคียงช่วงล่าสุดที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี จุดดังกล่าวอาจเลื่อนไปถึงปี 2599

การประชุมครั้งนี้จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับภาคการประชุมและนิทรรศการ หรือ MICE โรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม ธุรกิจค้าปลีก บริการระดับพรีเมียม ตลอดจนการเดินทางท่องเที่ยวก่อนและหลังการประชุม

ผู้เข้าร่วมจำนวนมากอาจเดินทางต่อไปยังจังหวัดท่องเที่ยวต่าง ๆ เกิดการผสมผสานระหว่างการทำงานกับการพักผ่อน หรือที่เรียกว่า Bleisure: Business plus Leisure นี่คือผลลัพธ์แบบ Quick Win ที่ประเทศไทยจะได้รับทันที แต่รายได้จากห้องพัก ร้านอาหาร และการเดินทางตลอดหนึ่งสัปดาห์

เมื่อโลกการเงินมาพบเศรษฐกิจสุขภาพ 'ประเทศไทย' ขอบฟ้าใหม่ Wellness&Longevity

ขอบฟ้าใหม่Wellness &Longevity

ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ควรวัดเฉพาะจำนวนผู้เข้าร่วม จำนวนคืนที่พัก หรือมูลค่าการใช้จ่ายระหว่างงานเท่านั้นแต่ควรวัดด้วยว่าหลังจากเดินทางกลับไปแล้วมีกี่คนที่ต้องการกลับมาประเทศไทยอีกมีกี่องค์กรที่ตัดสินใจลงทุน

มีกี่กองทุนที่เริ่มสนใจอุตสาหกรรมไทยและมีกี่ความร่วมมือที่เปลี่ยนจากบทสนทนาบนโต๊ะประชุม ไปสู่โครงการที่เกิดขึ้นจริง

สุขภาพคือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ แนวคิดหลักที่ประเทศไทยใช้ในการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้คือ“Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือการเปิดขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย ด้วยการเพิ่มศักยภาพของประชาชนและสร้างความเข้มแข็งเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

 หนึ่งในประเด็นยุทธศาสตร์ที่เตรียมนำเสนอบนเวทีนี้ คือเรื่อง Demographic Change and the Longevity Economy หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจอายุยืนปัญหาสังคมสูงวัยและสุขภาพของประชาชนเป็นวาระทางเศรษฐกิจ การคลัง แรงงาน และการลงทุนของประเทศ

 รายงานประเมินว่า ประชากรวัยทำงานของไทยอาจลดลงประมาณร้อยละ 14 ภายในปี 2583 จึงเสนอให้ประเทศไทยผลักดันแนวคิด Productive Longevity หรือการมีอายุยืนอย่างมีผลิตภาพ ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านรายได้หลังเกษียณและการขยาย Care Economy นี่คือเหตุผลว่า Wellness และ Longevity เป็นยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต่อความมั่นคงของแรงงาน ระบบสวัสดิการ รายได้ครัวเรือน และศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

 เป้าหมายของประเทศไทยต้องช่วยให้คนไทย แข็งแรงนานขึ้น ทำงานได้อย่างมีคุณภาพนานขึ้น และพึ่งพาตนเองได้นานขึ้น สุขภาพควรได้รับการยกระดับเป็น ทุนมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจการลงทุนในสุขภาพเชิงป้องกัน การออกแบบเมืองที่เอื้อต่อสุขภาพ อาหารที่ดี การออกกำลังกาย สุขภาพใจ เทคโนโลยีการแพทย์ และการดูแลผู้สูงอายุ ไม่เพียงช่วยลดภาระการรักษา แต่ยังช่วยรักษากำลังแรงงาน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศ

เมื่อโลกการเงินมาพบเศรษฐกิจสุขภาพ 'ประเทศไทย' ขอบฟ้าใหม่ Wellness&Longevity

Wellness Economy ครอบคลุมตั้งแต่เวชศาสตร์สุขภาพเชิงป้องกันและอายุวัฒนะ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ การออกกำลังกาย สุขภาพใจ สุขภาวะจิตการแพทย์ดั้งเดิมและการแพทย์ผสมผสาน เทคโนโลยีสุขภาพ ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะ ไปจนถึงระบบนิเวศสำหรับผู้สูงอายุ

ข้อมูลล่าสุดของ Global Wellness Institute ระบุว่า เศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572 โดยเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 7.6 ต่อปี

ในปี 2567 เศรษฐกิจ Wellness ของไทยมีมูลค่าประมาณ 42.7 พันล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1 จากปีก่อน และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 24 ของโลกเฉพาะตลาด Wellness Tourism ของไทยมีมูลค่าประมาณ 14 พันล้านดอลลาร์ เติบโตถึงร้อยละ 36.4 ในเวลาเพียงหนึ่งปี และอยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก

Wellness จะเป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจ ที่เชื่อมการแพทย์ เทคโนโลยี อาหาร การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมไว้ในระบบเดียวนี่คือรูปแบบของ Wellness Economy ที่ประเทศไทยควรนำเสนอแก่นักลงทุนในระหว่างการประชุมครั้งนี้

จาก Medical Hub สู่ Wellness & Longevity Hub

ประเทศไทยควรเพิ่มเติม Medical Tourism ซึ่งมุ่งเน้นการเดินทางมารักษาเมื่อเจ็บป่วย ให้ครบ Lifetime Health Ecosystem ด้วย Wellness and Longevity Tourism ที่ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การป้องกันโรค การดูแลการนอน โภชนาการ การเคลื่อนไหว สุขภาพสมอง สุขภาพหัวใจ สุขภาพใจ การฟื้นฟู ไปจนถึงการวางแผนชีวิตในวัยสูงอายุ ทำให้คนทั่วโลกมองเห็นประเทศไทยในฐานะประเทศที่สามารถช่วยให้เขา ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น

นักท่องเที่ยวกลุ่ม Wellness มีการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 1.5 เท่า โอกาสของประเทศไทยคือการเพิ่ม คุณค่าต่อคน ระยะเวลาพำนัก คุณภาพของประสบการณ์ และโอกาสในการกลับมาใช้บริการซ้ำด้วยมาตรฐานทางการแพทย์ ความเชี่ยวชาญด้านการป้องกันโรคและ Longevity การบริการที่เป็นเลิศ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่ออกแบบเฉพาะบุคคล เป็น Value-over-Volume Tourism Wellness เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยในทศวรรษหน้า

จุดแข็ง Science, Service and Spirit

การเป็น Wellness Destination ระดับโลกต้องเกิดจากการรวมกันของสามองค์ประกอบ

Science — วิทยาศาสตร์และมาตรฐานประเทศไทยต้องนำเสนอการแพทย์เชิงป้องกันและอายุวัฒนะที่ตั้งอยู่บนหลักฐาน มีระบบข้อมูล มีการประเมินผลลัพธ์ คุ้มครองความปลอดภัยและข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงเชื่อมโยงการดูแลก่อนเดินทาง ระหว่างอยู่ในประเทศไทย และหลังเดินทางกลับประเทศต้นทาง

Service (Thai Hospitality)— การบริการต้อนรับวิถีไทย จุดแข็งที่อยู่ใน DNA ของคนไทย ความเอาใจใส่ ความอ่อนโยน ความละเอียด และการต้อนรับอย่างจริงใจ

Spirit — จิตวิญญาณและภูมิปัญญา ประเทศไทยมีธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม สมุนไพร ภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ การนั่งสมาธิ การฝึกสติ การลดความเครียด และวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกาย ใจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เมื่อ Science, Service และ Spirit ถูกนำมาผสานกันอย่างถูกต้อง

ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้อย่างไร

1. สร้างเรื่องเล่าระดับชาติให้เป็นเรื่องเดียวกัน

ประเทศไทยควรมีข้อความหลักที่ทุกภาคส่วนสื่อสารไปในทิศทางเดียวกันจากประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องการท่องเที่ยวและรอยยิ้ม

เพิ่มเติมส่วนขยายด้วย “ประเทศที่ช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีและแข็งแรงขึ้น”Thailand: Wellness Destination of the World — The Land of Life หมายถึงแผ่นดินที่ทำให้ผู้มาเยือน Live Longer — มีชีวิตยืนยาวขึ้น Live Healthier — มีช่วงชีวิตที่แข็งแรงขึ้น และ Live Better — ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีความหมายมากขึ้น

2. เปลี่ยนสัปดาห์ประชุมให้เป็น Thailand Wellness & Longevity Week

ภาครัฐและเอกชนควรร่วมกันจัดเวทีคู่ขนานเกี่ยวกับ Longevity Economy, Preventive Healthcare, Healthy Aging, Health Financing, Future Food, AI and Digital Health, Wellness Real Estate และ Green Healthcare

Thailand Pavilion ควรเป็นพื้นที่ที่โลกสามารถมองเห็นว่า ประเทศไทยมีทั้งองค์ความรู้ บุคลากร เทคโนโลยี งานวิจัย ผู้ประกอบการ และโครงการที่พร้อมขยายสู่ระดับนานาชาติ เชิญผู้เข้าร่วมประชุมไปสัมผัสประสบการณ์สุขภาพของประเทศไทยอย่างเหมาะสม ทั้งด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน อาหารไทยเพื่อสุขภาพ การฟื้นฟู การนอน การนั่งสมาธิ การออกกำลังกาย ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และการดูแลใจ สร้างความประทับใจและความสัมพันธ์ระยะยาว

3. เปลี่ยนการประชาสัมพันธ์ให้เป็นโครงการที่ลงทุนได้จริง

จัดทำ Thailand Health and Wellness Investment Portfolio รวบรวมโครงการที่พร้อมลงทุนในกลุ่ม Life Sciences, MedTech, Biotechnology, Digital Health, Future Food, Wellness Real Estate, Senior Living, Rehabilitation, Green Hospitals และการพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพ

พร้อมจัดตั้งช่องทางประสานงานแบบ One-Stop ที่เชื่อมภาครัฐ นักลงทุน สถาบันการเงิน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการไทยเข้าด้วยกัน มี โครงการที่พร้อมรับเงินลงทุนและพร้อมขยายผล

4. แข่งขันด้วยความเชื่อมั่น

ยกระดับจากการขายบริการ ไปสู่ Integrated Wellness and Medical Ecosystem สามารถเชื่อมต่อบริการตั้งแต่ก่อนเดินทาง การเดินทางและที่พัก การประเมินสุขภาพ การดูแลเฉพาะบุคคล การฟื้นฟู การรักษาถ้าตรวจโรคพบแต่เนิ่นๆ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไปจนถึงการติดตามผลเมื่อกลับบ้าน

5. ทำให้ประโยชน์กระจายถึงคนไทยและทุกภูมิภาค

สร้าง Wellness Cities และ Longevity Corridors ในหลายภูมิภาค เชื่อมโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพเข้ากับธรรมชาติ อาหารปลอดภัย การเดินทางที่สะดวก ที่อยู่อาศัยสำหรับทุกวัย และชุมชนท้องถิ่น จากกทม. กระจายไปยังภูเก็ต เชียงใหม่ หัวหิน สมุย กระบี่ พัทยา ภาคตะวันออก และอีกหลายพื้นที่ และชุมชนที่มีจุดแข็งด้าธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

แม้การประชุมจะมีเพียงเจ็ดวัน แต่หากเราเปลี่ยนผู้เข้าร่วมประชุมให้เป็นผู้ลงทุน เปลี่ยนผู้มาเยือนให้เป็นผู้กลับมา และเปลี่ยนจุดแข็งด้านสุขภาพของไทยให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะเป็นสถานที่ที่โลกเดินทางมาเพื่อมีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นThailand: Wellness Destination of the World, The Land of Life ได้เช่นเเดียวกัน