วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน 2569

Login
Login

‘Novo’ชู สุขภาพดีที่ยั่งยืน เชื่อมวิทยาศาสตร์การแพทย์กับวิถีชีวิต

โนโว นอร์ดิสค์ รีแบรนด์สู่ชื่อ ‘Novo’ วางเป้าเปิดตัวยากลุ่ม Multi-Blockbuster มากกว่า 5 ตัว เร่งสเกลกำลังผลิตยาลดน้ำหนักแบบเม็ด 10 เท่า ตั้งเป้าแตะยอดขายท่อพัฒนายากว่า 1.5 แสนล้าน

KEY POINTS

  • Novo Nordisk เปลี่ยนย่อชื่อทางการค้าทั่วไปเหลือเพียงคำว่า “Novo (โนโว)” ควบคู่กับการปรับโฉมอัตลักษณ์โลโก้วัว Apis bull ให้ร่วมสมัย ภายใต้สโลแกน “Lasting Health Starts Now” (สุขภาพดีที่ยั่งยืนเริ่มต้น ณ ตอนนี้)
  • คน คือ ศูนย์กลางของงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมของโนโวมาโดยตลอด การนำนวัตกรรมมาดูแลโรคที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก
  • Lasting Health Starts Now’ (สุขภาพดีที่ยั่งยืนเริ่มต้น ณ ตอนนี้)  มีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่าสุขภาพที่ยั่งยืนควรเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ และมีความเกี่ยวโยงกับวิถีที่ผู้คนหันมาใส่ใจกับสุขภาพของตนเอง

โนโว นอร์ดิสค์ รีแบรนด์สู่ชื่อ ‘Novo’ ปักธงยุทธศาสตร์สู่ปี 2030 บนเวที Capital Markets Day ลอนดอน วางเป้าเปิดตัวยากลุ่ม Multi-Blockbuster มากกว่า 5 ตัว เร่งสเกลกำลังผลิตยาลดน้ำหนักแบบเม็ด 10 เท่า ตั้งเป้าแตะยอดขายท่อพัฒนายากว่า 1.5 แสนล้าน

ในงานประชุมนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบัน Capital Markets Day (CMD) ณ กรุงลอนดอน บริษัท Novo (Novo Nordisk A/S) ได้ประกาศทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ใหม่สู่ปี 2030 (Strategic Ambitions for 2030) พร้อมเปิดเผยรายละเอียดการรีแบรนด์องค์กรครั้งสำคัญผ่านทางหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations) เพื่อรับมือกับการแข่งขันในตลาดยาโรคเบาหวานและโรคอ้วนที่กำลังทวีความดุเดือดทั่วโลก (เว็บไซต์ novonordisk.com ในส่วน Investor Relations) 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

กทม.เพิ่มพื้นที่สีเขียวสู้ภัยโรคอ้วน คืนสุขภาพดียั่งยืนให้คนเมือง

เข้าใจตัวตนพนักงาน พัฒนาสู่เวอร์ชั่นที่ดีที่สุด

เชื่อมวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้ากับวิถีชีวิต

การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ในรอบกว่าศตวรรษ คือการย่อชื่อทางการค้าทั่วไปเหลือเพียงคำว่า “Novo (โนโว)” (ขณะที่ชื่อนิติบุคคลตามกฎหมายยังคงเป็น Novo Nordisk A/S) ควบคู่กับการปรับโฉมอัตลักษณ์โลโก้วัว Apis bull ให้ร่วมสมัย ภายใต้สโลแกน “Lasting Health Starts Now” (สุขภาพดีที่ยั่งยืนเริ่มต้น ณ ตอนนี้)

 การปรับแบรนด์ครั้งนี้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งต่อยอดมาจากความสำเร็จระดับโลกของยาแฟลกชิปอย่าง Ozempic และ Wegovy พร้อมขับเคลื่อนการทำงานภายในด้วยค่านิยมใหม่ ‘The Novo Way’ 4 ด้าน ได้แก่ การมุ่งเน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Customer Obsession), ขีดความสามารถการแข่งขัน (Competitiveness), การทำงานที่ชัดเจนและรวดเร็ว (Clarity) และการยึดมั่นความปลอดภัยและจริยธรรม (Care & Integrity) 

วางเป้า2030 ดัน Pipeline 1.5 แสนล้านโครน 

ในส่วนของแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่นำเสนอแก่นักลงทุน Novo ได้วางกรอบการเติบโต 4 มิติหลักที่เน้นการกระจายความเสี่ยงและเร่งขยายการเข้าถึงผู้ป่วย ท่อพัฒนายาใหม่ (Grow and Diversify Pipeline)วางเป้าหมายส่งยากลุ่มสร้างรายได้มหาศาลระดับ Multi-Blockbuster ออกสู่ตลาดมากกว่า 5 รายการภายในปี 2030 พร้อมประเมินยอดขายจากท่อพัฒนายา (Pipeline Sales) สูงกว่า 150,000 ล้านโครนเดนมาร์ก (DKK) ภายในปี 2035 โดยเดินหน้าการทดลองทางคลินิก Phase 3 อย่างน้อย 10 โปรแกรม แบ่งเป็นกลุ่มโรคอ้วนและเบาหวาน 5 โปรแกรม และขยายสู่กลุ่มโรคเรื้อรังรุนแรงอื่นๆ (Other Therapy Areas) อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคตับคั่งไขมัน (MASH), โรคไตเรื้อรัง และโรคหายากอีก 5 โปรแกรม 

‘Novo’ชู สุขภาพดีที่ยั่งยืน เชื่อมวิทยาศาสตร์การแพทย์กับวิถีชีวิต

สเกลผลิตยาเม็ด Oral GLP-1 พุ่ง 10 เท่า

เพื่อปลดล็อกคอขวดด้านอุปทานและขยายทางเลือกการรักษา Novo ประกาศเร่งขยายขีดความสามารถการผลิตยาในกลุ่ม Oral GLP-1 (ยากลืนชนิดเม็ด) เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า พร้อมตั้งเป้าหมายขยายการเข้าถึงผู้ป่วยทั่วโลกแตะระดับ 60 ล้านคน ภายในปี 2030 (เพิ่มขึ้นจากฐานปัจจุบันที่ราว 46 ล้านคน) เกาะกลุ่มการเติบโตอุตสาหกรรม (Industry Peers) กำหนดเป้าหมายอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีของรายได้ (Revenue CAGR) ระหว่างปี 2026–2030 ให้อยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรมยาโลก

 Novo กำลังเร่งกระจายพอร์ตโฟลิโอเพื่อไม่ให้พึ่งพายาฉีด GLP-1 รุ่นปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่กำลังสร้างระบบนิเวศการดูแลสุขภาพระยะยาวที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มยารับประทานและการป้องกันโรคร่วมที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจสุขภาพ (Healthcare Economy) และตลาดยาระดับโลกในทศวรรษหน้า

 ไมค์ ดูสท์ดาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโนโว กล่าวว่า คน คือ ศูนย์กลางของงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมของโนโวมาโดยตลอด การนำนวัตกรรมมาดูแลโรคที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก เช่น ในโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ทำให้เราได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านสาธารณสุขไปอย่างมาก

 ทั้งนี้ ‘Lasting Health Starts Now’ (สุขภาพดีที่ยั่งยืนเริ่มต้น ณ ตอนนี้) เป็นหัวใจสำคัญของการรีแบรนด์ครั้งนี้ และมีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่าสุขภาพที่ยั่งยืนควรเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ ไม่ใช่วันใดวันหนึ่ง เป็นที่จดจำได้ง่ายขึ้นและมีความเกี่ยวโยงกับวิถีที่ผู้คนหันมาใส่ใจกับสุขภาพของตนเองในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการนำวิทยาศาสตร์ที่ล้ำสมัยเข้าไปให้ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของผู้คนมากยิ่งขึ้น และเพื่อเสริมสร้างการเป็นที่รู้จักตลอดจนความไว้วางใจจากการที่โนโวเข้าถึงผู้คนมากขึ้นในหลากหลายรูปแบบ

 ‘The Novo Way (วิถีแห่งโนโว)’ ที่เปิดตัวในวันนี้ คือชุดหลักการใหม่ที่จะเป็นรากฐานให้กับวัฒนธรรมองค์กรของบริษัท โดยสร้างจากจุดแข็งที่หล่อหลอมโนโวมานานกว่าศตวรรษ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ที่ก้าวล้ำ ความเชี่ยวชาญที่ลึกซึ้ง การดูแลเอาใจใส่ผู้คน และความมุ่งมั่นอย่างไม่เปลี่ยนแปลงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย พร้อมกับการกำหนดพฤติกรรมและวิธีการทำงานที่จำเป็นในการสร้างนวัตกรรมและเป็นผู้นำในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยการแข่งขัน และขับเคลื่อนโดยผู้บริโภคมากขึ้น

 จิฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิก ผู้จัดการทั่วไป โนโว ประเทศไทย กล่าวว่า โนโว ดำเนินกิจการในไทยมามากกว่า 40 ปี และได้นำนวัตกรรมการรักษาโรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคหายากต่างๆ มาในไทย พร้อมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงยาและการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ผู้คนมีสุขภาพดี การรีแบรนด์ครั้งนี้ทำให้มั่นใจได้ว่า โนโวจะมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและเสริมสร้างบทบาทในฐานะพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในด้านการดูแลสุขภาพและสาธารณสุข

ทั้งนี้ ภาพรวมระดับโลก Novo Nordisk มีผู้ป่วยในโครงการทดลองทางคลินิกเติบโตจากประมาณ 6,000 คนในปี 2000 สู่มากกว่า 53,000 คนในปี 2025 ระหว่างปี 2018–2022 กิจกรรมการทดลองทางคลินิกทั่วโลกมีส่วนสนับสนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โลกถึง 1.7 พันล้านยูโร (โดยทุกๆ 1 ยูโรที่ใช้จ่าย จะสร้างมูลค่าเพิ่มกลับคืนสู่เศรษฐกิจโลกอีก 1.95 ยูโร) และสนับสนุนการจ้างงานทั่วโลกเกือบ 24,000 ตำแหน่ง ในปี 2022

สำหรับ​ การลงทุนในไทยของ Novo ได้แก่ ปี 2023-2025 มีลงทุนด้านการทดลองทางคลินิก clinical trials มูลค่าราว 327 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เกือบ 350 ล้านบาท สร้างอาชีพ 470 ตำแหน่ง ในจำนวนนี้รวมถึงการทดลอง ที่เรียกว่า STEP11 ของโนโว ที่ทดลองผลของยาลดน้ำหนักแบบฉีดในประชากรไทยและเอเชียที่ทดลองในประชาชนไทยซึ่งเป็นยาลดน้ำหนักแบบ GLP-1 เพียงตัวเดียวที่มีการทดลองทางคลินิกในประเทศไทยและทดลองกับคนไทยโดยตรง ในส่วนของการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และข้อมูลผู้ป่วย ระบุช่วงเวลาไว้ระหว่าง ปี 2023 ถึง 2025 (รวมระยะเวลา 3 ปี)

การดำเนินงานการทดลองทางคลินิก (Clinical Trials) โดยร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ โรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับระบบสาธารณสุขไทย (และผู้ป่วย) ยกระดับการรักษาและเข้าถึงนวัตกรรม ผู้ป่วยที่เข้าร่วมการทดลองทางคลินิกจะได้รับคำปรึกษา การตรวจสุขภาพ และการดูแลติดตามอาการอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงมีโอกาสเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้เข้าถึงการรักษารูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศผ่านการจ้างงานและถ่ายทอดองค์ความรู้ และเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยของตัวยากับคนไทย