วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

กทม.เพิ่มพื้นที่สีเขียวสู้ภัยโรคอ้วน คืนสุขภาพดียั่งยืนให้คนเมือง

กทม.เพิ่มพื้นที่สีเขียวสู้ภัยโรคอ้วน  คืนสุขภาพดียั่งยืนให้คนเมือง

ปัจจุบันมีตัวเลขผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนสูงเกินกว่าร้อยละ 50 ซึ่งปัญหาดังกล่าวนำไปสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหลอดเลือด หัวใจ และเบาหวาน “สภาพแวดล้อมของเมือง” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้คนอ้วนขึ้น  สถิติพบว่า คนไทยมีการขยับร่างกายตามเกณฑ์มาตรฐานเพียง 68% เท่านั้น อีกทั้งยังมีรูปแบบการขยับร่างกายที่ไม่สม่ำเสมอ และเผชิญกับพฤติกรรม “นั่งนาน” เฉลี่ยถึง 13 ชั่วโมงต่อวัน การเพิ่มพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ มีพื้นที่ ทางเดิน หรือว่า working space ออกกำลังกาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนเมืองใหญ่ 

เมื่อเร็วๆนี้ กรุงเทพมหานคร สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย และบริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมกันคืนสุขภาพดีให้คนเมือง ผ่านโครงการ “Benchakitti Park for Better Health” นำร่องพื้นที่สันทนาการแห่งแรกที่ สวนเบญจกิตติ หลังจากที่ผู้ว่ากทม."ชัชชาติ สิทธิพันธุ์"ได้แรงบันดาลใจจากการไปเยือนโครงการ Cities for Better Health ณ Spor 10 หรือ GAME Streetmekka กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งนำ “โกดังเก็บรถไฟเก่า” มาปรับปรุงเป็นศูนย์กลางกีฬาชุมชน 

ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสถานที่และอุปกรณ์ออกกำลังกายได้ กระตุ้นให้สังคมเกิดความตระหนักรู้ (Awareness) ว่า โรคอ้วน คือโรคที่ต้องได้รับการดูแล ภายใต้โครงการ Cities for Better Health สร้างความตระหนักรู้ รวมถึงผลักดันโครงการครัวชุมชน และเตรียมขยายพื้นที่ออกกำลังกายและสนามพิกเคิลบอลไปยัง “สวนลุมพินี” อีกด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'โรคอ้วน' เสี่ยง 'สมองแก่ก่อนวัย' ดูแลสมอง ไม่ใช่เรื่องของคนแก่

คนไทยเสียชีวิตกะทันหันชั่วโมงละ 8 คน วัยทำงาน-นักกีฬาเสี่ยงสุด

พื้นที่สีเขียวในกทม. จัดอุปกรณ์เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

โดยพื้นที่ต้นแบบออกกำลังกาย "สวนเบญจกิติ"  จะมีชุดอุปกรณ์เสริมสร้างกล้ามเนื้อกลางแจ้ง ที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อได้ทุกสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็น

  • กลุ่มบริหารกล้ามเนื้อขาและสะโพก เครื่องสควอต (Squat) และ มัลติลิฟต์ แฮ็กสควอต (Hack Squat) ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ช่วงล่าง 
  • กลุ่มบริหารกล้ามเนื้ออก ไหล่ และแขน:เครื่องเบนช์เพรส (Bench Press), ฟรอนต์เพรส (Front Press), ดิพ (Dip) และ ซีตเต็ดดิพ (Seated Dip)
  • กลุ่มบริหารกล้ามเนื้อหลัง เครื่องซีตเต็ดโรว์ (Seated Row), แลตพูลดาวน์ (Lat Pulldown) และ แบคเอ็กซ์เทนชัน (Back Extension) ป้องกันออฟฟิศซินโดรม
  • กลุ่มบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง:เครื่องบริหารหน้าท้อง (Abdominal Machine) และ ม้านั่งบริหารหน้าท้อง (Abdominal Bench) กระชับแกนกลางลำตัว รวมทั้ง จักรยานสปินนิ่งไบค์, โซนต่อยมวย, ลู่วิ่ง, ลานกิจกรรม (Active Floor) และคอร์ตแบดมินตัน  เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 04.30 - 22.00 น. ประชาชนสามารถไปใช้่บริการฟรี      

กทม.เพิ่มพื้นที่สีเขียวสู้ภัยโรคอ้วน  คืนสุขภาพดียั่งยืนให้คนเมือง

กทม. ตั้งเป้าลดโรคอ้วน 5% ต่อปี

ชัชชาติ  กล่าวว่า กทม.ตั้งเป้าที่จะลดอัตราผู้มีภาวะโรคอ้วนลงให้ได้ 5 % ต่อปี โดยจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับนโยบายเพิ่ม “สวน 15 นาที” อีกกว่า 400 แห่งทั่วกรุงเทพ รวมทั้งจัดกิจกรรมเต้นแอโรบิกในชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุและประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางออกมาใช้บริการที่สวนสาธารณะได้ ควบคู่ไปกับการปรับปรุง “ทางเดินเท้าหน้าบ้าน” ให้สะดวก เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรค NCDs ได้มากขึ้น

ส่วนการแก้ปัญหาแบบบูรณาการผ่านยุทธศาสตร์ “3 ส.” จะมีการบรรจุเรื่องโรคอ้วนลงในวิชาว่างของโรงเรียนสังกัด กทม. 437 แห่ง เพื่อให้เด็กรู้จักการอ่านฉลากโภชนาการ และตระหนักว่าโรคอ้วนไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม เข้าไปสนับสนุนการสร้างโรงครัวเพื่อควบคุมคุณภาพและโภชนาการของอาหารกลางวันเด็ก และสนับสนุนพื้นที่ออกกำลังกายสาธารณะ เช่น การเปิดพื้นที่ในสวนเบญจกิติ และโครงการ สนามพิกเคิลบอลที่สวนลุมพินีในอนาคต 

“ขจัดโรคอ้วน”ด้วยพื้นที่สีเขียว

นพ.ปริญญา สมัครการไถ  แพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่าพื้นที่สาธารณะสำหรับออกกำลังกายมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาโรคอ้วนได้ในหลายมิติ การมีพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี การเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะนั้นให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากการเข้ายิม เพราะช่วยลดความเครียดจากการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นการป้องกันและวางรากฐานด้านสุขภาพที่ดี ช่วยให้แพทย์สามารถทำการรักษาและบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้ การเพิ่มพื้นที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้คนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่าย จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาโรคเหล่านี้   

สอดคล้องกับ “แดนนี แอนนัน” เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย ที่เสริมว่า ประสบการณ์จากเดนมาร์กพิสูจน์แล้วว่า “ยาที่ดีที่สุดในการรับมือกับโรคอ้วน คือเมืองที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตแบบแอคทีฟ” เพื่อทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพเข้าถึงได้ง่ายที่สุดสำหรับทุกคน โมเดลความสำเร็จนี้ขับเคลื่อนภายใต้โครงการระดับโลกที่ดำเนินการไปแล้วในกว่า 50 เมืองทั่วโลก โดยมีหัวใจสำคัญคือ “ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership)” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบผังเมืองอย่างชาญฉลาด ร่วมกับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน สามารถเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งานให้สร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม