วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

ลาพักร้อน VS ยาลดน้ำหนัก? Gen Z สนใจสวัสดิการปักปากกามากกว่าวันลา

ครั้งหนึ่ง สวัสดิการที่คนทำงานใฝ่ฝันอาจเป็นวันลาพักร้อนเพิ่ม โบนัสก้อนโต หรือสิทธิ์ทำงานจากที่ไหน (WFH, Remote Work) ก็ได้ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยในวันนี้ รายการสวัสดิการที่ต้องการกำลังเปลี่ยนไป

พวกเขาไม่ได้มองหาแค่ความยืดหยุ่นในการทำงาน หรือของว่างฟรีในออฟฟิศอีกต่อไป แต่กำลังให้ความสำคัญกับ "การดูแลสุขภาพ" มากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าถึงยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 แบบปักปากกา ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Ozempic, Wegovy หรือ Mounjaro

ผลสำรวจล่าสุดจาก ZipHealth ซึ่งสำรวจพนักงานคนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯมากกว่า 1,000 คน พบว่า 47% ของคน Gen Z ระบุว่า หากต้องเลือกระหว่างข้อเสนองาน 2 แห่ง พวกเขาจะให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีประกันสุขภาพครอบคลุมค่ายาลดน้ำหนักเหล่านี้มาก่อน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกงาน

ขณะที่บางคนยอมแลกสวัสดิการอื่นๆ ตั้งแต่ประกันสัตว์เลี้ยง สิทธิ์เข้าใช้ฟิตเนส ไปจนถึงวันลาพักร้อน เพื่อให้สามารถเข้าถึงยากลุ่มนี้ได้ในราคาที่เอื้อมถึงมากขึ้น (ขณะที่คนรุ่น Millennials อยากได้สวัสดิการนี้อยู่ที่ 35% และคนรุ่น Gen X อยู่ที่ 36%)

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับคนรุ่นใหม่ สวัสดิการด้านสุขภาพกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกที่ทำงานไม่แพ้เรื่องค่าตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

ลาพักร้อน VS ยาลดน้ำหนัก? Gen Z สนใจสวัสดิการปักปากกามากกว่าวันลา

ไม่ใช่แค่อยากได้ แต่บางคนยอมแลกเงินเดือนเพื่อเข้าถึงยา

สิ่งที่น่าสนใจคือ พนักงานจำนวนหนึ่งไม่ได้แค่ต้องการสิทธิ์เข้าถึงยาเหล่านี้แบบธรรมดา แต่ถึงขั้น "ยอมเสียสละผลประโยชน์บางอย่าง" เพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครองจากนายจ้าง

ผลสำรวจพบว่า 7% ของพนักงานทั้งหมด ยอมรับว่า สามารถรับเงินเดือนน้อยลงได้ หากบริษัทช่วยจ่ายค่ายาลดน้ำหนักในกลุ่ม GLP-1 ทั้งนี้ หากเจาะดูเฉพาะพนักงานกลุ่ม Gen Z พบว่า ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 9%

ขณะเดียวกัน พนักงานมากกว่า 54% ระบุว่า พวกเขาพร้อมแลกสวัสดิการในที่ทำงานอย่างน้อย 1 อย่าง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองค่ายาลดน้ำหนักเหล่านี้ โดยสาเหตุสำคัญมาจากราคายาที่ค่อนข้างสูง

ข้อมูลจาก GoodRx ระบุว่า ยากลุ่ม GLP-1 มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000-1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ราวๆ 33,000-39,000 บาทต่อเดือน) หากไม่มีประกันสุขภาพช่วยครอบคลุม นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าพบแพทย์ ค่าตรวจวินิจฉัย และค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนโดยรวมสูงขึ้นไปอีกมาก

ลาพักร้อน VS ยาลดน้ำหนัก? Gen Z สนใจสวัสดิการปักปากกามากกว่าวันลา

Gen Z มอง สวัสดิการด้านยา-สุขภาพ สำคัญไม่แพ้วันลาพักร้อน

เมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ การตัดสินใจของพนักงานก็จริงจังขึ้นตามไปด้วย ผลสำรวจเดียวกันพบว่า พนักงาน 1 ใน 8 คน ยอมสละวันลาพักร้อนแบบได้รับค่าจ้าง (Paid Time Off หรือ PTO) จำนวน 1 สัปดาห์ เพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครองค่ายาลดน้ำหนักจากบริษัท

ตัวเลขนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในมุมมองเรื่องสวัสดิการ เพราะในอดีต วันลาพักร้อน ถือเป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่คนทำงานให้ความสำคัญมากที่สุด แต่ปัจจุบันคนจำนวนไม่น้อยกลับมองว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพบางอย่างมีคุณค่ามากกว่า

ทั้งนี้ ยารักษาเบาหวานกลุ่ม GLP-1 เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในช่วงปี 2022-2023 หลังมีคนดังจำนวนมากออกมาพูดถึงการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Oprah Winfrey หรือ Chrissy Teigen

เดิมที ยาเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ต่อมามีการนำมาใช้ช่วยควบคุมน้ำหนักอย่างแพร่หลาย โดยสารสำคัญอย่างเซมากลูไทด์ (Semaglutide) ยังได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาโรคอ้วนภายใต้ชื่อทางการค้าว่า Wegovy อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมียาอื่นในกลุ่มเดียวกัน เช่น Mounjaro และ Zepbound จากบริษัท Eli Lilly และดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่กระแสชั่วคราว โดยผลสำรวจของ KFF เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 พบว่า ชาวอเมริกัน 1 ใน 8 คน กำลังใช้ยากลุ่ม GLP-1 ไม่ว่าจะเพื่อควบคุมน้ำหนัก รักษาโรคเบาหวาน หรือปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ในเดือนธันวาคม 2025 หน่วยงานกำกับดูแลด้านยาของสหรัฐฯ ยังอนุมัติ Wegovy ในรูปแบบยาเม็ด ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดจากการฉีดยา และอาจทำให้คนเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้นอีก

ลาพักร้อน VS ยาลดน้ำหนัก? Gen Z สนใจสวัสดิการปักปากกามากกว่าวันลา

สวัสดิการยุคใหม่คือเรื่องสุขภาพ! หุ่นดีก็มีแรงทำงาน

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจจากผลสำรวจ คือพนักงานจำนวนมากพร้อมสละสวัสดิการอื่นๆ เพื่อแลกกับการเข้าถึงยากลุ่มนี้

29% ยอมไม่รับประกันสัตว์เลี้ยง
20% ยอมเสียสิทธิ์ด้านฟิตเนสหรือยิม
17% ยอมไม่รับความช่วยเหลือด้านหนี้การศึกษา
8% ยอมลดความยืดหยุ่นในการทำงาน
และ 6% ยอมเสียโบนัสประจำปีบางส่วน

ทั้งหมดเพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครองค่ายาลดน้ำหนักจากนายจ้าง ยิ่งไปกว่านั้น 31% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า หากบริษัทช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านนี้ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง และทำให้รู้สึกผูกพันกับองค์กรมากขึ้น

แม้ผลสำรวจนี้จะสะท้อนพฤติกรรมในสหรัฐฯ เป็นหลัก แต่ก็แสดงให้เห็นแนวโน้มที่น่าสนใจของโลกการทำงานยุคใหม่ นั่นคือ คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองสวัสดิการเพียงในมิติของความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่กำลังมองหาสวัสดิการที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิต สุขภาพ และความเป็นอยู่ของตัวเองในระยะยาวมากขึ้น

ในวันที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ บริษัทที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้ อาจกลายเป็นองค์กรที่ได้เปรียบในการดึงดูดพนักงานคนรุ่นใหม่ได้มากกว่าสวัสดิการแบบเดิมๆ 

 

 

อ้างอิง: NewYorkPost, ZipHealth, GoodRXFastCompany